เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1814

………………..

คำพูดนี้เหมือนคมมีดแหลมคมที่กรีดเอาปราการสุดท้ายที่หนานอีฝานปิดบังอย่างรุนแรงเสียจนเนื้อหนังฉีกขาด หยดโลหิตรินไหลจากภายใน!

ร่างกายของเขาสั่นเทิ้ม สีหน้ากลับทวีความซีดเผือดยิ่งกว่า

แต่ว่ากระทั่งตัวเขาเองก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดถูกต้อง

หลายปีมานี้ แม้นมองดูผิวเผินเขาจะเอ็นดูหนานอีอีมากกว่า แต่ความเป็นจริงแล้ว เขามอบความหวังที่แบกรับเอาภาระอันหนักอึ้งไปให้ตัวหนานอวี่สิง

หากหนานอวี่สิงตายไป ความลำบากเมื่อสิบกว่าปีก่อนของเขาก็ล้วนสูญเปล่าจนหมดสิ้น!

ดังนั้นตอนนี้เขาก็ยังตัดสินใจเลือกเรื่องที่ยากเย็นหาสิ่งใดเปรียบได้ในท้ายที่สุด

หนานอีฝานทรุดตัวลงกับพื้น พละกำลังในร่างกายทั้งหมดราวกับถูกคนสูบออกก็มิปาน ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยไอแห่งความยอมแพ้แลสิ้นหวังชั้นหนึ่ง

“เจ้าตัดสินใจได้ฉลาดแล้ว”

อีกฝ่ายกล่าวชมเชย

หนานอีอีสูดลมหายใจเข้าปอด เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า

“ข้า…ข้าอยากกลับไปคุยกับอีอีก่อน…”

“ทำไมต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากขนาดนั้นด้วย”

อีกฝ่ายขัดคำพูดของเขา

“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด เพราะฉะนั้น…ข้าเลยพาตัวหนานอีอีมาให้แล้ว”

หนานอีฝานเงยหน้าขึ้นทันที!

สายลมสายหนึ่งพัดผ่านวูบ ต้นกกสั่นไหว

ภายใต้ความลึกล้ำของหนองน้ำอันดำมืด กลุ่มหมอกดำห่อหุ้มร่างคนผู้หนึ่งบินทะยานขึ้นมาทางนี้!

หลังตกตะลึงครู่หนึ่ง ในใจหนานอีฝานพลันบังเกิดอารมณ์โทสะรุนแรงอย่างห้ามไม่ได้

นี่เขาวางแผนคิดจะใช้อีอีมาแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ?

“ไม่ต้องรีบโมโหไปหรอก บุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ของเจ้ามีอารมณ์หลากหลายยิ่งนัก ตอนที่ข้าเจอนางหาใช่ที่ตระกูลหนานไม่ หากแต่เป็นที่ยอดเขาสักลูกที่ไม่ห่างจากพระราชวังเมฆาสวรรค์มากนัก”

“จนป่านนี้แล้ว นางยังคิดว่าจะยังใช้พลังตัวเองมาแก้แค้นได้อีก”

หนานอีฝานเม้มปากแน่น ไม่ได้พูดอะไร

นี่เป็นเรื่องที่หนานอีอีก่อขึ้นมาโดยแท้

เมื่อก่อนนางดื้อรั้นเอาแต่ใจไปหน่อย ส่วนเขาอย่างมากก็แค่ดุไปสองสามประโยค ไม่เคยยึดถือเป็นจริงเป็นจัง

อาจเป็นเพราะเหตุผลนี้ นางถึงได้เติบโตมาอย่างไร้เดียงสาจนไปทำตัวโง่งม

เขามองไปยังหนานอีอีที่ถูกกักขังอยู่ในหมอกดำ

ในตอนนั้น สองตาของนางปิดสนิทราวกับหมดสติไป

จากนั้น หนานอีอีก็นิ่วหน้าเหมือนสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง

แพขนตาของนางขยับไหวน้อยๆ

เป็นเชิงว่าใกล้ได้สติเต็มที

“เจ้ายังอยากพูดอะไรกับนางสักสองสามคำหรือไม่”

สุ้มเสียงนั้นเอ่ยถาม

หนานอีฝานกำหมัดแน่นจนเสียงกระดูกดังลั่น

กร๊อบ!

ในที่สุด เขาก็ปล่อยมืออย่างหมดแรง

“ไม่จำเป็น”

คำสองคำที่หลุดออกมาราวกับใช้พลังจากทั่วทั้งร่างของเขาจนหมดสิ้น

เบื้องหน้าของหนานอีฝานพลันมืดสนิท หมดสติไปทั้งอย่างนั้น

ณ พระราชวังเมฆาสวรรค์

เหตุการณ์พลิกผันเล็กน้อยมิอาจดึงความสนใจจากบรรดาฝูงชนได้

ความสำคัญของสิบสามผู้พิทักษ์เยว่ในใจนางนั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนในครอบครัว

ไม่สิ ควรจะพูดว่านางมองพวกเขาเป็นคนในครอบครัวของตนมาตั้งนานแล้ว

นางจึงอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา

หากแต่ข้อเสนอนี้กลับถูกเฉินอีปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

ฉู่หลิวเยว่เองก็ถามถึงเหตุผล ทว่าเฉินอีตอบเรียบๆ ไปประโยคหนึ่งแค่ว่า “ไม่ชอบความวุ่นวาย”

ฉู่หลิวเยว่เข้าใจนิสัยของพวกเขาดี รู้ว่าพวกเขาไม่ค่อยชอบเป็นจุดสนใจของผู้คนเท่าไรนัก หากอยู่ข้างหลังคงจะสะดวกใจมากกว่า

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง นางก็ตอบตกลง

“เฮ้อ เมื่อใดผักของข้าจะโตสักทีนะ…”

สือฟางจ้องมองอาหารเลอรสหลากหลายชนิดเบื้องหน้า ทว่ามิได้อยากอาหารด้วยสีหน้าขมขื่น

อู่เหยากับอวี๋จิ่วนั่งกินอาหารอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ ไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย

น้องแปดกินไปได้นิดเดียวก็วางตะเกียบแล้ว

สือฟางรู้สึกซาบซึ้งใจนัก

“พี่แปด ท่านก็รู้สึกว่าอาหารที่ข้าทำอร่อยที่สุดเหมือนกันใช่หรือไม่?”

น้องแปดเท้าคางพลางเอ่ยตอบด้วยเสียงเกียจคร้าน

“เปล่า ข้าลดความอ้วนอยู่”

สือฟาง “…”

สีหน้าของเฉินอีเรียบเรื่อยไร้อารมณ์ดั่งเคย

เขาไม่เคยใส่ใจเรื่องเล็กพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไร

น้องสิบสามกินของว่างไปคำหนึ่ง ก่อนจะเขยิบเข้ามาใกล้ๆ อย่างอดไม่ได้แล้วถามว่า

“พี่ใหญ่ ท่านคิดจะบอกเรื่องนั้นกับนายหญิงเมื่อใดหรือ?”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์