เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1816

นางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงสด ศีรษะประดับมงกุฎหงส์ ดวงหน้าดุจภาพวาด งดงามดั่งหยกเย็นที่เกลี้ยงเกลา

ประกายแสงโดยรอบทั้งหมดราวกับสาดส่องลงบนร่างของนาง สวยหยดย้อยตระการตา มิมีสิ่งใดงามมากไปกว่านี้

เฉินอีคลี่ยิ้ม ก่อนจะเบนสายตากลับมา

งานเลี้ยงใหญ่โตยังคงดำเนินรื่นเริงต่ออยู่นานทีเดียว

หลังจากอี้เจาและโหมวเจินนั่งอยู่ได้สักพัก ก็ขอตัวออกจากงานเลี้ยงไปก่อน

พวกเขาติดต่อกับเผ่ามนุษย์ไม่บ่อยมาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้ก็เพราะหรงซิวและซั่งกวนเยว่ถึงได้มาร่วมงาน ซึ่งเห็นได้ยากมากแล้ว

อี้เจาเป็นพวกไม่ชอบบรรยากาศคนมากวุ่นวายเป็นทุนเดิม เมื่อเห็นว่าถวนจื่อสบายดีจริงๆ จึงวางใจ จากนั้นก็พาผู้อาวุโสอี้อวี่แล้วขอตัวลาไปก่อน

ด้วยถูกขังอยู่ในเสามังกรเคลื่อนมาหมื่นปี เขาเผชิญกับความโดดเดี่ยวและเหงาใจมามาก ยิ่งไปกว่านั้นช่วงนี้ต้องสาละวนยุ่งอยู่กับการจัดการปัญหามากมายที่โหมวหยางทิ้งเอาไว้ ยากที่จะทำตัวเอื่อยเฉื่อย จึงอยู่สังสรรค์ที่นี่นานกว่าเดิมอีกหน่อย

จนกระทั่งเวลาบ่ายคล้อย เขาจึงขอตัวจากไป

หลังจากทั้งสองคนจากไป บรรยากาศภายในตำหนักศักดิ์สิทธิ์ก็นับว่าเข้าสู่ภาวะปกติ

หลายคนพรูลมหายใจอย่างโล่งอก แต่ในใจก็ใช่ว่าจะไร้ความเสียดาย

จะเจอสองผู้นั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าแม้แต่ประโยคเดียวก็ไม่ทันได้ปราศรัย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผูกไมตรีด้วยเลย

เห็นได้ชัดว่าพวกเขามางานอภิเษกสมรสในวันนี้ก็เพื่อให้การสนับสนุนสองคนนั้น

ยามเจอเหตุการณ์เช่นนี้ นอกจากจะคอยอิจฉาตาร้อนแล้วยังทำอะไรได้อีกเล่า?

ภายหลัง กลุ่มฝูงชนจึงทยอยขอตัวลา จนถึงช่วงพลบค่ำโดยประมาณ บรรดาแขกเหรื่อก็จากไปจนหมดแล้ว

ยามค่ำยังมีการจุดดอกไม้ไฟยิ่งใหญ่ตระการตาให้ชมอีกด้วย

บรรดาฝูงชนล้วนรวมตัวกันอยู่หน้าลานตำหนักศักดิ์สิทธิ์

บนผืนฟ้าสีดำสนิทยามราตรี ดอกไม้ไฟสว่างสดใสนับไม่ถ้วนปะทุออก ดูแล้วเปล่งประกายเรืองรองยิ่ง

ทั่วทุกจุดของพระราชวังเมฆาสวรรค์จุดตะเกียงไฟให้แสงเรืองวาบ ภายในวังยังฉาบไปด้วยบรรยากาศที่ผู้คนส่งเสียงโห่ร้องอย่างกระตือรือร้น

ฉู่หลิวเยว่ผินหน้ามองดูภาพฉากที่ว่า

หรงซิวปรายตามองนาง

ดวงหน้าที่สะท้อนประกายแสงจากดอกไม้ไฟเกลี้ยงเกลาดุจหยก ตัดกับนัยน์ตาดำขลับดั่งหยกดำคู่นั้นที่เปี่ยมด้วยสายธารนภสินธุ์ก็มิปาน

เขากุมมือนางแน่น สิบนิ้วเกี่ยวพันรัดรึง

“เยว่เออร์ คิดอันใดอยู่หรือ”

ฉู่หลิวเยว่เบนสายตากลับมามองเขา

“คิดถึงเจ้า”

ริมฝีปากแดงระเรื่อยกขึ้นน้อยๆ คลี่แย้มเป็นรอยยิ้ม ดวงตาวาดเป็นโค้งสวย

หรงซิวถึงกับใจกระตุก นิ่งอึ้งไปในพริบตา

ไม่มีคำพูดแบบใดที่ทำให้จิตใจสั่นไหวได้เท่าประโยคที่นางพูดเมื่อครู่แล้ว

ทันใดนั้น แววตาของเขาพลันเรืองวาบ ก่อนขยับเข้าไปใกล้อีกหน่อย

“เจ้าพูดว่าอันใดนะ?”

ฉู่หลิวเยว่เลิกเรียวคิ้วดำขลับ ทว่ามิยอมตอบไป ทำเพียงแค่มองเขายิ้มๆ เท่านั้น

หรงซิวใช้ท้องนิ้วสากปัดป่ายบนมือนางเบาๆ แล้วเอ่ยเป็นเชิงเย้าแหย่ว่า

“เยว่เออร์ พูดอีกสักรอบเถอะ เมื่อครู่สามีได้ยินไม่ชัด”

รอยยิ้มของฉู่หลิวเยว่ลึกล้ำกว่าเก่า

ได้ยินไม่ชัด แต่ยังพูดว่า “สามี” น่ะหรือ

เมื่อเห็นว่านางไม่ยอม นัยน์ตาหงส์ของหรงซิวพลันเข้มขึ้น

ทันใดนั้น ดวงหน้าหยาดเยิ้มชวนลุ่มหลงก็ปรากฏรอยยิ้มแฝงความนัยลึกล้ำ

เขาจูงมือนางก่อนหมุนกายเตรียมเดิน

เยี่ยนชิงที่ยืนอยู่ข้างกันเห็นดังนั้นก้าวรุดหน้าพลางเอ่ยถามทันที

“ฝ่าบาท?”

หรงซิวเลิกคิ้ว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“ข้าเมาแล้ว ขอกลับไปพักผ่อนก่อน”

ใบหน้าของฉู่หลิวเยว่แดงเถือกขึ้นมาทันที

สภาพเขาเหมือนคนเมาที่ไหนกัน!

จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้หรงซิวดื่มสุราไปไม่ใช่น้อย แต่อีกฝ่ายยังพูดกับนางตาใสแจ๋ว เผลอครู่เดียวก็บอกตัวเองเมาแล้ว ใครจะเชื่อ?

เยี่ยนชิงยังอยากถามต่ออีกสักหน่อย กลับถูกอวี๋โม่ที่อยู่ด้านหลังดึงขัดเอาไว้ทันที

เยี่ยนชิงชักสายตากลับมาในทันใด ใบหน้าเย็นยะเยือกดั่งภูเขาน้ำแข็งปรากฏร่องรอยกระดากอายจางๆ

เขาลืมไปแล้วจริงๆ นะนี่…

“คิก”

พลันมีเสียงหัวเราะน้อยๆ ของสตรีดังแว่วมาจากด้านข้าง

“ที่แท้ใต้เท้าเยี่ยนชิงก็มีตอนที่สมองกลับด้วย”

เยี่ยนชิงหันศีรษะกลับมามอง ผู้พูดคือสตรีสวมชุดกระโปรงยาวสีสดผู้หนึ่ง

เขาจำได้ว่าสตรีผู้นี้คือหนึ่งในองครักษ์ของพระชายา

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายหัวเราะเยาะเขาก็หาได้สนใจ ไม่นานก็เบนสายตากลับไป

“สือฟาง กลับไปทำสวนเถอะ กินข้าวเยอะๆ พูดให้มันน้อยๆ หน่อย อ้อ จริงสิ ข้าลืมไปว่าเจ้าห้ามกินข้าวหนึ่งเดือน”

จิ๊!

ช่างน่าสงสารเสียจริง

ชุดคลุมสีเขียวสะบัดปลิวไปตามแรง

“เล่นสนุกจนพอใจก็กลับไปฝึกฝนได้แล้ว”

“ขอรับ!”

หรงซิวพาฉู่หลิวเยว่กลับมายังตำหนักสักการะเทพ

ลมหุบเขาพัดกระทบหน้า ขจัดความร้อนไปได้หลายส่วนอย่างง่ายดาย

แต่ใจของฉู่หลิวเยว่ยังคงเต้นระรัวเร็วอยู่ดี

โชคยังดีที่หลังเริ่มจุดดอกไม้ไฟได้ไม่นาน พวกองค์ไท่จู่ก็ขอตัวทยอยกลับไป มิเช่นนั้นแล้วฉากนี้…

“หรงซิว”

ด้วยเพราะงานอภิเษกสมรส ตำหนักสักการะเทพฟากนี้เองก็ล้วนตกแต่งอย่างหรูหราและเลอค่าไปทั่วทุกมุม

โคมชาววังแก้วหลากสีแขวนห้อยไปทั่ว แสงสลัวที่สาดออกมาสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ

“คารวะฝ่าบาท! พระชายา!”

องครักษ์เกราะดำที่รักษาการณ์ทยอยคำนับ

ฉู่หลิวเยว่กลืนคำพูดที่เหลือลงคอ เดิมตามหรงซิวอย่างว่าง่ายไปยังโถงหลักของตำหนักสักการะเทพ

ที่นี่คือที่พำนักของหรงซิว ก่อนหน้านี้นางเองก็อยู่ที่นี่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นจึงค่อนข้างคุ้นชินกับที่นี่

เพียงแต่ว่า…

หรงซิวที่เป็นแบบนี้ นางไม่ค่อยชินเท่าไรนัก

ภายในห้องถูกตกแต่งใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว

เตียงนอนปูผ้านวมลายมังกรและหงส์ไว้ก่อนแล้ว ม่านระย้าเองก็คลี่ห้อยลงมาเรียบร้อย

เทียนสีแดงจุดไฟสว่างไสว แสงเงาตกกระทบทับซ้อนไปมา

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเหมือนปกคลุมไปด้วยไอคลุมเครืออันบรรยายได้ยาก

ฉู่หลิวเยว่มองดูอย่างตื่นตะลึงทีเดียว

แกร๊ก

ประตูห้องถูกงับลงกลอนในทันใด

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์