.
ม่านแสงของท่าเรือดอกท้อก่อร้างสร้างตัวขึ้นมาโดยธรรมชาติ ปกคลุมพื้นที่ได้โดยสมบูรณ์
จุดสิ้นสุดอีกด้านหนึ่งคือประตูเขตแดนของอาณาจักรเสิ่นซวี่
ที่นี่ไม่มีใครรับผิดชอบเฝ้าตรวจตรา เมื่อยืนอยู่ใกล้ๆ ก็สามารถมองเห็นรอยคลื่นที่กระเพื่อมไหวบนม่านแสงได้ชัดเจน
ยามลมพัดผ่าน ก็ยังสามารถได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกท้อที่อวลอยู่ในอากาศได้
กลิ่นอายนี้ช่างชวนให้รู้สึกคุ้นเคยโดยแท้
ฉู่หลิวเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สบตากับหรงซิวคราหนึ่ง จากนั้นก็จับมือกันก้าวเข้าไปในม่านแสง!
…
ทันทีที่เข้ามา สิบสามก็ถอนหายใจด้วยความตะลึงงันอย่างอดไม่ได้
“พลังแห่งสวรรค์และโลกเข้มข้นอันใดขนาดนี้!”
หลังพูดจบก็เพิ่งรู้สึกตัวได้ว่าตัวเองแสดงท่าทีเช่นนี้ดูตื่นเต้นจนเกินงามอยู่ไม่น้อย สิบสามพลันเอามืออุดปากตัวเอง สีหน้าปรากฏความกระดากอายขึ้นมาจางๆ
ฉู่หลิวเยว่มองเขาพลางหัวเราะ
“เจ้าพูดถูกแล้ว ระดับความเข้มข้นของพลังในที่นี้ช่างน่าตกใจนัก”
ต่อให้ยกเอามาเปรียบเทียบกับพระราชวังเมฆาสวรรค์ก็ไม่นับว่าด้อยไปกว่ากันเลย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนแรกสุดถึงได้มีคนจำนวนมากอยากทำให้ที่แห่งนี้เป็นของตัวเองใจจะขาด
ท่าเรือดอกท้อแห่งนี้ช่างเป็นสถานที่ชั้นยอดสำหรับการฝึกตน
ถ้าหากเพิกเฉยความผันผวนของช่องว่างในอากาศที่ชุลมุนวุ่นวายได้น่ะนะ
เป็นเพราะเหตุนี้นี่เอง ท่าเรือดอกท้อถึงได้ไม่มีกองกำลังไหนยึดครองไปได้อย่างจริงจังมาจนตอนนี้ ถึงกระทั่งที่ว่าไม่มีใครตัดสินใจจะเอามันมาครอบครองแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างหนักแน่นว่าที่นี่…มีอันตรายมากมายแค่ไหน!
ทำได้แค่พูดว่า เสียของแล้ว
ฉู่หลิวเยว่ทอดสายตามองไปด้านหน้า
มันคือถนนทอดยาวที่กว้างขวางมากสายหนึ่ง
สองฟากถนนคือเพิงขายของหลากหลายแบบ
บนถนนมีคนจำนวนมากเดินสวนกันไปมา ดูแล้วช่างครึกครื้นยิ่งนัก
ในแววตาของฉู่หลิวเยว่พลันฉาบด้วยความประหลาดใจ
ท่าเรือดอกท้อนี่…เหมือนจะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากโข
เมื่อก่อนตอนที่นางมาถึงที่นี่ ภาพฉากดูจะห่างไกลกับความสงบสุขตอนนี้อยู่มาก
แต่บัดนี้มัน…เกิดอันใดขึ้นกัน
ฉู่หลิวเยว่มองไปทางหรงซิว เห็นแววตาสงสัยแบบเดียวกันในนัยน์ตาของเขา
ทว่าทั้งสองไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ต่างก็กลืนคำถามเหล่านั้นลงไปเงียบๆ
“เฉินอี เจ้ารู้หรือไม่ว่าร้านของซานซานตั้งอยู่ตรงไหน”
ฉู่หลิวเยว่หันหน้ามาถาม
เฉินอีส่ายศีรษะ
“ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพูดถึงมาก่อน”
อีกทั้งการมาของพวกเขาในครั้งนี้ ก็ไม่มีเวลามาพูดคุยกับซานซานด้วย
เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้เช่นเดียวกัน
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย
“เช่นนั้นก็ยุ่งยากแล้ว”
ท่าเรือดอกท้อกว้างใหญ่มาก คิดจะหาตัวคนผู้หนึ่ง เกรงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย
เฉินอีกล่าวว่า
“มิเช่นนั้นท่านกับพระโอรสหาที่พักผ่อนกันไปก่อน รอพวกเราหาตัวเขาพบแล้วค่อยกลับมารายงานท่าน?”
นางหันมองไปรอบๆ
“พวกเราจะไปรอในร้านสมุนไพรตรงนั้นแล้วกัน”
บางทีอาจสอบถามข่าวคราวของที่นี่ได้สะดวกขึ้นบ้าง
“ขอรับ”
ต้องเข้าใจก่อนว่า การต่อสู้โรมรันนับครั้งไม่ถ้วนเกิดขึ้นในท่าเรือดอกท้อแห่งนี้ทุกวัน
ดังนั้นกาค้าขายสมุนไพรและยาอายุวัฒนะเช่นนี้จึงดีมากมาแต่ไหนแต่ไร
ทว่าด้วยเพราะเหตุนี้เช่นกัน การแข่งขันระหว่างร้านสมุนไพรเหล่านี้จึงตึงเครียดเป็นพิเศษ
ร้านค้าเล็กๆ บางร้านจึงถูกบีบคั้นไปโดยปริยาย
ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ล้วนแต่เป็นร้านที่พอมีศักยภาพอยู่บ้าง
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ฉู่หลิวเยว่ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องท่าเรือดอกท้อมีร้านสมุนไพรที่เปิดทำธุรกิจติดต่อกันมาก่อน
อย่างน้อยที่สุดตอนที่นางมาเยือนคราวก่อนก็ไม่มี
เด็กรับใช้ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ก็หัวเราะ
“เมื่อก่อนฮูหยินคงจะเคยมาที่ท่าเรือดอกท้อแห่งนี้ แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยมานานโขกระมัง?”
ฉู่หลิวเยว่ผงกศีรษะรับ
“เช่นนั้นก็ถูกแล้ว! ความจริงร้านค้าของเราเพิ่งจะเปิดมาได้แค่ปีกว่าเอง! ท่านไม่รู้ก็เป็นเรื่องปกติ!”
ฉู่หลิวเยว่จึงยิ่งประหลาดใจมากกว่าเก่า
สายตาของนางกวาดมองดูสมุนไพรและยาอายุวัฒนะที่จัดวางอยู่รอบหนึ่งด้วยความคิดที่ตีรวน
ของที่ตั้งอยู่ตรงนี้ล้วนแต่เป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าจำนวนมากที่หาจากด้านนอกได้ยากเย็นแสนเข็ญ
ส่วนยาอายุวัฒนะพวกนี้เองก็ไม่ใช่ของระดับต่ำเตี้ยแต่อย่างใด
“ของพวกนี้เป็นของที่พวกเจ้าหามาเองทั้งหมดเลยรึ?”
เด็กรับใช้เอ่ยแกมหัวเราะว่า
“ใช่น่ะซี! เถ้าแก่ของเราส่งสินค้าตามกำหนดให้แก่ร้านค้าทั้งหลายทุกเดือน ล้วนแต่เป็นของดีมีคุณภาพทั้งนั้น!”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้าราวกับกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง
“เถ้าแก่ของพวกเจ้า…ค่อนข้างเยี่ยมยอดเลยทีเดียว”
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...