เมื่อฉู่หลิวเยว่มาถึงหอคอยจิ่วโยว ก็เห็นว่ามีเพียงผู้อาวุโสที่เฝ้าประตูอยู่หนึ่งท่าน
เขากำลังนั่งงีบหลับบนเก้าอี้ตามปกติ
ยังไม่ทันที่ฉู่หลิวเยว่จะเอ่ยปากพูด เขาก็ลืมตาขึ้นแล้วหันมามอง
เมื่อเขาตื่นเต็มตาแล้วเห็นชัดว่าเป็นฉู่หลิวเยว่ เขาก็ขยี้ตาด้วยความประหลาดใจ
“หลิวเยว่หรือ เจ้ามาทำไมรึ”
ฉู่หลิวเยว่ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ศิษย์มาที่นี่ แน่นอนว่าก็ต้องมาฝึกยุทธ์สิเจ้าคะ”
ผู้อาวุโสที่เฝ้าประตูยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ จากนั้นเขาก็มองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เจ้าเพิ่งกลับมาจากบรรพตวั่นหลิงมิใช่หรือ เจ้าไม่ต้องพักฟื้นหรือ หากเจ้าลากสังขารมาฝึกที่หอคอยจิ่วโยวก็จะเกิดผลเสียต่อร่างกายเอาได้!”
“ขอบคุณผู้อาวุโสเว่นอวิ๋นที่เป็นห่วง แต่ศิษย์หายดีแล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่หลิวเยว่กล่าวพร้อมยื่นป้ายชื่อบนหน้าอกซ้ายของนางให้แก่เขา
เว่ยอวิ๋นรับมาด้วยความลังเล
“จริงหรือ เจ้าพวกนั้นถูกคุ้มกันแล้วส่งกลับมาอย่างดี แถมยังบาดเจ็บกันไม่น้อย เจ้าบุกออกมาเพียงลำพัง กลับไม่เป็นอะไรเลยรึ”
ฉู่หลิวเยว่กระแอมไอ
“น่าจะเป็นเพราะ…ศิษย์โชคดีกระมัง ก็เลยไม่ได้สาหัสมากมาย อีกอย่างอาจเป็นเพราะร่างกายของศิษย์ก็ฟื้นฟูเร็วด้วยกระมังเจ้าค่ะ”
แน่นอนว่านางคงไม่บอกว่านางได้รับบาดเจ็บจริงๆ แต่เป็นเพราะร่างกายของนางมีชีพจรตี้จิง ดังนั้นจึงฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าคนธรรมดาทั่วไป
ประกอบกับนางเองก็เป็นหมอเทวดา นางเอายาจากเจินเป่าเก๋อมากินนิดๆ หน่อยๆ ประเดี๋ยวก็หายดีแล้ว
เว่ยอวิ๋นมองสีหน้าแดงระเรื่อดูมีเลือดฝาดของนาง เลือดลมไหลเวียน ซึ่งไม่เหมือนสภาพของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเลย ดังนั้นเขาจึงยินดีอย่างอดมิได้
“เฮ้อ แม่หนูคนนี้เก่งจริงๆ! เข้าไปสิ!”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็รูดป้ายชื่อฉู่หลิวเยว่กับศิลาหยกสีดำ แล้วยื่นคืนกลับไปให้ฉู่หลิวเยว่
ฉู่หลิวเยว่กล่าวขอบคุณ จากนั้นก็เดินเข้าไปในประตูใหญ่ของหอคอยจิ่วโยว
ในขณะที่นางเดินมาจนถึงประตู นางก็สัมผัสได้ถึงปราณอันเย็นยะเยือกอีกครั้ง
นางเงยศีรษะขึ้นไปเล็กน้อยก็เห็นว่าพญาอินทรีที่แกะสลักบนประตูยังไม่ลืมตา แต่ปราณที่ไหลเวียนทั้งร่างกับเย็นเฉียบน่าสะพรึงกลัว
ฉู่หลิวเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูเดินเข้าไป
ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ ปราณอันเย็นยะเอกหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามันไม่เคยมีมาก่อน
สีหน้าของฉู่หลิวเยว่ช่างดูสงบนิ่ง จากนั้นนางก็เข้าไปในห้องที่อยู่ชั้นล่างสุด
อันที่จริงมีเพียงครั้งแรกเท่านั้นที่พญาอินทรีลืมตาขึ้นมา ซึ่งคราวนั้นเกือบจะพรากชีวิตของนางไปแล้ว
ครั้งต่อๆ มาที่นางมาก็ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก
บางทีอาจเป็นเพราะว่าหยดน้ำในตำแหน่งตันเถียนของนางเคยผ่านการต่อสู้กันมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงทำให้อีกฝ่ายเกิดความเกรงกลัวเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเมื่อนางมาที่แห่งนี้อีก อันที่จริงก็ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอีกแล้ว
ทว่าวันนี้…
ดูเหมือนสัตว์อสูรของหอคอยจิ่วโยวตัวนี้จะคลุ้มคลั่ง…
ฉู่หลิวเยว่พึมพำในใจ
มิทราบว่าเพราะเหตุใด นางมักจะรู้สึกถึงลางสังหรณ์ว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
หยดน้ำในตำแหน่งตันเถียนยังคงลอยตัวอยู่อย่างสงบ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กระนั้นก็มิได้เปลืองสมองคิดอะไรให้มากมายอีก จากนั้นนางจึงรวบรวมสมาธิแล้วเริ่มฝึกบำเพ็ญทันที
ช่วงนี้นางแอบสังเกตว่ามีสัญญาณของการบรรลุขั้น แต่รอยบนหยดน้ำยังคงขึ้นเพียงแค่ขีดเดียวเท่านั้น
เรื่องเช่นนี้ใจร้อนมากเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำได้เพียงอดทนรวบรวมพลังแห่งฟ้าดินต่อไป แล้วมุ่งมั่นตั้งใจให้บรรลุขั้นยุทธ์ได้โดยเร็ว
นางก็อยากเห็นเหมือนกัน พลังความสามารถของนางจะสามารถเพิ่มขึ้นไปถึงขั้นไหน หยดน้ำหยดนี้ถึงจะยอมให้นางบรรลุขั้นยุทธ์ขึ้นไปได้
…
หลังจากที่ฉู่หลิวเยว่เข้าไปในหอคอยจิ่วโยวแล้ว ผู้อาวุโสเว่ยอวิ๋นก็หลับตาลงแล้วงีบหลับต่อไปอีกครั้ง
แต่ไม่นานนักที่เขาจะสังเกตเห็นใครบางคนกำลังมาที่นี่ จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
จากนั้นบุคคลที่ปรากฏต่อหน้าเขา คือใบหน้าของคนผู้หนึ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ชายหนุ่มผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาสง่างาม มีสง่าราศีที่สูงส่ง เมฆามงคลที่ปักด้วยด้ายสีทองตรงชายเสื้อผ้าของเขาแสดงถึงสถานะที่ไม่ธรรมดาของเขา
ผู้อาวุโสเว่ยอวิ๋นมีท่าทีตอบสนองเล็กน้อย แอบคาดเดาว่าคนผู้นี้คือใคร
“เจ้าคือ…”
“ข้าคือหรงซิว ขอคารวะผู้อาวุโสเว่ยอวิ๋น”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์