………………..
“นั่นมัน…ผู้ติดตามทั้งสองคนของเถ้าแก่ซานนี่นา? คาดไม่ถึงว่าพวกเขาก็ออกมาด้วย?”
มีคนพูดพึมพำด้วยความตกใจ
ไม่แปลกใจที่พวกเขาจะตกใจ เพราะว่าเรื่องนี้…มันอันตรายเป็นอย่างมาก!
ถ้าบอกว่าซานซานยังไม่ตาย พวกเขายังพอเข้าใจได้
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเจ้าของพื้นที่มิติขนาดเล็กในผาธารใส มีเปลวเพลิงอยู่ในร่างกายตนเอง ซึ่งเปลวเพลิงเหล่านั้นมีต้นกำเนิดเดียวกับเปลวเพลิงภายในยอดเขาหลานชิง
ทุกคนอาจจะรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เขาสามารถปกป้องชีวิตน้อยๆ ของตนเองได้ แต่หากคิดอย่างละเอียดแล้ว นี่มันก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ว่า…
มันเกิดอันใดขึ้นกับผู้ติดตามทั้งสองคนนั้นกันแน่?
คาดไม่ถึงว่าพวกเขาก็สามารถติดตามออกมาได้อย่างปลอดภัย?
ทั้งนี้สถานการณ์ของทั้งสองคนก็ไม่ได้ดูสู้ดีนัก พวกเขาล้วนได้รับบาดเจ็บ
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้คนที่ตายท่ามกลางเปลวเพลิงสีน้ำเงิน เรื่องนี้จึง…เป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างยิ่ง!
เมื่อมั่วอวิ๋นเห็นว่าพวกเขาออกมา เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
เมื่อมาถึงขั้นนี้ พวกเขาล้วนรู้สึกสงสัยกับคนเหล่านี้อย่างมาก!
ดังนั้นจึงรีบสาวเท้าเดินก้าวขึ้นไปด้านหน้า
…
หลังจากซานซานถูกเหวี่ยงออกมาแล้ว เป็นเรื่องยากมากที่เขาจะยืนได้อย่างมั่นคง
ทันทีที่เขายืนหยัดนิ่ง เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงสายตาที่อยู่รอบข้างเขาได้ในทันที
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก
เพียงแค่มองครู่เดียว ทุกคนก็รู้ว่าทั้งสามคนนั้นถูกเปลวเพลิงสะบัดออกมา
แต่ซานซานรู้ดีว่าจะพูดให้ทุกคนในเหตุการณ์นี้เชื่อถือนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย
“เถ้าแก่ซาน?”
เสียงที่เย็นชาทว่าคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังของเขา
หัวใจของซานซานสั่นสะท้าน ก่อนจะหันกลับไปมอง
ใบหน้าของเขาซีดขาวและสับสน ราวกับไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
“…รองประมุข?”
มั่วอวิ๋นจ้องเขาตาเขม็ง มุมปากกระตุกขึ้น
“เถ้าแก่ซาน ดูเหมือนว่าท่านจะมีโชคไม่น้อยเลยนะ เจ้าเข้าไปด้านในม่านพลังต่อหน้าทุกผู้คน แต่กลับไม่ได้เข้าใกล้ความตายเลยด้วยซ้ำ เจ้าไม่เพียงแต่จะสามารถเข้าไปด้านในได้ แต่กลับ…อยู่ที่แห่งนั้นเป็นเวลาหนึ่งคืน แล้วยังออกมาได้อย่างปลอดภัย…”
แม้ว่าเขากำลังหัวเราะ แต่หางตาของเขาไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะแววตาคู่นั้น
อาจจะเป็นเพราะว่าเขาอยู่ที่นี่มานานหลายวันโดยไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลย ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ ดูแล้วเต็มไปด้วยความเย็นชาและเข้มงวด
เมื่อถูกเขามองเช่นนี้ ซานซานก็รู้สึกหนาวสั่นสะท้านตั้งแต่หัวจรดเท้า!
หัวใจของเขาสั่นระรัว
“ขอบ…ขอบคุณรองประมุขที่เป็นห่วง ข้า…ข้าก็รู้สึกโชคดีมาก…”
มั่วอวิ๋นหันไปมองทางด้านหลังของเขา แล้วพูดขึ้นมาว่า
“เถ้าแก่ซานออกมาคนเดียวก็นับว่าโชคดีแล้ว แต่นี่ทั้งสามคนยังหนีรอดโดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ คงไม่สามารถใช้คำว่า ‘โชคดี’ มาอธิบายได้แล้วละมั้ง…ดูเหมือนว่าความสามารถของเถ้าแก่ซานจะอยู่เหนือความคาดหมายของพวกเรานะ”
แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าแปลกประหลาดอย่างมาก แต่เขาไม่ได้คำนึงถึงตัวตนที่แท้จริงของหรงซิวและฉู่หลิวเยว่เลย
และที่เขาคิดเช่นนั้น ก็เป็นเรื่องปกติแล้ว
ท้ายที่สุดแล้วซานซานก็เป็นเจ้าของพื้นที่มิติขนาดเล็กแห่งผาธารใส
การที่เขามีโชคชะตาเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะมีความมั่นใจมากกว่าคนอื่นเล็กน้อย
ซานซานหัวเราะขึ้นมาอย่างเก้อกระดากและขมขื่น
“คือว่า…รองประมุข ข้าขอพูดอย่างไม่ปิดบัง ข้าเองก็ไม่ทราบว่าทั้งหมดนี้มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่…”
ยังดีที่มั่วอวิ๋นไม่ได้สงสัยในตัวของนายท่าน แต่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าความสนใจทั้งหมดของมั่ว
อวิ๋นตกอยู่ที่ตัวของเขา
ซานซานรู้เป็นอย่างนี้ว่า หากเขาจะผ่านด่านครั้งนี้ไปเกรงว่าจะไม่ง่ายนัก
เห็นได้ชัดว่า หลังจากที่เขาได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าของมั่วอวิ๋นก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อันใดออกมา
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อ
“รองประมุข เหมือนว่าเปลวเพลิงเหล่านั้นจะเบาลงเล็กน้อยแล้วขอรับ”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ใช่คนโง่
เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พวกเขาก็สามารถคาดเดาได้อย่างรวดเร็วว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้น
แต่ประเด็นสำคัญเลยก็คือ…เหตุใดม่านพลังนี้ถึงอ่อนแอลงอย่างกะทันหัน?
“เถ้าแก่ซาน ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นดาวนำโชคของพวกเรานะ เรื่องที่คนของสำนักกระบี่ทมิฬทำมันยากจะจัดการ แต่เมื่อมาถึงคราของเจ้า เจ้าใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้แล้ว หากรู้เช่นนี้ ข้าคงควรจะต้องเชิญเจ้ามาตั้งแต่แรก”
และเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องสูญเสียผู้คนจำนวนมากมายขนาดนั้น
มั่วอวิ๋นไม่ได้รู้สึกเสียใจต่อการตายของผู้คนเหล่านั้น
เขาเพียงแค่เสียหน้าเท่านั้น
คนของสำนักกระบี่ทมิฬจำนวนมากขนาดนั้น ยังไม่สามารถเทียบเท่ากับซานซานแค่หนึ่งคน!
พวกเขาเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไปตั้งหลายวัน!
มีผู้คนมากมายที่เฝ้ารอดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ พวกเขาคงจะคิดว่าสำนักกระบี่ทมิฬนั้นไร้ความสามารถ
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น แผ่นหลังของซานซานก็มีเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายออกมา
เขาไม่ใช่คนโง่ที่คิดว่าคำเหล่านี้เป็นคำชม!
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่มั่วหลินสามารถเปิดม่านพลังจนเป็นรูได้แล้ว ม่านพลังเหล่านั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
แต่ว่าเพิ่งผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อ บนยอดเขาหลานชิงก็ยังหลงเหลือเปลวเพลิงสีน้ำเงินอยู่
เพียงแต่ว่าความร้อนแรงของเปลวเพลิงนั้นค่อยๆ ลดทอนลงไปแล้ว
ภายใต้ความสนใจของทุกคน เปลวเพลิงเหล่านั้นก็ค่อยๆ ถอยร่นลงไปใต้โขดหิน สุดท้ายก็เหลือเพียงเปลวเพลิงที่กำลังจะมอดดับลงอย่างเงียบเชียบ
ใบหน้าของมั่วอวิ๋นดำมืด
“มั่วหลิน เจ้าเฝ้าอยู่ตรงนั้นต่อไปก่อน!”
มั่วหลินรู้ว่าตนเองได้รับการอภัยโทษแล้ว ทั้งได้ละเว้นจากหายนะ เขาจึงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก
“ขอรับ!”
มั่วอวิ๋นหันหน้ากลับมามองทางซานซาน
“เถ้าแก่ซาน ข้ามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะขอคำชี้แนะจากเจ้าอย่างละเอียด ไม่ทราบว่าเจ้าจะสะดวกหรือไม่?”
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...