………………..
ยามภาพวาดเมฆาเคลื่อนคล้อยคลี่ตัวออก กะความยาวของมันประมาณสามจั้งเห็นจะได้
ด้านในม้วนภาพนั้นว่างเปล่า หากแต่ปกคลุมไปด้วยไอแสงสีแดงเลือนรางชั้นหนึ่ง
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้ว
“ที่แท้ก็มีผนึกป้องกันไว้ด้วย”
หรงซิวหัวเราะออกมาคำรบหนึ่ง
“อย่างใดเสียก็เป็นถึงหนึ่งในสิบสมบัติศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ ตระกูลหนานให้ความสำคัญกับมันอย่างยิ่ง จะเพิ่มผนึกป้องกันก็เป็นเรื่องปกติ”
ฉู่หลิวเยว่ผงกศีรษะรับพลางกวาดสายตาสำรวจม้วนภาพตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ภาพวาดเมฆาเคลื่อนคล้อยชิ้นนี้ นอกจากผนึกด้านบนชั้นหนึ่งแล้ว ก็ไม่สัมผัสได้ถึงกระแสพลังสายใดอีก
ต่อให้วางเอาไว้ก็ยากที่จะมีคนจับสังเกตได้ว่าสิ่งนี้คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดไปมาพลางหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง
หรงซิวมีท่าทีอิดออดไม่อยากแยกจากอยู่บ้าง แต่ก็ยอมปล่อยตัวนาง ทั้งยังยื่นมือเข้ามาช่วยพาดเสื้อคลุมตัวนอกบนไหล่นางให้ด้วย
เรียวนิ้วเพรียวยาวไล้ไปตามลาดไหล่เรียบเนียนของนาง ทิ้งไว้ก็แต่กลิ่นหอมอบอวลสายหนึ่ง
ฉู่หลิวเยว่สวมเสื้อผ้าของนางลวกๆ ก่อนลงจากเตียง
หลังจากนั้น มือขาวก็โบกไหวคราหนึ่ง หม้อน้ำเทวศักดิ์สิทธิ์โปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นมากลางห้อง
นางคว้าภาพวาดเมฆาเคลื่อนคล้อยไว้ ก่อนโยนมันลงไปในหม้อ
พรึ่บ!
เปลวเพลิงโปร่งใสพลันลุกโชติช่วงขึ้นมาทันใด!
ชั่วพริบตามันก็จัดการดูดกลืนม้วนกระดาษสีแดงลงไป!
ท่าทีของหรงซิวเอื่อยเฉื่อยเงื่องหงอย เขาเอนกายพิงหัวเตียง สองขายาวไขว่เข้าหากัน ผ้านวมที่ร่วงผล็อยลงมาเผยให้เห็นแผ่นอกแข็งแกร่งดุจหินผา
ฉู่หลิวเยว่ยืนอยู่ข้างหม้อน้ำเทวศักดิ์สิทธิ์พลางใช้สองตาจดจ้องเขม็ง
ภายในนัยน์ตาสุกสกาวสะท้อนภาพเปลวไฟที่ลุกโชนดุจนภสินธุ์อันระยิบระยับ
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงแตกร้าวพลันแว่วดังขึ้นมา
เคร้ง!
จากนั้น ประกายแสงที่ปกคลุมทั่วม้วนกระดาษสีแดงก็แตกกระจายราวกับแผ่นน้ำแข็ง!
ฉู่หลิวเยว่เงื้อมือขึ้น
ภาพวาดเมฆาเคลื่อนคล้อยจึงลอยตัวขึ้นมาอีกคราหนึ่ง ก่อนร่วงหล่นสู่มือของนาง!
ฟึ่บ!
นางจัดการคลี่ม้วนกระดาษออกอีกรอบ
ครานี้ไร้ซึ่งผนึกป้องกันขวางกั้น นางจึงได้ยลสภาพที่แท้จริงของของสิ่งนี้อย่างชัดเจนในที่สุด
นางอดไม่ได้ที่จะตื่นตกใจ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างน้อยๆ
เส้นไหมสีขาวถักทอเรียงเป็นฐาน สีสันสดใสจำนวนนับไม่ถ้วนสาดกระจายทั่ว เส้นไหมต่างสีต่างซ้อนทับกันและกัน
นี่เหมือนกับภาพวาด แต่ก็หาใช่ไม่
ราวกับมีใครสักคนที่เผลอทำสีผงแตกกระจายโดยไม่ระวัง ทำเอาสีสันทั้งหมดแผ่ขยายไปทั่วพร้อมกัน
ทันทีที่สบมองจะพบกับความยุ่งเหยิงผสมปนเป ทว่าก็นำเอาสุนทรียภาพอันยากจะบรรยายให้ปรากฏ
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกตื่นตะลึงอยู่ไม่น้อย
“ที่แท้ภาพวาดเมฆาเคลื่อนคล้อย… มีรูปลักษณ์เช่นนี้เองหรือ?”
นางยื่นมือออกไปอย่างเผลอไผล ยามที่ปลายนิ้วแตะกระทบถึงได้พบว่าลวดลายบนม้วนภาพเป็นปุ่มนูนไม่เสมอกัน
“ไม่สิ นี่มัน…ค่ายกล?”
ฉู่หลิวเยว่ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมพลางใช้สายตาสำรวจอย่างถี่ถ้วน จากนั้นถึงได้พบว่าบนสีสันที่ซ้อนทับกันจนดูจะยุ่งเหยิงกลับมีค่ายกลอันกระจ้อยกระจายทั่วทุกที่!
ต่อให้ใช้วิสัยทัศน์ของฉู่หลิวเยว่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็ยังคงมองออกได้ยากเช่นเดิม
จังหวะที่นางจดจ้องค่ายกลอันชวนให้งงงวย ความคิดในหัวนางแล่นพล่าน แล้วจู่ๆ ก็ชูนิ้วขึ้นมาจรด
“นี่มัน…”
ฉู่หลิวเยว่แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนไปพักหนึ่ง
“ค่ายกลอักขระอัสนี”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำรื่นหูดังแว่วขึ้นมาจากเบื้องหลังของนาง
ฉู่หลิวเยว่หันศีรษะกลับไปมองหรงซิว
“…นี่มัน…ค่ายกลระดับยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่?”
หรงซิวผงกศีรษะพลางหัวเราะแผ่วเบา
“ถูกต้อง”
ฉู่หลิวเยว่มิได้เอ่ยอันใดออกมาครู่ใหญ่
ยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่หรือ…
หลายปีมานี้ นางเคยพบเจอผู้แข็งแกร่งระดับยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เพียงคนเดียว นั่นก็คืออาจารย์ของนาง หนานซู่ไหว!
และก็เป็นเพราะสถานะระดับนี้เอง ตำแหน่งภายในอาณาจักรเสิ่นซวี่ของหนานซู่ไหวถึงได้สูงส่งมากเป็นพิเศษ
เดิมปรมาจารย์ก็ไม่ค่อยมี ยิ่งเป็นปรมาจารย์ระดับนี้ด้วยแล้ว ยิ่งหาได้ยากเข้าไปใหญ่!
การวางค่ายกลระดับยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่นั้นไม่รู้ว่าต้องใช้แรงกายแรงใจไปมากเท่าไร แต่เมื่อครู่นางเพียงใช้นิ้วมือแตะลงไปเบาๆ ถ่ายทอดพลังปราณดั้งเดิมของตนเข้าไป ก็…
ฉู่หลิวเยว่ได้ยินเสียงใจของตัวเองเต้นรัวแรงยิ่งกว่าเก่า
นางเหลือบมองสีสันแสบตาอันสวยสดอีกรอบหนึ่ง
บนม้วนกระดาษมีค่ายกลอย่างน้อยหลายพันอันเห็นจะได้!
อีกทั้งภายในค่ายกลเหล่านี้ อันที่นางจิ้มเลือกออกมากางตามใจก็เป็นค่ายกลระดับยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่ายังมีค่ายกลระดับสูงกว่านี้ยังคงดำรงอยู่!
“ภาพวาดเมฆาเคลื่อนคล้อย… ที่แท้นี่ก็คือภาพวาดเมฆาเคลื่อนคล้อยล่องลอยที่แท้จริง!”
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...