เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1930

สุ้มเสียงหลากหลายรูปแบบกระหึ่มดังขึ้นมาทันใด ดูแล้วเหมือนทุกคนกำลังโกรธแค้นกับเรื่องนี้มากจนอยากพุ่งไปแก้แค้นท่าเรือดอกท้อตอนนี้ ทันทีอย่างใดอย่างนั้น

ทว่า เป็นเช่นนี้จริงๆ งั้นหรือ?

หนานอีฝานหลุบตามองต่ำ ปกปิดไว้ซึ่งแววเย็นเยียบในนัยน์ตาของตน

เขาน่ะรู้แจ้งแก่ใจถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนพวกนี้ดี

ภายนอกดูแล้วต่างแบ่งปันศัตรูและความโกรธแค้นร่วมกัน หากแต่ในความเป็นจริง ไม่แน่ว่าบางคนอาจจะใจเต้นระริกอย่างเบิกบานไปแล้วก็ได้!

แต่ว่าหนานอวี่สิงเองก็ตายไปด้วย!

เช่นนี้แล้ว สายเลือดของหนานอีฝานก็ไม่มีคนที่เหมาะสมพอที่จะเป็นผู้สืบทอดของตระกูลหนาน!

ตระกูลหนานดูเหมือนรักใคร่กลมเกลียวกันดี ทว่า การแข่งขันระหว่างสายเลือดนั้นดุเดือดอย่างมาก

หลายปีก่อนหน้านี้ก็เพราะหนานอวี่สิงพรสวรรค์โดดเด่น เสริมด้วยอำนาจของหนานอีฝานจึงยังคงสถานการณ์ให้ปกติไว้ได้

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว

หนานอวี่สิงตายแล้ว หนานอีฝานเองก็ซูบเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด

ความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างใหญ่หลวงแทบทำให้เขาล้มทั้งยืน

เดิมเขาก็แบ่งสติส่วนหนึ่งไปจัดการเรื่องอื่นแทบไม่รอดแล้ว

แต่ตอนนี้เขาไม่คิดจะสนใจอีกต่อไป

ช่วงระยะเวลานี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน การโจมตีที่ทยอยเข้ามาแทบทำให้เขาพ่ายแพ้

ทุกคนคิดแค่ว่าเขาเศร้าโศกเพราะสูญเสียลูกรักทั้งสองคนไป ใครจะเข้าใจถึงความทรมานที่แท้จริงในใจเขาได้หนอ?

เขาจ่ายมันในราคาสูงลิบลิ่ว ถึงขั้นส่งหนานอีอีไปสู่ทางตันด้วยตัวเอง ตายสภาพศพไม่ครบส่วน แลกกับชีวิตของหนานอวี่สิง

แล้วผลลัพธ์ล่ะ?

ผ่านไปไม่นานก็ตายตกอยู่ในที่ท่าเรือดอกท้ออย่างใดเล่า!

หนานอีฝานรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเหล่านี้ล้วนมีจิตคิดร้ายกันอยู่ไม่น้อย

แต่เขาก็คร้านจะใส่ใจ

ตอนนี้เขาคิดอยู่เรื่องเดียว นั่นก็คือแก้แค้น!

เขาจะต้อง… ทำให้หรงซิวและฉู่หลิวเยว่ชดใช้หนี้เลือดด้วยเลือด!

อย่างใดซะเขาก็ไม่มีอันใดจะเสียแล้ว เหตุใดยังต้องกลัวเกรงพวกมันอีกกัน?

เขาผงกศีรษะ

“เช่นนั้นครั้งนี้ก็ขอฝากหนี้เลือดและชื่อเสียงเรียงนามของพวกเราตระกูลหนานไว้ที่ทุกท่านด้วย!”

ภายในห้องอันใหญ่โตโอ่อ่าเหลือเพียงแค่หนานอีฝานผู้เดียว

หนานเหอเถียนเดินเข้ามา

“ท่านประมุข คืนนี้ล่วงไปยามดึกแล้ว ท่านไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถิด”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเป็นกังวล

ก่อนหน้านี้ หนานอีฝานรีบร้อนรุดไปตระกูลอี้ในคืนนั้น จัดแจงให้เขาคอยรักษาการณ์อยู่ที่นี่

เดิมเขาคิดว่าหนานอีฝานจะอยู่ที่นั่นหลายวัน กลายเป็นว่าไม่กี่อึดใจก็กลับมาแล้ว

ลองคำนวณดูแล้ว หนานอีฝานอยู่ที่ตระกูลอี้แค่ไม่กี่ชั่วยามด้วยซ้ำ

หลังจากกลับมา ยังไม่ทันจะได้หายใจหายคอ เขาก็เรียกคนในตระกูลมารวมตัวกัน จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้นมาแล้วตัดสินว่าจะส่งกำลังไปแก้แค้นท่าเรือดอกท้อ!

ต่อให้เป็นมนุษย์เหล็กก็ทนทรมานจากการตรากตรำทำงานทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ไม่ไหวหรอก!

หนานอีฝานส่ายศีรษะ

“ข้านอนไม่หลับ”

ยามเขาหลับตาลง ในหัวก็มักจะปรากฏสภาพก่อนตายของหนานอีอี ไหนจะหน้าของหนานอวี่สิง

ภาพฉากเหล่านี้ลอยขึ้นมาในหัวของเขาไม่หยุดหย่อน ราวกับคมมีดแหลมที่กรีดแทงอกของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเลือดไหลนอง

เขาจะไปหลับลงได้อย่างใด?

หนานเหอเถียนถอนใจออกมา

เขาติดตามหนานอีฝานมาก็หลายปี รู้จักและเข้าใจในตัวเขามากที่สุด

แม้หนานอีฝานจะไม่ได้บอกเรื่องครั้งนี้แก่เขาจนกระจ่าง แต่จะมากจะน้อยเขาก็พอเดาบางส่วนได้บ้าง

หนานเหอเถียนหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวปลอบใจว่า

“ท่านประมุขโปรดวางใจ แม้คนผู้นั้นจะแตะต้องไม่ได้ แต่ในเมื่อครั้งนี้ได้ตระกูลอี้ช่วยเหลือเต็มที่ เช่นนี้ชัยชนะของพวกเราก็มีโอกาสไม่น้อย…”

หนานอีฝานเหยียดยิ้มมุมปาก สีหน้าแข็งทื่อขึ้นมาหลายส่วนแฝงแววเยาะเย้ย

ครานี้คนของตระกูลหนานบาดเจ็บล้มตายไปกันถ้วนทั่ว

ผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์หลายคนที่ให้ความร่วมมือเองก็พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมาจนหมดสิ้น

จนกระทั่งตอนนี้ คนที่หลบหนีออกมาได้ไม่มีแม้แต่คนเดียว กระทั่งข่าวคราวยังมิอาจส่งกลับมาด้วยซ้ำ

พอจะนึกออกได้เลยว่า ตอนนี้พวกลั่วเหยี่ยนจะอยู่ในท่าเรือดอกท้อในสภาพแบบใด!

นี่!

ก็คือคำเตือนที่หรงซิวส่งให้แก่เขา!

หากเป็นแต่ก่อน เขาก็คงไม่คิดงัดข้อกับหรงซิวอย่างเปิดเผยถึงขนาดนี้

แต่มาบัดนี้ เขาเองก็ไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ

ณ จวนเยว่

แสงจันทร์กระจ่างดุจสายธารสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่าง

ฉู่หลิวเยว่กำลังยืนอยู่กลางห้องคนเดียว

เบื้องหน้านางนั้นมีโล่สีดำลอยเคว้งอย่างเงียบเชียบ

เมื่อผ่านการชำระล้างคราวก่อน สนิมบนโล่ก็ถูกขจัดออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นสภาพที่แท้จริงอันใสสะอาด

มันยังคงมีสีเข้มทึบดังเดิม หากแต่ดูแล้วยิ่งทวีความลึกล้ำและหนักแน่นมากกว่าเก่า

ความรู้สึกที่ว่านี้ยากจะบรรยายออกมาได้

แต่ฉู่หลิวเยว่กลับสัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจน

ส่วนผลึกบางสีน้ำเงินเข้มพวกนั้น หลังจากพวกมันเข้าหลอมรวมกับโล่ก็สูญสลายหายไปอย่างรวดเร็ว

ในตอนนั้นเอง นอกจากอักษรลับอันซับซ้อนที่เรียงกันแน่นขนัดแล้ว ก็มิอาจมองเห็นสิ่งอื่นใดได้อีก

ฉู่หลิวเยว่จดจ้องไปยังอักษรลับนั่นอยู่นานทีเดียว

สภาพแวดล้อมโดยรอบเงียบสงัด นางจึงได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นได้อย่างชัดเจน

ลึกลงไปในแววตาใสกระจ่างที่ทอประกายเรืองรองราวกับมีคลื่นน้ำโหมกระเพื่อม

ผ่านไปพักใหญ่ นางก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไปลูบไล้บนโล่สีดำ

ใจเต้นกระตุกตุบอันบรรยายได้ยากแวบหนึ่งพลันแล่นปราดเข้ามา

“โล่ผสานนภา…”

นางพึมพำเสียงแผ่ว

ราวกับรับรู้ได้ถึงการตอบสนอง จารึกเหล่านั้นบนโล่สีดำที่อยู่เบื้องหน้าพลันเรืองแสงขึ้น

ฉู่หลิวเยว่เม้มริมฝีปาก

หลังจากที่ผลึกบางสีน้ำเงินเข้มชิ้นสุดท้ายฝังตัวบนโล่อย่างสมบูรณ์ในวันนั้น ในหัวของนางพลันปรากฏชื่อนี้ขึ้นมา

ของสิ่งนี้อยู่ข้างกายนางมาหลายปีแล้ว ทว่าจนกระทั่งตอนนั้นเอง นางถึงเพิ่งได้รู้ถึงชื่อจริงของมัน

นางอ่านตำราโบราณมานับไม่ถ้วน ทว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉู่หลิวเยว่ให้ความสนใจมากที่สุด

สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกสับสนในตอนนี้ก็คือจารึกด้านบนต่างหาก

เพราะว่า…

ตอนที่นางอ่านจารึกอันนี้จบ กลับพบว่า… เมื่อก่อนบันทึกเล่มนั้นของนางก็ใช้ภาษาเขียนแบบเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์