เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1953

………………..

“จ้าวซง! อย่าให้มันเกินไปนัก!”

อี้เหวินจั๋วตะโกนด่าขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว

จ้าวซงแสดงสีหน้าไร้ซึ่งความผิด

“เอ๋? ตระกูลอี้ของพวกเจ้าให้ข้าเสนอเงื่อนไขไม่ใช่หรือ? ข้าก็เสนอแล้ว เหตุใดพวกเจ้าถึงมาด่าข้าอยู่ล่ะ?”

อี้เหวินจั๋วกัดฟันกรอด

“พี่ใหญ่บอกว่าให้เสนอเงื่อนไขได้ แต่ไม่ได้บอกให้เจ้าละโมบโลภมากเช่นนี้นี่!”

นี่มันฉวยโอกาสปล้นตอนไฟไหม้!

หรือบางที…จ้าวซงกับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเจรจากับพวกเขาอย่างสันติอยู่แล้ว! จึงตั้งใจให้เขาได้รับความอัปยศ!

จ้าวซงผายมือออก

“ที่แท้พวกเจ้าก็รังเกียจหาว่าตั้งเงื่อนไขสูงเกินไป…ไม่มีสว่านมือชั้นดี ก็อย่ามาซ่อมเครื่องเคลือบดินเผา! ข้าคิดว่าตระกูลอี้ของพวกเจ้าจะมีกิจการยิ่งใหญ่ แล้วจะมือเติบ ใครจะรู้เล่าว่าเจ้าจะไม่มีความจริงใจเช่นนี้…”

ภายในน้ำเสียงแฝงด้วยความผิดหวัง

คนตระกูลอี้รู้สึกโกรธมาก

เห็นได้ชัดว่าจ้าวซงนั้นทำเกินไป แล้วยังมาบอกว่าตระกูลอี้นั้นตระหนี่ถี่เหนียวอีก?

นี่เป็นการตบหน้ากันจริงๆ!

ต่อให้ซั่งกวนจิ้งผู้นั้นจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน แต่ไม่มีทางมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์หลายสิบชิ้นในตัวตนเองแน่นอน

แค่จะมอบให้คนละชิ้นยังไม่พอด้วยซ้ำล่ะมั้ง!

แต่จ้าวซงกลับพูดว่าต้องการคนละห้าชิ้น…อย่าบอกว่าตระกูลอี้ไม่มีเลย ต่อให้มีจริงๆ ถ้าหากเขาหยิบออกมาเยอะขนาดนั้น มันก็ขาดทุนแล้ว!

หนานซู่ไหวลูบเคราตนเอง มองดูความสนุกแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า

คนตระกูลหนานมีสีหน้าดำคล้ำไปทันที

นี่มันเกี่ยวอันใดกับเขาด้วย!

คำพูดนั้นอี้เหวินเทาเป็นคนพูดออกมาเอง!

แค่นี้พวกเขาก็สูญเสียอย่างหนักแล้ว แล้วยังจะให้พวกเขาทำอย่างใดอีก?

จ้าวซงส่ายหน้าออกมาอย่างเสียดาย

“ตระกูลหนาน? แม้กระทั่งประมุขของตระกูลตัวเองยังไม่สามารถปกป้องได้เลย แล้วจะไปหวังอันใดได้เล่า?”

“เจ้า!”

หนานเหอเถียนสบถออกมาด้วยความโกรธ แทบจะพุ่งตัวมาด้านหน้า

จ้าวซงเหลือบสายตามองเขา

“โอ้? นี่เจ้าคิดจะทำอันใด? ลงมืออย่างนั้นหรือ?”

ทันทีที่สิ้นเสียง ลมปราณของผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างเขาก็ระเบิดออกมาโดยพร้อมกัน!

ดูท่าทางเตรียมตัวพร้อมสู้ทุกเมื่อ!

ซั่งกวนจิ้งหัวเราะขึ้นแล้วโน้มน้าวว่า

“เฮ้อ ทุกคนอย่าเพิ่งมีโทสะกันเลย วันนี้ข้าเชิญทุกคนมาเป็นแขกเพื่อมิตรภาพอันดีงาม! เยว่เออร์เพิ่งจะยึดครองท่าเรือดอกท้อมาได้ ช่วงนี้ก็เพิ่งจะเก็บกวาดเสร็จเรียบร้อย พวกเรามาสู้กันอีกในครั้งนี้ แล้วทำให้ฐานที่มั่นของเยว่เออร์สกปรกจะทำอย่างใด?”

ในที่สุดสีหน้าของอี้เหวินเทาก็เขียวคล้ำ!

คนผู้นี้คือคนที่ซั่งกวนจิ้งพามา! เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการต่อสู้จนถึงที่สุด!

แล้วตอนนี้ยังจะกล้าพูดคำพูดเช่นนี้ออกมาอีก?

คนตระกูลอี้มาแย่งชิงท่าเรือดอกท้อ แต่แม้กระทั่งม่านพลังที่อยู่ด้านนอกสุดก็ยังไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้เลย!

แล้วจะแก้แค้นอย่างใด แล้วจะแย่งชิงอย่างใด?

ตอนนี้อี้เหวินเทากำลังอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก!

เมื่อฉู่หลิวเยว่ใช้ความคิด ลำแสงบนม่านพลังนั้นก็เริ่มสั่นไหวและกลืนกินพลังที่เหลือจากการระเบิดอันรุนแรงเหล่านั้น

หลังจากม่านพลังของท่าเรือดอกท้อได้รับการสนับสนุนของทัณฑ์ทลายเทพแล้ว มันก็แข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งภายใต้การควบคุมของฉู่หลิวเยว่ก็สามารถแปรพลังส่วนใหญ่มาเป็นพลังของตนเอง ทั้งยังช่วยทำให้พลังในการฟื้นฟูนั้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้มันยังช่วยฉู่หลิวเยว่ลดปัญหาไปได้อีกมาก

หลังจากใช้เวลาสักพัก พลังงานส่วนใหญ่ที่อยู่โดยรอบก็ถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น

รอบข้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบ

แต่อย่างใดก็ตามทุกคนไม่สามารถสงบสติลงได้เลย!

ม่านพลังนี้แข็งแกร่งดุจกำแพงหินผนังเหล็ก!

ต่อให้ไม่มีคนภายนอกช่วย มีแค่ฉู่หลิวเยว่เพียงคนเดียวก็สามารถขวางการโจมตีส่วนใหญ่เอาไว้ได้แล้ว!

อี้เหวินเทามองไปยังแสงสว่างที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ก่อนกระชับขวานสุริยันมรกตในมือให้แน่นยิ่งขึ้น

ดูเหมือนว่าแผนการก่อนหน้านี้ของเขาจะล้มเหลวแล้ว…

ในตอนนี้จึงมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น!

หลังจากหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นว่า

“ซั่งกวนจิ้งพูดได้ถูกต้อง หากคนมากมายขนาดนั้นลงมือพร้อมกันทีเดียวคงต้องส่งผลกระทบต่อท่าเรือดอกท้ออย่างยิ่งใหญ่แล้ว ถ้าเช่นนั้นพวกเราทั้งสองฝ่ายเลือกใครคนใดคนหนึ่งออกมาประลองกันจะดีกว่า! หากฝ่ายที่ชนะก็จะได้ครอบครองท่าเรือดอกท้อนี้! ส่วนผู้แพ้ จะต้องออกจากที่นี่และไม่มาพัวพันกันอีก!”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์