ความรู้สึกนี้ช่างละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากไม่ใช่ชีพจรเทียนจิงที่อยู่บนตัวของนาง อีกทั้งการสัมผัสอันเฉียบแหลมของพลังปราณเดิม เกรงว่านางคงไม่อาจพบสิ่งผิดปกติได้เร็วเช่นนี้
นางขยับโดยไม่รู้ตัวเพื่อจะลุกขึ้น
“เยว่เออร์”
ทันใดนั้นเสียงของหรงซิวก็ดังเข้ามาในหูของนางอย่างชัดเจน
ฉู่หลิวเยว่ยับยั้งความรู้สึกเอาไว้ในทันที ซึ่งในเวลาเช่นนี้ไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่นจริงๆ
นางมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ในทุกทิศทางเงียบสงบ
ทุกคนต่างรอในตำแหน่งของตนเอง และดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
ในจำนวนพวกเขาส่วนใหญ่ อาจะยังไม่ทันได้สังเกตว่าพวกเขากำลังจะสูญเสียพลังของตนไป…
หลังจากฉู่หลิวเยว่มองไปรอบๆ นางก็ถอนสายตากลับมาและมองไปทางพื้นด้านหน้าของตนเอง
หินภูเขาที่เรียบและหยาบ ปรากฏเป็นสีขาวนวล ภายใต้การสะท้อนของแสงจันทร์ ส่องสะท้องจนมันเรืองแสงจางๆ ออกมาหลายจุด
ดูเหมือนแสงนี้คงไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่พลังปราณเดิมที่หลังไหลในตัวนางก่อนหน้านี้ กลับไหลลงไปในภูเขาหินใต้ร่างแทน
ด้านล่างนี้เห็นได้ชัดว่ามีของบางอย่าง
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉู่หลิวเยว่ก็งอนิ้วและยืดออกเบาๆ
“โอ้ย!”
ทันใดนั้นเฮ่อจื่อหลานก็ส่งเสียงอุทานและกระโดดขึ้น!
“ใครตีข้า!”
เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ยากที่จะไม่ตกใจ
เดิมทีหงอันกำลังงีบหลับพลางพักสายตา แต่เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เขาจึงลืมตาขึ้นในทันที
เขาย่นคิ้วและเอ่ยถามขึ้น
“ใครเป็นอันใดงั้นหรือ”
เดิมทีทั้งหมดล้วนจัดการได้เป็นอย่างดี ใครจะคิดว่าจะถูกก่อกวนเช่นนี้!
เขาอารมณ์ไม่ดี สีหน้าก็หาไม่เจอว่าไปอยู่ที่ไหนเสียแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงอันเคร่งขรึมของเขาเฮ่อจื่อหลานก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นในทันที เสียงของนางจึงดูเล็กลงโดยไม่รู้ตัว
“ขะ…ข้า…เมื่อครู่มีคนลอบทำร้ายข้า…”
“ใครลอบทำร้ายเจ้า”
หงอันมองดูอีกรอบ
ทุกคนต่างรออยู่ตรงตำแหน่งของตนเอง
ลอบทำร้าย?
ดูเหมือนจะพูดออกมาไม่ได้
“ข้าก็ไม่รู้…”
เดิมทีเฮ่อจื่อหลานกำลังฝึกฝนอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บที่เอวด้านหลัง โดยสัญชาตญาณคิดว่ามีคนทำร้ายนาง หงอันจึงถามขึ้น นางจึงตอบกลับไปโดยไม่คิด
แต่บัดนี้ใจเย็นลงแล้ว นางจึงรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
นางกับคนที่นี่ล้วนไม่มีมิตรไม่มีศัตรู ผู้ใดจะลงมือกับนางได้เล่า
และต้องอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้?
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวนางเองไม่สามารถแยกออกได้ว่าพลังนั่นมาจากที่ใด
เช่นนี้คงยากที่จะระบุตัวตนได้
เฮ่อจื่อหลานเริ่มขี้ขลาดขึ้นเรื่อยๆ และสภาพดูตื่นตกใจอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้า ข้าก็ไม่รู้…”
สีหน้าของหงอันยิ่งแย่ลงกว่าเดิม
“ใต้เท้าหงอัน โปรดใจเย็นก่อน น้องสาวของข้าถูกคนในบ้านตามใจมาโดยตลอด เมื่อเกิดเรื่องต่างๆ นางจะตื่นตกใจได้ง่าย แต่นางไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอันใด ท่านโปรดวางใจ ข้าจะสั่งสอนนางให้ดี และจะไม่ทำผิดอีก!”
หงอันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“จำสิ่งที่เจ้าพูดไว้ หากอยู่ไม่ได้ ก็ออกไปสะ ควรจะรู้ไว้ว่าถึงแม้ตอนนี้พวกเจ้าจะผ่านการทดสอบแล้ว แต่ก็อาจไม่เหมาะที่จะเข้าอาณาจักรเสิ่นซวี่ได้ ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ใช่ว่าจะไม่ถูกคัดออกอีก”
คำพูดเต็มไปด้วยคำเตือนและการข่มขู่ เพื่อเตือนให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้สติในทันที
เฮ่อจื่อจี้มีเหงื่อไหลออกมาไม่หยุด
“ขอรับ!”
ขณะที่พูดเขาก็รีบดึงเฮ่อจื่อหลานให้นั่งลงทันที
เรื่องน่าขันฉากหนึ่ง ดูเหมือนจะจบลงเช่นนี้
ฉู่หลิวเยว่หันศีรษะเล็กน้อยและเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“เมื่อครู่…เกิดอันใดขึ้นกันแน่”
เฮ่อจื่อหลานรู้สึกน้อยอกน้อยใจ เมื่อเธอได้ยินฉู่หลิวเยว่ถามเช่นนี้ จู่ๆ นางก็กลั้นไม่ไหวอีกต่อไป
“เมื่อครู่มีคนลอบทำร้ายข้า! จนข้าบาดเจ็บ!”
เฮ่อจื่อจี้ตะโกนด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“จื่อหลาน! หยุดพูดได้แล้ว! แค่นี้เจ้ายังสร้างปัญหาไม่พออีกหรือ”
ไม่ง่ายเลยที่พวกเขาจะผ่านการทดสอบ และไม่อาจพ่ายแพ้เช่นนี้ จนถูกไล่ลงจากเขาได้!
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาถี่ๆ และพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“ข้ามองดูนางเช่นนี้ ดูเหมือนนางจะไม่ได้โกหกนะ…แต่ถ้าทุกคนยังอยู่ในที่ของตนเอง ใครจะลงมือกับเจ้าได้”
เฮ่อจื่อหลานไม่คาดคิดว่าฉู่หลิวเยว่จะช่วยพูดแทนนาง ความรู้สึกซาบซึ้งมากมายก็เกิดขึ้นในใจทันที
นางกำมือทั้งสองข้าง กัดฟันแน่นและพูดขึ้นอย่างรู้สึกเสียใจ
“ใครจะรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ข้าว่าไม่แน่ภูเขาไท่อินอาจมีปัญหาบางอย่าง!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...