“จื่อหลาน!”
เฮ่อจื่อจี้รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ จึงรีบขึ้นไปปิดปากของนาง
“พูดไร้สาระอันใดน่ะ!”
พูดเช่นนี้คิดว่าพูดไปเรื่อยได้อย่างนั้นหรือ
เฮ่อจื่อหลานพูดโพล่งด้วยประโยคนั้น แต่ก็สายไปเสียแล้วที่จะนึกเสียใจจึงมองไปทางหงอันในทันที
แต่ในเวลานี้หงอันหลับตาลง เหมือนกำลังครุ่นคิดและไม่ได้สนใจสถานการณ์ทางนี้
แน่นอนว่าเขาไม่คิดที่จะซักไซ้เอาความต่อ เฮ่อจื่อจี้จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
แผ่นหลังของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่ออย่างเห็นได้ชัด
น้ำตาของเฮ่อจื่อหลานตกลงบนหลังมือของเขา ทำให้เขาทั้งโกรธและเจ็บปวดใจ แต่เหตุใดไฟโกรธนั่นก็ไม่สามารออกมาได้
“…จื่อหลาน ที่นี่ไม่ใช่บ้านที่จะอนุญาตให้เจ้าเอาแต่ใจได้! นับจากนี้ไปเจ้าต้องระวังคำพูดและการกระทำให้มาก เข้าใจหรือไม่”
เฮ่อจื่อหลานร้องไห้พลางพยักหน้า
ในขณะนี้นางก็นึกถึงความร้ายแรงของเรื่องที่เกิดขึ้น
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มและพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน
“ใช่สิ ที่นี่คือภูเขาไท่อิน จะมีปัญหาได้อย่างไรกัน ต้องเข้าใจผิดเป็นแน่”
“ขอบใจเจ้ามาก”
“ไม่ต้องหรอก ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว”
เมื่อฉู่หลิวเยว่พูดจบก็ไม่พูดอะไรต่อ
…
ทุกสิ่งเหมือนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
แต่คำพูดของเฮ่อจื่อหลานที่พูดออกมาเมื่อครู่นี้ กลับถูกคนรอบๆ มากมายได้ยินเข้าเสียแล้ว
บางคนแอบสบตากัน ต่างเกิดความสงสัยและไม่สบายใจอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเฮ่อจื่อหลาน ดูเหมือนนางไม่ใช่คนโกหก
สุดท้ายข่าวลือเช่นนี้ ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อนางเลย
เหตุใดนางพยายามเช่นนี้แล้วแต่ยังไม่ดีพอเล่า
แต่สถานการณ์เช่นนี้ของนางกลับผิดแปลกไปเล็กน้อยจริงๆ
ถ้าหากคนเหล่านี้ที่อยู่ในสถานการณ์ไม่ได้ลงมือ เช่นนั้นแล้วใครจะทำเล่า?
เขาไท่อินแห่งนี้…หรือว่าจะมีปัญหาจริงๆ อย่างนั้นหรือ
เมื่อมองดูภายนอกเรื่องตลกเช่นนี้กลับลดลงแล้วจริงๆ แต่ในใจของหลายคนกลับเริ่มมีความสงสัยเกิดขึ้น
คนแรกคือเฮ่อจื่อหลาน ใครจะรู้ว่าหลังจากนี้เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และจะถึงคราวของใครอีก
แม้กระทั้งการลงมืออาจยิ่งหนักกว่านี้ก็เป็นเป็นได้…
หากจิตใจสับสนก็จะไม่ได้รักษาสภาพจิตใจกับและฝึกฝนเลย
ความอึดอัดและวิตกกังวลอย่างอธิบายไม่ได้เช่นนี้ กำลังพุ่งพล่านอย่างเงียบๆ ท่ามกลางผู้คนบนยอดเขา
…
หงอันย่นคิ้วขึ้น ในที่สุดก็ลืมตาขึ้นและมองลงด้านล่างแวบหนึ่ง
แม้ว่าจะถูกทำให้ล่าช้า ก็ทำได้เพียงยอมรับมันให้ได้
อย่างเลวร้ายที่สุด ต่อไปค่อยกลับมาจัดการก็พอ…
หลังจากพูดโน้มน้าวกับตัวเองเช่นนี้แล้ว อารมณ์ของหงอันสงบลงในที่สุด
…
อย่างไรก็ตามความสงบเช่นนี้กลับอยู่ต่อได้ไม่นานนัก
สองชั่วยามต่อมา เหตุการณ์เดิมกลับเกิดขึ้นอีกครึ่ง!
เพียงแต่ว่าครั้งนี้ถูก “ลอบทำร้าย” คือเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุประมาณยี่สิบปี
เฮ่อจื่อหลานอดไม่ได้จึงถามขึ้นอย่างเสียงเบา
“…พี่ชาย ข้าแค่บอกว่าที่นี่มีบางอย่างผิดปกติ…ข้าไม่ได้พูดไร้สาระจริงๆ เจ้าดูที่นี่ตอนนี้สิ…”
ถ้านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นล่ะ
ใครจะรู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นอีก
เฮ่อจื่อจี้ขมวดคิ้วพลางมองนางอยู่ครู่หนึ่งและส่งสัญญาณให้นางหยุดพูด
แต่แม้ว่าเฮ่อจื่อหลานจะไม่ได้พูด แต่อันที่จริงทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนมีความคิดแบบเดียวกัน
หงอันยืนขึ้น คิดครู่หนึ่งแล้วโบกแขนเสื้อ!
ค่ายกลสีแดงขนาดใหญ่ปกคลุมทุกคนในนั่นทันที
“พอแล้ว อย่าคาดเดาไร้สาระกันเลย! ตอนนี้ข้าได้กางค่ายกลแล้ว คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบเดิมแน่นอน พวกเจ้าไปพักผ่อนกันให้สบายใจต่อเถอะ”
หงอันพูดเสียงเข้ม
แต่ในเวลานี้ คำพูดเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าไม่มีผลอะไร
ทุกคนยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่กล้านั่งลงอีกและก็ไม่กล้าพักผ่อนหรือฝึกฝนอีกต่อไป
ท่าทางเช่นนั้นมักรู้สึกไม่ปลอดภัย
หรงซิวพูดขึ้นในทันที
“พี่ชายท่านนี้บาดเจ็บ น่าจะรอต่อไปไม่ได้แล้ว ควรส่งเขาลงเขาไปดีหรือไม่”
เสียงชัดเจนและเรียบเฉยของเขา กลับเตือนสติทุกคนได้ในทันที
จริงสิ!
หากกระดูสะบักหักจะส่งผลกระทบอย่างมากจริงๆ
ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมาหงอันไม่เคยพูดถึงเรื่องที่ปล่อยเขาไปอย่างนั้นเลยหรือ
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...