เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 2010

“วันนี้ไม่เหมือนเช่นวันวาน บัดนี้เจ้าสำนักพลังกล้าแกร่งขึ้นมาก ย่อมไม่มีทางที่พวกมันจะทำร้ายเขาได้ง่ายๆ!”

โต้วหมิ่นลังเลเพียงชั่วครู่ จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“อีกอย่าง อย่าลืมว่าที่นี่คือที่ไหน! อาณาเขตของถ้ำปีศาจทมิฬหาใช่ที่ที่พวกเขาจะมาอวดดีได้ง่ายๆ!”

ตอนนั้นเมื่อหลายปีก่อน เหตุผลที่พวกเขาสูญเสียไพร่พลด้วยน้ำมือของหรงซิวไปมาก ข้อแรกคือเพราะตอนนั้นเจ้าสำนักกำลังปิดด่านฝึกตน มิอาจลงมือได้ อีกข้อหนึ่งคือ ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้มีการตั้งรับแม้แต่น้อย การเตรียมการจึงไม่เพียงพอ

แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน

เจ้าสำนักสามารถต่อสู้ได้ ส่วนพวกเขาเองก็มีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาแล้ว

ครั้งนี้เหตุการณ์เช่นนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง!

ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ บรรดาฝูงชนต่างพากันพยักหน้าหงึกหงักพลางมองไปทางค่ายกลสีทองเป็นตาเดียว เริ่มการรอคอยอันทรมานไร้ที่สิ้นสุด

ภายในค่ายกล

ชั่วพริบตาที่มั่วสือเชียนเห็นดาบยาวสูญสลายกลายเป็นผุยผง สีหน้าของเขาพลันมืดครื้มลง

พลังของหรงซิวแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด!

“พวกเจ้าพรางตัวกันได้แนบเนียนไม่เบา… ข้าดูเบาพวกเจ้าไปแล้วจริงๆ!”

ภายในน้ำเสียงของมั่วสือเชียนแฝงแววกัดฟันกรอดด้วยมีน้ำโห

ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็มิได้เอาใจไปคิดให้ถี่ถ้วน

เพราะเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าสองคนนี้จะมาเยือนถึงที่นี่จริงๆ!

ผ่านมาหลายปี เขาถึงขั้นพาพวกถ้ำปีศาจทมิฬทั้งหมดมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ไม่เคยเปิดเผยร่องรอยแม้สักเสี้ยว

“พวกเจ้าทลายประตูของท่าเรือดอกท้ออย่างนั้นหรือ!?”

นอกจากข้อนี้ เขาก็คิดความเป็นไปได้อื่นไม่ออกแล้ว

ฉู่หลิวเยว่หรี่ตาลงน้อยๆ

ประตูบานนั้นมีปัญหาเหมือนอย่างที่คิดไว้จริงๆ!

ทั้งยังมีความข้องเกี่ยวกับมั่วสือเชียนด้วย!

“ท่าเรือดอกท้อกลายเป็นของข้าแล้ว มั่วสือเชียน เจ้าจะถามเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออันใดอีก?”

ฉู่หลิวเยว่ค่อยๆ เอ่ยอย่างเชื่องช้า

“วันที่สำนักกระบี่ทมิฬของเจ้าพ่ายแพ้หมดรูป เจ้าก็คงจะคิดถึงวันนี้ไว้แล้วสินะ”

มั่วสือเชียนแค่นหัวเราะ

“ยึดครองท่าเรือดอกท้อสำเร็จ เอาชนะอี้เหวินเทาได้ ก็เลยพูดจามั่นอกมั่นใจแบบนี้ได้สินะ…”

หลังจากที่เรื่องพวกนั้นเกิดขึ้น เขาค่อนข้างจะตกใจเลยทีเดียว

เพียงแต่ตอนนั้นเขามีเรื่องให้ต้องสะสาง จึงพักเรื่องพวกนี้เอาไว้ชั่วคราว

ใครจะคาดคิดว่าเพิ่งผ่านมาด้วยระยะเวลาสั้นปานนี้ พวกเขาจะบุกเข้ามาถึงที่นี่ได้!

“กล้าเข้ามาที่นี่ตรงๆ พวกเจ้านับว่าใจ…“

“คราก่อนที่ข้าบุกเข้าไปในถ้ำปีศาจทมิฬ เจ้าเองก็พูดแบบนี้”

หรงซิวพลันเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านและสีหน้าเหลิง

“มั่วสือเชียน เจ้าเปลี่ยนบทพูดหน่อยก็ดี”

“เจ้า!”

มั่วสือเชียนโกรธเกรี้ยวขึ้นมาโดยพลัน!

แต่เขาเองก็ไร้หนทางจะโต้เถียงคำพูดที่หรงซิวว่ามาเช่นกัน

สายตาของฉู่หลิวเยว่เบนไปมองทางเชียงหว่านโจวน้อยๆ

ตอนนี้สภาพบาดแผลบนร่างของเขาทั้งหมดกลับมาเป็นปกติแล้ว

ก่อนหน้านี้คนที่ยังดูมีสภาพน่าหดหู่ ในเวลาชั่วพริบตาก็เหมือนกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างใดอย่างนั้น

เขาคงเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพขั้นสูงแล้วสินะ

กระทั่งฉู่หลิวเยว่ยังรู้สึกตกตะลึงอย่างมากกับความจริงข้อนี้

สำหรับด้านนอกอาณาจักรเสิ่นซวี่แล้ว การคิดจะบุกทะลวงขีดจำกัดขั้นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ

นางเอ่ยถามเสียงค่อย

“เสี่ยวโจว เจ้าบุกทะลวงไปเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพขั้นสูงได้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

เชียงหว่านโจวมองไปที่นาง

บนดวงหน้างามเกลี้ยงเกลาของเขายังคงเปรอะคราบเลือดบางส่วน

แววตาของเขาพลันฉายแววลังเลขึ้นมาครู่หนึ่ง

“ข้า…”

ฉัวะ!

เสียงช่องว่างถูกฉีกกระชากพลันแว่วดังขึ้นมา!

ฉู่หลิวเยว่ตวัดสายตาขึ้นไปมองตามทันที นัยน์ตาของนางพลันหดเล็กลง!

จู่ๆ หมอกสีดำบนร่างของมั่วสือเชียนก็เริ่มหลั่งไหลออกมาอย่างรวดเร็ว

กลิ่นคาวเลือดผสมปนเปกับไอหนาวเหน็บแผ่กระจายไปทั่วอย่างต่อเนื่อง!

จากนั้น เบื้องหลังของมั่วสือเชียนพลันปรากฏให้เห็นเงาร่างสองร่าง

…ซึ่งทั้งสองร่างนั้นมีรูปร่างลักษณะเหมือนเขาราวกับแกะ!

“ร่างศักดิ์สิทธิ์พันเงา!”

มีข่าวลือเล่าว่าร่างศักดิ์สิทธิ์ประเภทนี้สาปสูญไปนานแล้ว

แม้แต่ฉู่หลิวเยว่ที่เคยพลิกหาข้อมูลเกี่ยวข้องอันนับไม่ถ้วนจากในสำนักหลิงเซียว ก็ได้ยินแค่ชื่อผ่านๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดกระบวนท่าเป็นอย่างใดมิอาจรู้ได้เลยแม้แต่น้อย

คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้มาพบเจอเข้าที่นี่!

ยามเห็นเงาร่างที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วทั้งสามร่าง แววตาของฉู่หลิวเยว่ก็อ่อนลงเล็กน้อย

เหตุผลที่ร่างศักดิ์สิทธิ์พันเงายอดเยี่ยมนั่นก็เพราะผู้ฝึกตนสามารถหลอมสร้างร่างศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ไม่จำกัด!

โดยเมื่อยึดตามระดับพลังความแข็งแกร่งของร่างต้น จำนวนร่างศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ฝึกตนสามารถเรียกได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ไม่แปลกใจเลยว่านี่จะเป็นข้อได้เปรียบใหญ่ข้อหนึ่งในการต่อสู้กับมนุษย์เลยทีเดียว!

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ บรรดาร่างศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกออกมาจากกระบวนท่าล้วนแต่มีพลังเหมือนกับผู้ฝึกตนที่เป็นร่างต้นทุกประการ!

หรือก็คือ สถานการณ์ในตอนนี้เท่ากับว่ามีมั่วสือเชียนสามคนมาเป็นคู่ต่อสู้ให้กับพวกเขาแต่ละคน!

ข้อได้เปรียบจากวิธีสามรุมหนึ่งพังทลายในชั่วพริบตา!

ในขณะเดียวกับที่มั่วสือเชียนสามคนปรากฏกายขึ้นมานั่นเอง หมอกสีดำมืดทึบเองก็แบ่งออกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนเข้าโอบล้อมตัวเขาแต่ละร่างเอาไว้ข้างใน

หมอกสีดำเหล่านั้นดูราวกับแผ่วบางอยู่หลายส่วน หากแต่ยังมิอาจมองเห็นหน้าของมั่วสือเชียนได้ไม่ชัดดังเดิม

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ฉู่หลิวเยว่ก็ยังจับสัมผัสได้ว่าสายตาดุร้ายแลเย็นยะเยียบกำลังจ้องมาที่นางเขม็ง!

“มาแล้วก็ดี ข้าเองก็กำลังอยากเห็นพอดีว่าบัดนี้นายท่านเยว่แห่งท่าเรือดอกท้อจะมีความสามารถอันใดบ้าง!”

มั่วสือเชียนกล่าวพลางใช้เท้าสะกิดร่างพุ่งตรงมาหาฉู่หลิวเยว่!

ทว่าทันทีที่เขาเคลื่อนไหว เส้นด้ายสีทองสายหนึ่งก็ลอยทะยานตรงมาทางเขาในชั่วพริบตา!

แววตาของมั่วสือเชียนดุดันขึ้น เขารีบหลบหลีกออกไปทันที

คิดจะเอาชนะเขา… ยากเย็นราวกับทะยานสู่ฟ้า!

เพียงแต่ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้คาดหวังว่าครานี้จะต้องสู้ชนะ

สิ่งที่นางต้องทำในตอนนี้มีเพียงแค่ยื้อเวลาเอาไว้เท่านั้น!

ฟึ่บ!

ยามเห็นภาพฉากนี้ แววตาของมั่วสือเชียนพลันมีประกายแปลกประหลาดใจเคลื่อนวาบผ่านในท้ายที่สุด

เขารู้ว่าเมื่อไม่นานมานี้หนานอีฝานสิ้นชีวิตที่ท่าเรือดอกท้อ ทั้งยังรู้ด้วยว่าภาพเมฆาเคลื่อนคล้อยตกอยู่ในมือของฉู่หลิวเยว่ กลายเป็นสมบัติของนางไปแล้วเรียบร้อย

แต่ก่อนที่ฉู่หลิวเยว่จะกลายเป็นเจ้าของภาพเมฆาเคลื่อนคล้อย ในระยะเวลาพันปี ภาพเมฆาเคลื่อนคล้อยไม่เคยเผยให้เห็นพลังต่อสู้ที่แท้จริงของมันมาก่อน

ดังนั้นแม้แต่มั่วสือเชียนเองก็ได้เห็นภาพฉากนี้ครั้งแรกเช่นเดียวกัน

“ภาพเมฆาเคลื่อนคล้อย… เจ้าใช้ได้คล่องมือทีเดียว!”

แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะบอกว่าภายในใจของเขามิมีแรงกระเพื่อมเลยแม้แต่น้อย

ตอนแรกเขามีโอกาสจะได้สิ่งนี้มาครองแล้ว

ทว่าน่าเสียดายที่ตอนนั้นเขาก็เหมือนคนทั่วไป คิดว่าภาพเมฆาเคลื่อนคล้อยเป็นเพียงสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้หลบหนีเอาชีวิตรอดเท่านั้น จึงไม่ได้สนใจเท่าไรนัก

บัดนี้พอมาคิดดูแล้ว…

ทว่ามั่วสือเชียนเองก็รู้ว่าสมบัติระดับนี้แท้จริงแล้วล้วนแต่มีจิตวิญญาณ

มิเช่นนั้นคงไม่อดทนรออยู่เป็นเวลานานถึงเพียงนี้ กว่าจะมาสำแดงพลังที่แท้จริงภายในมือของฉู่หลิวเยว่

มุมปากของฉู่หลิวเยว่ยกยิ้มเย็น

“ชมเกินไปแล้ว!”

พูดจบ ความคิดของนางพลันกู่ร้อง ค่ายกลเหล่านั้นก็ทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนเข้าโอบล้อมตัวมั่วสือเชียนเอาไว้!

อีกฟากหนึ่ง เชียงหว่านโจวเองก็ต่อสู้อยู่กับร่างศักดิ์สิทธิ์พันเงาของมั่วสือเชียนอยู่เช่นกัน

หากพูดตามความเป็นจริงแล้ว ผู้แข็งแกร่งระดับเทพขั้นสูงอย่างเชียงหว่านโจวเช่นนี้ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมั่วสือเชียนอย่างแน่นอน

สำหรับข้อนี้ กระทั่งตัวเชียงหว่านโจวเองก็ยอมรับเช่นกัน

ดังนั้น ทันทีที่คนทั้งสองเริ่มเข้าประมือกัน เชียงหว่านโจวก็คิดเรียบร้อยแล้วว่าจะไม่มีทางประมือซึ่งหน้ากับมั่วสือเชียนเป็นอันขาด!

เมื่อครู่ยามสถานการณ์ตกสู่ความวุ่นวาย มั่วสือเชียนหยิบเอากระบี่เทพเมฆาสำริดไปโยนเล่นตามใจ เขาที่มือไวตาดีจึงรีบชิงกระบี่กลับมา

ตอนนี้เชียงหว่านโจวจึงกุมกระบี่เทพเมฆาสำริดไว้ ตัดสินใจเลือกว่าจะเข้าโจมตีจากทางด้านข้างเท่านั้น

แม้พลังของเขาจะสู้มั่วสือเชียนไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังมีดีที่ฝีเท้าคล่องแคล่วว่องไว

ทุกครั้งที่มั่วสือเชียนตัดสินใจลงมือโจมตี เชียงหว่านโจวก็จะหลบหลีกไปก่อนก้าวหนึ่ง

คนทั้งสองดำดิ่งสู่สถานการณ์รบอันน่าเป็นห่วงยิ่ง!

เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปไม่มีหยุด

ค่ายกลสีทองปิดผนึกเอาไว้หนาแน่น ส่วนด้านในเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้างนั้น คนด้านนอกมิอาจสอดแนมได้เลยแม้แต่น้อย

กระทั่งเสียงก็ไม่มีเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน

บรรดาฝูงชนที่กำลังรอก็ค่อยๆ หมดความอดทนจนอยู่ไม่สุขกันทีละน้อย

“ไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างในเป็นอย่างใดแล้วบ้าง… เจ้าสำนักประมือกับพวกมันสามคนจะลำบากแค่ไหน!”

“นั่นก็ไม่แน่ เจ้าสำนักเพิ่งออกจากปิดด่านเก็บตัว พลังกล้าแกร่งเพิ่มขึ้นมาก อาจไม่แพ้ให้พวกมันก็ได้!”

“ที่ว่ามาก็ไม่ผิด อีกอย่างพวกเจ้าอย่าลืมสิว่าเจ้าสำนักกำลังฝึกกระบวนท่าร่างศักดิ์สิทธิ์พันเงา! ต่อให้สามคนร่วมมือกันล้อมโจมตี ก็ไม่มีทางได้เปรียบเจ้าสำนักไปได้!”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์