………………..
ในตอนนั้นเอง พลันแว่วเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังเข้ามาจากด้านนอก
อี้เหวินเทาลอบตระหนกอยู่ในใจ
ผู้อาวุโสที่คอยเฝ้ายามหน้าประตูเอ่ยปากขึ้น
“คารวะท่านประมุข!”
จวินจิ่วชิง!
เหตุใดจู่ๆ เขาถึงมาที่นี่กัน!?
หัวคิ้วของอี้เหวินเทาขมวดแน่น รีบหันกลับมาส่งสายตาเป็นนัยให้แก่บุรุษชุดดำ
เงาร่างของบุรุษชุดดำแวบผ่าน ก่อนหายวับไป ณ ที่ตรงนั้น
สุ้มเสียงของจวินจิ่วชิงยังคงเอื่อยเฉื่อยอย่างเคย
“ไม่แวะเวียนมาหลายวัน ในใจค่อนข้างเป็นกังวล พอดีผ่านทางมาเลยอยากเข้ามาดูเสียหน่อย”
จังหวะนั้นเขาเดินมาถึงหน้าประตูแล้ว สายตาตวัดมองลอดเข้าไปในประตูห้องคราหนึ่ง
“สถานการณ์เป็นอย่างใดบ้าง?”
ผู้อาวุโสท่านนั้นรีบตอบกลับเร็วรี่
“ทุกอย่างปกติขอรับ เพียงแต่… เพียงแต่ว่าวันนี้ท่านประมุขดูท่าจะอารมณ์ไม่ค่อยดี”
จวินจิ่วชิงหัวเราะ
“เช่นนั้นหรือ”
ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องเข้าไปดูเสียหน่อย
ระหว่างที่พูด เขาก็ผลักประตูเข้าไป
ภายในห้องเงียบสงัดอย่างมาก ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรขมปร่า
จวินจิ่วชิงเลิกคิ้ว
“นี่ท่านบันดาลโทสะรุนแรงไม่เบา เหตุใด คนรับใช้ปรนนิบัติได้ไม่ถูกใจหรือ?”
อี้เหวินเทาแค่นหัวเราะอยู่ในใจ
ปรนนิบัติ?
เวลานี้เขาเหมือนกับนักโทษที่ถูกจองจำอยู่ที่นี่ก็มิปาน ไหนเลยจะมีคนปรนนิบัติรับใช้?
คอยจับตาดูสิไม่ว่า!
อี้เหวินเทาเหลือบตาขึ้นมองแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงเย็นเยียบ
“แล้ววันนี้เจ้ามาทำอันใดหรือ? เรื่องที่ควรพูดข้าก็พูดกับเจ้าหมดไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว!”
ดวงหน้าของเขาเผยแววเบื่อหน่ายเต็มที จนแทบจะอยากขับไล่คนออกไปอยู่รอมร่อ
จวินจิ่วชิงเองก็ไม่สนใจ เขาเพียงคลี่ยิ้มบางๆ
“ไม่มีอันใดมาก ได้ยินมาว่าท่านมีแขก ข้าเลยอยากมาดูเสียหน่อย”
ใจของอี้เหวินเทาพลันเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง!
ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นจิ้งจอกเฒ่ามากเล่ห์ บนดวงหน้าของเขามิได้เผยแววระแวงให้เห็นชัดเจนเลยแม้แต่น้อย กลับกันเพียงหัวร่อเป็นเชิงเหยียดหยามออกมาคำรบหนึ่ง
“เจ้าพูดว่าอันใด? แขกรึ? นอกจากเจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้อื่นมาหาข้าที่นี่อีก แขก… มาจากไหนกัน?”
จวินจิ่วชิงกวาดตามองรอบๆ คราหนึ่ง
บรรยากาศภายในห้องราวกับแข็งค้างไปก็มิปาน
“ท่านประมุข
ผ่านไปสักพัก จวินจิ่วชิงจึงค่อยๆ เอ่ยปากขึ้นมา
“ขอบคุณความเมตตาของท่าน ข้าถึงได้กลายเป็นนายน้อย ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขได้ หากท่านอยู่ที่นี่ดีๆ เช่นนี้ไปตลอด ข้ารับประกันว่าท่านจะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตได้อย่างสงบสุข น่าเสียดาย… ดูเหมือนท่านจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย”
“หลายวันมานี้ ข้ากำลังคิดมาโดยตลอดว่าท่านติดต่อกับคนผู้นั้นอย่างใด”
จวินจิ่วชิงพลันเอ่ยตัดบทเขา บนดวงหน้าที่งามหยดย้อยชวนหลงใหลสมคำเล่าขานแฝงด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด
“แม้ตระกูลอี้จะเป็นตระกูลใหญ่โต ทว่าท่านกลับใช้ตัวตนของตนเองในการติดต่อ คนอื่นในตระกูลไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ท่านใช้วิธีการใดมาโน้มน้าวอีกฝ่ายให้ร่วมมือกับท่านกันหรือ?”
คอของอี้เหวินเทาพลันแหบแห้ง สองตาของเขาจดจ้องไปที่จวินจิ่วชิงเขม็ง
“เจ้าคิดจะพูดอันใดกันแน่?”
จวินจิ่วชิงหัวเราะพลางส่ายศีรษะ
“ข้าคิดจะพูดอันใด ท่านน่าจะรู้ดีที่สุด หลายวันมานี้ข้าตรึกตรองอยู่ทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดก็คิดเรื่องหนึ่งออก”
เขาสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง
ไม่รู้เพราะเหตุใด อี้เหวินเทาจึงรู้สึกว่าสองขาของตนพลันอ่อนแรงลงหลายส่วน ทั้งยังเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
คนทั้งสองยืนประจันหน้ากัน ไอที่แผ่ออกมาจากตัวจวินจิ่วชิงกลับบดขยี้อี้เหวินเทาได้อย่างง่ายดาย!
อี้เหวินเทาลอบเสียใจกับตัวเอง ถอยหลังเช่นนี้ก็เท่ากับยอมรับผิดแล้ว!
จวินจิ่วชิงเอ่ยต่อว่า



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...