บรรดาช่างหลอมอาวุธที่มีชื่อเสียงในอาณาจักรเสิ่นซวี่ต่างรุดมาที่นี่กันถ้วนหน้า
วันนี้เป็นวันที่ตระกูลเว่ยตกลงว่าจะให้ทุกคนเข้าสู่ป่าหินพร้อมกัน
“ใช่แล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงมุมนั่นไง!”
“คนผู้นี้เป็นผู้มีฝีมือโดดเด่นในบรรดาช่างหลอมอาวุธระดับปรมาจารย์เชียวหนา! มีเขาอยู่ เกรงว่าการแย่งชิงครานี้จะต้องดุเดือดมากแน่ๆ…”
“นั่นก็เดาได้อยู่แล้วมิใช่หรือไร? นอกจากเขาแล้ว ครั้งนี้ยังมีช่างหลอมอาวุธระดับปรมาจารย์ที่ไม่ข้องเกี่ยวกับกิจของใต้หล้ามาหลายปีมาร่วมด้วยอีกตั้งเยอะ!”
“งั้น… งั้นแบบนี้พวกเราก็ไม่มีหวังเลยไม่ใช่หรือไร?”
“ก็ไม่แน่หรอก! ยังไม่ถึงช่วงสุดท้าย ก็ไม่มีใครรู้ทั้งนั้นว่าใครจะได้เป็นคนที่ยิ้มถึงตอนจบใช่หรือไม่เล่า? พูดอีกอย่างก็คือ คนพวกนี้น่ะเก่งมันก็เก่ง แต่ครั้งนี้สุสานที่ต้องเปิดน่ะมันของถังเคอเทียวหนา ในนี้มีใครคู่ควรบ้างล่ะ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะแพ้หรือชนะ ข้าว่าโชคน่ะสำคัญกว่าเยอะทีเดียว!”
“ที่พูดก็ถูก…”
บรรดาฝูงชนแบ่งออกเป็นกลุ่มสามคนห้าคนพลางทยอยวิจารณ์กันอย่างออกรส
แม้ตระกูลเว่ยจะไม่ได้กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมที่แน่นอน แต่คนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องถาม จึงเลือกคนร่วมเดินทางมาเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น
บางคนเดินทางมาตัวคนเดียวก็มี
เรื่องแบบนี้มิได้เกี่ยวกับพละกำลังไปเสียทั้งหมด
ต่อให้พาคนมาเยอะแยะ ก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์อันใด
มิสู้เดินทางมาแบบตัวเบา จะได้สะดวกสบายขึ้นมาบ้าง
“ลูกพี่ซั่งกวน ท่านหายตัวไปนานขนาดนี้ พอออกมาคราวนี้ก็ยังอุตส่าห์เป็นจุดสนใจของคนได้หนา!”
คนบางส่วนที่ร่วมทางมาด้วยเอ่ยหยอกล้อ
“นั่นสิ! ตั้งแต่พวกเรามาถึงนี่ คนพวกนั้นก็ดูจะวิจารณ์ท่านไม่หยุดปากเลย”
“ฮ่าฮ่า! ลูกพี่ซั่งกวนยังคงเนื้อหอมไม่เปลี่ยน! หากมิใช่เพราะครั้งนี้คือการแข่งขัน เกรงว่าต้องมีคนจำนวนไม่น้อยมาขอผูกมิตรด้วยเป็นแน่!”
บัดนี้ในอาณาจักรเสิ่นซวี่มีใครบ้างไม่เคยได้ยินถึงชื่อเสียงเรียงนามของท่าเรือดอกท้อ?
นามซั่งกวนเยว่คำนี้ต่างแผ่ขยายไปทั่ว ชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายยิ่ง!
เขาที่เป็นองค์ไท่จู่ของแม่หนูเยว่เออร์ย่อมไม่พ้นตกเป็นจุดสนใจของคนไปด้วย
ช่างหลอมอาวุธระดับปรมาจารย์ในที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ผู้ที่มีความสามารถเทียบเคียงกับข้าก็ใช่ว่าจะไม่มี
เหตุใดความสนใจของบรรดาฝูงชนถึงตกอยู่ที่เขาคนเดียว ไม่ต้องบอกก็รู้ได้
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ทยอยเงียบลง ทุกคนพากันเงยศีรษะมองเป็นตาเดียว
“คนของตระกูลเว่ย”
เมื่อเห็นสัญลักษณ์ที่ปักบริเวณอกขวาบนชุดคลุมของพวกเขา ซั่งกวนจิ้งก็รู้ตัวตนของพวกเขาได้ในทันที
เป็นอย่างที่คิดไว้ หลังจากนั้นคนเหล่านี้ก็บินข้ามป่าหิน ก่อนทะยานลงมายังเบื้องหน้าของทุกคน
ผู้ที่ก้าวออกมาด้านหน้าคือบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมยาว ท่าทีวางตัวของเขาสง่างามและองอาจอย่างยิ่ง
“ข้าน้อยคือประมุขตระกูลเว่ย เว่ยเจ๋อ ขอคารวะทุกท่าน!”
บรรดาฝูงชนเองก็ทยอยคำนับเขาอย่างสุภาพ
สุดท้ายแล้วป่าหินแห่งลุ่มน้ำชิงกู่แห่งนี้ก็เป็นอาณาเขตของตระกูลเว่ย อย่างใดก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง
เว่ยเจ๋อเอ่ยทักทายทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มต่ออีกสองสามประโยค จากนั้นก็หันมาประสานมือคารวะซั่งกวนจิ้ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจอยู่หลายส่วน
“เอ๋? ผู้อาวุโสซั่งกวน ซั่งกวนเยว่กับหรงซิวมิได้เดินทางมาพร้อมท่านหรือ?”
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...