………………..
“อันใดนะ?”
ในหัวของซั่งกวนจิ้งถึงกับขาวโพลนไปชั่วขณะ
ชื่อเสียงเรียงนามของถังเคอยังมิอาจทำให้นางหวั่นไหวได้ แล้วจะมีสิ่งใดที่ดึงดูดนางได้อีกเล่า
ฉู่หลิวเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา
“ข้าอยากมาดูว่า ระหว่างท่านซูผู้นั้นกับผู้อาวุโสถังเคอในปีนั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่”
ซั่งกวนจิ้งถึงกับตะลึงงันไปพักหนึ่ง จากนั้นจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าฉู่หลิวเยว่มีสมบัติศักดิ์สิทธิ์ในมืออยู่หลายชิ้นแล้ว
อีกทั้งสมบัติพวกนั้นล้วนแต่เป็นของท่านซูทั้งสิ้น
“หรือว่า การสั่นไหวเมื่อครู่นั่น…“
ในใจของเขาพลันเกิดข้อสันนิลฐานขึ้นมาข้อหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ เว่ยเจ๋อและเขาผลัดกันลองใช้ง้าวว่านเฟิงงัดประตูบานนั้นให้เปิดออก ผลคือเสียแรงเปล่า
เพราะแรงสั่นไหวหลังประตูบานนั้นมิได้เกิดจากง้าวว่านเฟิงแต่อย่างใด
พอแม่หนูเยว่เออร์เอ่ยเช่นนี้แล้ว…
ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้เอ่ยอันใดออกไป
แต่การที่ปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้ สำหรับซั่งกวนจิ้งก็นับได้ว่าเป็นการยอมรับโดยดุษณีแล้ว
เขาเบิกตากว้างน้อยๆ ทั้งยังคงสับสนงุนงงอยู่พักใหญ่
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้
หรือว่าที่นี่จะไม่ใช่สุสานของถังเคอ แต่เป็นสุสานของท่านซูผู้นั้นแทน?
แต่ก่อนหน้านี้คนตระกูลเว่ยก็พูดมาโดยตลอดว่าที่นี่คือสุสานของถังเคอ!
หากมิใช่เพราะกุมหลักฐานอันใดไว้ พวกเขาไม่มีทางมั่นใจขนาดนี้แน่
กริ๊ก!
สุ้มเสียงแหลกละเอียดแผ่วเบาพลันดังแว่วมาจากด้านหลัง
ราวกับมีของบางอย่างแตกหัก ทว่าก็ไม่ค่อยคล้ายเท่าไรนัก
ในเวลาเดียวกันนั้นเองก็เหมือนกับว่ามีกระแสพลังสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมา
เพียงแต่ยังไม่ทันแผ่กระจาย ก็ถูกยับยั้งเอาไว้แล้ว
เมื่อรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ฉู่หลิวเยว่กับซั่งกวนจิ้งก็หันศีรษะกลับไปมองพร้อมกัน
“เมื่อครู่นั่นมัน… เกิดอันใดขึ้น?”
ซั่งกวนจิ้งเอ่ยถามขึ้นด้วยความฉงน
เขายืนอยู่ใกล้ จึงรับรู้ได้ชัดเจนว่ากระแสพลังสายนั้นแผ่ออกมาจากร่างหรงซิว
ริมฝีปากบางของหรงซิวยกขึ้นน้อยๆ
“ไม่มีอันใด แค่ง้าวว่านเฟิงเพิ่งยอมรับข้าเป็นเจ้านายแล้วเท่านั้น”
ซั่งกวนจิ้งถึงกับตกใจจนเสียงขาดหายอย่างหาได้ยาก “อันใดนะ!?”
ฉู่หลิวเยว่เองก็ประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน
“เมื่อครู่นี้น่ะหรือ?“
หรงซิวส่งเสียงตอบรับ ”อืม” ก่อนเรียกง้าวว่านเฟิงออกมาถือไว้ในมือ
แม้บริเวณโดยรอบจะสว่างไสว แต่ยังคงมองเห็นประกายแสงบนตัวง้าวได้อย่างชัดเจน มันงดงามตระการตาเหนือชั้น ปากก็คมปลาบยิ่งกว่าสิ่งใด!
“เดิมขั้นตอนในการยอมรับเจ้านายของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ยุ่งยากอยู่มาก แต่ก่อนหน้านี้ง้าวว่านเฟิงดูดซับพลังจากทัณฑ์สวรรค์ไปแล้วไม่น้อย ขาดเพียงขั้นตอนสุดท้ายก็จะกระตุ้นให้เกิดการยอมรับเจ้านายโดยสมบูรณ์ได้ ดังนั้นมันจึงประหยัดแรงและเวลาได้มากทีเดียว”
หางคิ้วของฉู่หลิวเยว่เลิกขึ้นน้อยๆ
“หากเป็นเช่นนี้ ต้องขอบคุณประมุขเว่ยให้ดีหน่อยแล้ว“
เมื่อซั่งกวนจิ้งที่ยืนอยู่ระหว่างคนทั้งสองได้ยินพวกเขาพูดคุยกันหน้าตาเฉยก่อนเก็บหนึ่งในสิบสมบัติศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่อย่างง้าวว่านเฟิงกลับไปทั้งอย่างนั้นก็ถึงกับยืนเงียบด้วยพูดไม่ออกพักใหญ่ ทำได้แค่ตะโกนเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ในใจอย่างเดียว
สมบัติศักดิ์สิทธิ์นะ!
นั่นมันสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งเลยหนา!
ยอมรับเจ้านายกันแบบนี้เลยหรือ!?
กับเรื่องสำคัญใหญ่โตปานนี้ พวกเจ้าสองคนช่วยมีปฏิกิริยามากกว่านี้หน่อยได้หรือไม่!
แบบนี้แล้วพวกเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรกัน!
ฉู่หลิวเยว่มองไปยังซั่งกวนจิ้ง เห็นสีหน้าเขาดูแปลกไปหลายส่วนก็เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล
“องค์ไท่จู่ ท่านเป็นอันใดไป?”
แต่ทุกคำพูดของหรงซิวมีเหตุผล เขาไม่มีทางโต้กลับไปได้เลยแม้แต่น้อย
หากจะโทษ คงทำได้แค่โทษตัวเขาที่อับโชคแล้ว!
เว่ยเจ๋อเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสลดใจอย่างช่วยไม่ได้
หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่หยิบของสิ่งนั้นออกมาแล้ว!
ตอนนี้ช่างโชคดีนัก สุสานของถังเคอถูกฉู่หลิวเยว่เปิดไปแล้ว ส่วนง้าวว่านเฟิงเองก็กลายเป็นของของหรงซิว!
“ประมุขเว่ย ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว โปรดเก็บแรงไว้หน่อยเถิด ใครจะรู้ว่าด้านล่างจะได้พบอันตรายใดอีก อย่างใดเสียตัวท่านก็เป็นถึงประมุขตระกูลเว่ย หากสิ้นชื่ออยู่ที่นี่ย่อมไม่ดีแน่“
เว่ยเจ๋อโมโหจนหายใจแทบไม่ออก ฉุนเฉียวจนมีสีหน้าดำหน้าแดง
สองคนนี้รู้ดียิ่งนักว่าทำอย่างใดคนถึงจะโมโหตายได้!
คนตระกูลเว่ยสองสามคนที่ตามหลังมาเอ่ยโน้มน้าวเสียงต่ำว่า
“ท่านประมุข ตอนนี้พวกเราเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าสถานการณ์ด้านล่างจะเป็นอย่างใดแน่ รอให้แน่ใจค่อยว่ากันก็ได้กระมัง?”
“นั่นซีขอรับ! อย่างใดเสียซั่งกวนเยว่ผู้นั้นก็เป็นคนเปิดประตู ไม่ว่าอย่างใดพวกเราก็ต้องเข้าใจก่อนว่าที่นี่มีลักษณะเช่นไรแน่จึงจะวางใจได้ ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร?“
หากแตกหักกับอีกฝ่ายเสียที่นี่ เช่นนั้น…ใครจะเดาได้ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
เว่ยเจ๋อได้ยินดังนั้น รู้ว่าที่พวกเขาพูดใช่ว่าจะไร้เหตุผล จึงทำได้แค่ยับยั้งความโกรธในจิตใจลงชั่วคราว
“บัญชีหนี้ครั้งนี้ จะช้าหรือเร็วข้าต้องมาเอาคืนแน่!“
…
ภายในทางเดินกลับมาเงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง
หลงเหลือแต่เพียงเสียงลมหายใจและฝีเท้าของบรรดาฝูงชนเท่านั้น
แม้บริเวณรอบสี่ทิศจะยังคงสว่างไสวเช่นเดิม ทว่าบางทีอาจเป็นเพราะความหวาดกลัวและวิตกกังวลอันไร้ที่มา ยิ่งลงไปลึกเท่าไร บรรยากาศจึงยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น
คนด้านหลังต่างทยอยตามกันเข้ามาเรื่อยๆ
ฉู่หลิวเยว่ไม่ต้องเงยศีรษะก็รู้ว่าคนพวกนั้นที่อยู่ด้านนอกล้วนเข้ามาด้านในกันหมดเรียบร้อยแล้ว
หากคิดจะต่อสู้แย่งชิงอันใดกันด้านล่างนี้ก็ยิ่งทำได้ยากแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดก็เดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย
นางจดจ้องไปด้านหน้า จากนั้นก็พลันตกตะลึงจนนิ่งอึ้งอยู่กับที่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...