ตอนแรกหรงจิ้นกะจะยกเรื่องที่ฉู่หลิวเยว่แอบขายที่ดินล่าสัตว์มาทำให้จักรพรรดิจยาเหวินเกลียดชังนาง แล้วค่อยขอให้ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายของพวกเขา
แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายเรื่องราวจะกลายมาเป็นเช่นนี้ได้
ฉู่หลิวเยว่ขายที่ดินก็นับว่ามีความยากลำบากอยู่แล้ว แต่มันกลับเป็นผลมาจากโดนตระกูลฉู่กับเขาร่วมมือกันรังแกนางอีก
เรื่องแบบนี้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งโต้แย้งก็ยิ่งเสียเวลา
อีกอย่าง เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของราชวงศ์
เขารู้ว่านี่เป็นสิ่งที่เสด็จพ่อไม่ต้องการให้เห็นเด็ดขาด
เช่นนั้นเขาจึงต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม และพูดเรื่องยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกับฉู่หลิวเยว่ออกมาตรงๆ เพื่อตัดเยื่อใยให้ขาดสะบั้น
ถึงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ดีกว่าปล่อยให้เสด็จพ่อไม่พอใจเขา!
จักรพรรดิจยาเหวินมีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย และยังไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
บรรยากาศภายในตำหนักเงียบเป็นเป่าสาก
หรงจิ้นไม่รอช้ารีบพูดต่อทันที
“เสด็จพ่อ ลูกกับคุณหนูใหญ่ตระกูลฉู่มิได้มีใจต่อกัน ต่อให้แต่งงานด้วยกันไปก็ไม่มีความสุข มิสู้ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายเสียแต่ตอนนี้ เช่นนี้จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเรานะพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่หลิวเยว่หรุบตาต่ำ เพื่อบดบังแววตาดูถูก
ผู้ชายคนนี้ไม่คู่ควรกับนางเลยสักนิด ทั้งเจ้าเล่ห์และร้ายกาจ
รู้ๆ กันอยู่เพราะเขาคิดว่านางเป็นคนไร้ค่าไร้ความสามารถ ไม่คู่ควรเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทอันสูงส่งของเขา แบบนี้เขาเรียกว่าข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง
ระหว่างที่สัญญาหมั้นหมายยังอยู่ตั้งหลายปี เขาไม่เคยเอ่ยเรื่องยกเลิกสัญญาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับฉวยช่วงเวลาฉุกละหุกนี้พูดขึ้นมา
แน่นอนว่าฉู่หลิวเยว่เดาทางออกว่าเพราะอะไร
เขาเป็นถึงรัชทายาทผู้สูงศักดิ์ แต่ฉู่หลิวเยว่กลับเป็นเพียงคนไร้ความสามารถตั้งแต่กำเนิด หากเขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอร้องก่อนก็จะตกเป็นขี้ปากไพร่ฟ้าประชาชีได้
ฉู่หลิวเยว่ใช้ชีวิตในตระกูลฉู่ด้วยความยากจนข้นแค้น เขาไม่เพียงแต่ไม่สนใจไยดีปล่อยปละละเลยนาง แต่เขาคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าฉู่หลิวเยว่ไม่มีวันใช้ชีวิตไปจนถึงอายุสิบสี่
หากนางตายตั้งนานแล้วเขาก็คงกำจัดก้างชิ้นใหญ่ให้พ้นได้สบายๆ
แต่เขาจะไปรู้ได้อย่างไน ว่านางจะกลับมาเอาคืนเยี่ยงนี้!
เผชิญกับสถานการณ์ในวันนี้โดยการยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย เขาจะต้องกราบทูลแน่นอน
ดวงตาของจักรพรรดิจยาเหวินปิดลงครึ่งหนึ่ง และทุกคนไม่สามารถเดาความคิดของเขาได้
“เจ้าคิดดีแล้วหรือ”
หลังจากนั้นไม่นาน จักรพรรดิจยาเหวินก็พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
หรงซิวชี้แนะด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“รัชทายาท อันที่จริงคุณหนูใหญ่ฉู่ก็เป็นคนดี เมื่อครู่นี้นางสามารถปราบอสูรได้ด้วยมิใช่หรือ แม้ร่างกายของนางจะไร้พลังปราณ แต่วันนี้นางก็ดูเป็นคนมีความสามารถนะพ่ะย่ะค่ะ…”
หรงจิ้นมีสีหน้าเคร่งขรึมกว่าเดิม
อันที่จริงตอนที่ฉู่หลิวเยว่สามารถฆ่าอสูรงูหลามทองคำเมี่อครู่นี้ เขาก็ตกตะลึงเหมือนกัน แต่เมื่อลองสังเกตดีๆ ก็พบว่าไม่มีพลังปราณใดๆ เคลื่อนไหวอยู่ในร่างกายของฉู่หลิวเยว่
ที่นางสามารถเอาชนะได้ สาเหตุหลักก็คือนางบังเอิญหาจุดอ่อนของอสูรงูหลามทองคำเจอแล้วโจมตีอย่างสุดกำลัง
แต่ลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้ใช้เพียงครั้งสองครั้งยังพอไหว แต่มากกว่านี้คงไม่มีทาง
ความแข็งแกร่งต่างหากถึงจะเป็นความมั่นคงที่แท้จริง!
หรือว่าฉู่หลิวเยว่คนนี้สามารถฟื้นฟูชีพจรที่ไม่สมบูรณ์กว่าสิบปีได้แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงจุดนี้ หรงจิ้นก็กล่าวอย่างหนักแน่น
“ลูกคิดดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เขาต้องการสืบทอดบัลลังก์ในอนาคต คนอย่างฉู่หลิวเยว่ ก็เป็นได้เพียงแค่จุดด่างพร้อยในชีวิตของเขาเท่านั้น
“แน่นอน เพื่อเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคุณหนูใหญ่ฉู่ ลูกยินดีชดใช้ให้พ่ะย่ะค่ะ”
หรงจิ้นพูดพลางมองไปที่ฉู่หลิวเยว่
“เจ้ามีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ แค่บอกมา ข้าก็จะทำให้พอใจแน่นอน”
นี่คิดจะถีบหัวส่งนางแล้วยังจะเอาความดีใส่ตัวอีกหรือ
จะมีสิ่งที่ดีเช่นนี้ในโลกได้อย่างไร
ฉู่หลิวเยว่เชิดคางขึ้น ปราดตามองหรงจิ้นแล้วเม้มริมฝีปาก
“องค์ชายรัชทายาท คือ…อันที่จริงข้าเคยชื่นชมพระองค์มากเลยเพคะ…”
หรงซิวที่เพิ่งยกถ้วยชาขึ้นมาก็หยุดชะงักทันที แล้ววางถ้วยชาลงโดยมิส่งเสียง จากนั้นกวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์