หลินเจี้ยนเฟิงพูดว่า “ทุกเดือนพอถึงวันที่ลงท้ายด้วยเก้า จะเปิดตลาด วันนี้วันที่ยี่สิบเก้า พอดีกับวันที่ตลาดจักรพรรดิเพิ่งเปิด”
อู๋เป่ยหันไปบอกเซี่ยเหย่เทียนว่า “เซี่ยเหย่เทียน พวกเราไปเดินตลาดจักรพรรดิหน่อย พวกนายก็เล่นกันต่อเถอะ”
ที่จริงเซี่ยเหย่เทียนก็อยากตามไปเหมือนกัน ทว่ารู้ดีว่ายังสนิทกับอู๋เป่ยไม่ถึงขนาดนั้น จึงรีบพูดว่า “ได้ครับคุณชายอู๋ ไว้มีเวลาค่อยนัดเจอกันอีก”
พอทั้งสี่คนแยกกันไปแล้ว เย่หนิงปิงก็พูดขึ้นว่า “ฉันได้ยินมาว่าบนตลาดจักรพรรดิ มีร้านเก่าแก่ร้อยปีหลายร้าน อยากไปเดินดูนานแล้ว”
อู๋เป่ยถามว่า “ร้านเก่าแก่ร้อยปีอะไรเหรอ?”
เย่หนิงปิงตอบ “ร้านขายยาเหลียงเซียงที่ขายสมุนไพร เปิดมากว่าสามร้อยปีแล้ว; ร้านเหล็กซวีที่ขายอาวุธ มีประวัติราวสี่ร้อยปี นอกจากนี้ยังมีหอว่านฝูที่ขายยันต์เวท กับห้องโอสถเซียนที่ขายยาอายุวัฒนะสารพัดชนิด ต่างก็เปิดมานานเกินสามร้อยปีกันทั้งนั้น”
อู๋เป่ยยิ้มแล้วว่า “ไม่คิดเลยว่าในนครศักดิ์สิทธิ์จะมีที่แบบนี้อยู่ น่าจะมาให้เร็วกว่านี้”
หลินเจี้ยนเฟิงว่า “พี่อู๋ มาตอนนี้ก็ยังไม่สายหรอก”
ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสามก็ขึ้นรถคันหนึ่ง ส่วนหัวกวนซื่อก็พาคนของเขาไปนั่งรถอีกคันขับนำหน้าไป
สือไห่จื่อมีพื้นที่กว่าร้อยตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นภูเขากับทะเลสาบ ตลาดจักรพรรดิตั้งอยู่กลางพื้นที่ภูเขาช่วงหนึ่ง รถแล่นไปสิบกว่านาทีก็ถึงทางเข้าตลาดจักรพรรดิ
การจะเข้าไปในตลาดจักรพรรดิก็มีเกณฑ์อยู่เหมือนกัน ต้องจ่ายเงินหนึ่งล้านเพื่อซื้อบัตรผ่านหนึ่งใบ เงินหนึ่งล้านสำหรับผู้บำเพ็ญกับพวกคนรวยไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็พอจะกันพวกคนว่างงานที่อยากเข้าไปดูความวุ่นวายให้อยู่นอกตลาดได้
หัวกวนซื่อเป็นคนซื้อตั๋วให้ แล้วทุกคนก็ทยอยเดินเข้าไปทีละคน
พอเข้าไปด้านใน ด้านหน้าคือถนนหินคดเคี้ยวขึ้นเขา เดินไปแค่ไม่กี่สิบเมตรก็เริ่มมีแผงลอยเรียงราย ทว่าอะไรต่อมิอะไรบนแผงลอยเหล่านั้นไม่อาจดึงดูดสายตาของอู๋เป่ยได้ พวกเขาจึงมุ่งหน้าไปยังร้านค้าที่สร้างอยู่กึ่งกลางเขาโดยไม่แวะ
สองฝั่งถนนขึ้นเขามีอาคารปลูกเรียงราย กลิ่นอายโบราณเข้มข้น บางหลังมีขนาดใหญ่โตนัก ขยายตัวลานบ้านลึกล้ำขึ้นไปบนเขา
ผู้คนบนถนนมีมากมาย เดินเข้าออกตลาดจักรพรรดิไม่ขาดสาย เดินไปได้ราวหนึ่งลี้ ก็เห็นร้านใหญ่ร้านหนึ่งตั้งอยู่ นั่นคือร้านเหล็กซวี ร้านนี้ค้าขายคึกคัก คนเข้าออกแน่นขนัด มีไม่น้อยที่มาซื้ออาวุธกันที่นี่
หลินเจี้ยนเฟิงรีบพูดว่า “ตระกูลสวีได้รับเคล็ดวิชาต้นตำรับด้านการหลอมอาวุธ เคยสร้างทหารเทพออกมามากมาย โดยเฉพาะอาวุธที่ท่านซวีเป็นคนตีเองนั้น ต่อให้ทุ่มทองคำมหาศาลก็ยังหาซื้อได้ยาก มักต้องต่อคิวรอกันอยู่นานกว่าจะได้สักชิ้น”
อู๋เป่ยไม่ได้สนใจอาวุธเป็นพิเศษ ต่อให้อาวุธดีแค่ไหน จะไปสู้มีดกระดูกภัยพิบัติและดาบบินเก้าด้ามของเขาได้ แต่ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว อีกทั้งหลินเจี้ยนเฟิงกับเย่หนิงปิงก็อยากเลือกดูของสักหน่อย เขาจึงเดินตามเข้าไปด้วย
พอเข้าร้านไป ในลานก็มีอาวุธวางเรียงรายกลางแจ้งมากมาย อู๋เป่ยหยิบดาบเหล็กดำเล่มหนึ่งขึ้นมา ตัวดาบหนักมือทีเดียว คมดาบแหลมกริบ เขาดีดนิ้วใส่ใบดาบดังแกร็ง เสียงดาบร้องใสกังวานไม่จางหายไปง่าย ๆ
“ดาบดี!” อู๋เป่ยเผลอเอ่ยปากชม
หลินเจี้ยนเฟิงหัวเราะพลางว่า “ดาบที่วางไว้ข้างนอก ราคาโดยมากก็ระดับหลายล้านต่อเล่ม ของดีจริง ๆ อยู่ด้านในต่างหาก”
ทั้งสามเดินเข้าโถงด้านใน โถงสูงราวสิบเมตร กว้างขวางมาก กลางโถงตั้งแท่นวางดาบขนาดมหึมา บนแท่นมีจวี้เจี้ยนยาวราวสามเมตรวางอยู่ แผ่ไอสังหารน่าหวาดหวั่น ภายในระยะสิบก้าวทำให้คนรู้สึกขนลุกซู่ ภายในห้าก้าว ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญก็ไม่กล้าเข้าใกล้
รอบ ๆ จวี้เจี้ยนเล่มนั้นมีคนมุงดูอยู่ไม่น้อย บางคนใจกล้าอยากจะเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ทว่าพอเดินถึงราวห้าก้าวก็ต้องหยุดฝีเท้ากันหมด
รอบโถงยังจัดแสดงดาบวิเศษและดาบมีดชั้นดีอีกมากมาย ข้างอาวุธแต่ละชิ้นจะมีพนักงานแนะนำสินค้ายืนประจำ คอยอธิบายรายละเอียดให้ลูกค้า
หลินเจี้ยนเฟิงกล่าวว่า “ดาบในนี้ เล่มถูกสุดก็ยังต้องหลายสิบล้านต่อเล่ม แพงหน่อยก็พุ่งถึงหลักหลายร้อยล้าน หลักพันล้านเลยทีเดียว”
เย่หนิงปิงเดินวนดูรอบหนึ่ง ก็เหลือบไปเห็นดาบเล่มหนึ่ง ฝักดาบหุ้มหนังงูหลามสีน้ำเงิน ตรงปลายฝักเป็นไม้จื่อถาน ผิวฝักฝังอัญมณีวิเศษไว้มากมายแวววาวระยิบระยับ นางหยิบดาบยาวขึ้นมา ชักคมดาบออกจากฝัก เห็นว่าใบดาบค่อนข้างแคบ กว้างราวสองนิ้ว ผิวดาบมีลวดลายคล้ายเกล็ดปลา แผ่ไอเย็นอำมหิตออกมา
อู๋เป่ยเห็นดาบเล่มนั้นก็ว่า “ดาบใช้ได้”
พนักงานหญิงวัยราวยี่สิบคนหนึ่งยิ้มแล้วอธิบายว่า “ดาบเล่มนี้ชื่อ ‘ดาบเจ็ดเสียง’ พอดาบออกจากฝักจะส่งเสียงเจ็ดแบบ คอยรบกวนจิตใจศัตรู”
“ดาบเล่มนี้ฉันเอา” อยู่ ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงดังมาจากด้านหลัง
อู๋เป่ยจะตามออกไปด้วย แต่เย่หนิงปิงยิ้มแล้วว่า “เรื่องแค่นี้ ฉันจัดการเองได้ เดี๋ยวก็กลับมา”
อู๋เป่ยรู้พื้นฐานของเย่หนิงปิงดีจึงไม่กังวลนัก เขาพยักหน้า “อืม ระวังตัวด้วย”
เย่หนิงปิงกับคุณหนูบ้านแม่ทัพใหญ่โหยวคนนั้นออกจากร้านไปด้วยกัน ไม่รู้ว่าจะไป “คุย” กันอย่างไร
ก่อนหลังไม่ถึงห้านาที ขณะที่อู๋เป่ยกำลังยืนดูดาบสั้นเล่มหนึ่ง เย่หนิงปิงก็กลับมาแล้ว กล่องดาบในมือนางหายไป กลายเป็นถือดาบเจ็ดเสียงเปลือยอยู่ในมือแทน
พอเดินมาหยุดตรงหน้าอู๋เป่ย หลินเจี้ยนเฟิงก็อดถามไม่ได้ว่า “คุณหนูเย่ พวกเขา…”
เย่หนิงปิงตอบเสียงเรียบ “ฉันฟันล้มไปสอง ที่เหลือวิ่งหนีกันหมดแล้ว”
หลินเจี้ยนเฟิงยกนิ้วโป้งให้ “คุณหนูเย่นี่สุดยอด แต่แม่ทัพใหญ่โหยวมีอิทธิพลในหมู่ขุนนางสายทหารไม่น้อย เธอไปอัดลูกสาวเขาแบบนี้ อีกฝ่ายคงไม่ยอมจบง่าย ๆ แน่”
อู๋เป่ยถามว่า “แม่ทัพใหญ่โหยวมีตำแหน่งอะไร?”
“แม่ทัพใหญ่โหยวรับผิดชอบกองทหารรักษาการณ์ประตูเหนือสามแห่ง มีกำลังพลอยู่ใต้คำสั่งราวเจ็ดถึงแปดพันนาย งานเฝ้าประตูนี่แหละฟันกำไรลับได้มากที่สุด ใครจะเข้าใครจะออกก็ต้องดูสีหน้าพวกเขา”
อู๋เป่ยว่า “ก็แค่พวกเฝ้าประตูเท่านั้นเอง”
เย่หนิงปิงไม่ได้นำพาเรื่องนี้ใส่ใจ นางถาม “พวกคุณเจออาวุธที่ถูกใจหรือยัง?”
อู๋เป่ยส่ายหน้า “ยังเลย” จากนั้นสายตาก็หันไปจ้องยังดาบเล่มใหญ่กลางโถง
หลินเจี้ยนเฟิงรีบพูดว่า “พี่อู๋ ดาบเล่มนั้นคือสมบัติคู่ร้านของร้านเหล็กซวี ชื่อว่าดาบเจ็ดดาวหลงหยวน เป็นผลงานของปรมาจารย์หลอมดาบยุคโบราณ แต่ดาบเล่มนี้ยากจะถูกปราบให้อยู่ในอำนาจ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมียอดฝีมือมากมายพยายามจะครอบครองมัน ทว่าล้มเหลวกันหมดทั้งสิ้น สมัยก่อนท่านซวีมีความชอบในการสถาปนาแผ่นดิน เซี่ยหวงจึงพระราชทานดาบเล่มนี้ให้ท่านซวี”
พนักงานหญิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยเสริมว่า “ท่านซวีเคยพูดไว้ว่า ใครสามารถดึงดาบเจ็ดดาวหลงหยวนออกจากแท่น แล้วใช้ดาบนั้นร่ายเคล็ดดาบตามที่สลักอยู่บนกำแพงกระบี่ได้ ตระกูลสวี่จะยกดาบเล่มนี้ให้ผู้นั้นทันที!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดคุณหมอตาวิเศษ
เรื่องนี้ไม่มีเปิดให้อ่านฟรีประจำวันแล้วเหรอครับ *-*...
ทำไมบางตอนถึงสั้นจังครับ...
เสียตังด้วยออ...
ก็แค่นิยายก๊อปปี้เนื้อเรื่องกันไปมาทำไมต้องเสียตังอ่าน😛😛😛...
ชอบอ่านฟรีมากกว่า555...
เวปนี้เสียเงินด้วยหรือผมอ่านมาหลายเรื่องแล้วผึ่งมาเจอระยะหลังต้องเสียเงิน...
น่าจะมีหักทาง ทรูมันนี่วอเล็ตบ้างนะคับ...
ใครเคยเติมบ้างแล้วครับ เติมแล้วเป็นอย่างไรบ้าง...
แล้วเติมเหรียญยังงัย...
อ่านมาเพิ่นๆหลังๆมาเสียตังซะแล้ว...