นางฝันเห็นเฉิงลู่อีกแล้ว!
สีหน้าที่น่ากลัว กรรไกรที่วิบวับแวววาว สองมือขาวเนียนละเอียดที่ถูกย้อมจนแดงฉานด้วยเลือด ท้องฟ้าสีครามราวถูกฟอกด้วยน้ำ ความเจ็บปวดที่มากจนไม่อาจสูดลมหายใจ ทั้งหมดผสมคละเคล้าเข้าไว้ด้วยกัน เสมือนกับตาข่ายที่กางออก แล้วรัดนางไว้แน่นอยู่กลางตาข่าย
พี่สาวบอกว่า นางถูกรบกวนด้วยสิ่งของที่ไม่ดี
แต่เพราะเหตุใดทุกอย่างในความฝันนั้นช่างเสมือนจริงนัก
นางจำได้อย่างแม่นยำแม้กระทั่งอุณหภูมิของเลือดที่อาบอยู่บนมือและความเจ็บปวดยามถูกบีบคอแน่น
ทว่าหากว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แล้วนางหนีรอดจากเงื้อมมือของเฉิงลู่ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และยังกลับมาในช่วงเวลาที่ตนเองอายุสิบสองปีอย่างปลอดภัยได้อย่างไร
ภายในจิตใจของโจวเสาจิ่นเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและไม่เข้าใจ ยังมีความไม่สงบอีกเล็กน้อย
เตียงขนาดเล็กที่ทาด้วยน้ำมันเคลือบเงาแขวนไว้ด้วยผ้าม่านบางเบาที่ทอจากใยหนอน แสงจางๆ ของยามรุ่งสางลอดเข้ามาตามช่องตาข่ายหน้าต่างที่ติดไว้ด้วยกระดาษ ทำให้มองเห็นโถดอกเหมย แจกันลายดอกไม้ และต้นอวี้ซื่อ [1] ที่วางประดับอยู่บนชั้นวางแกะสลักที่ทาด้วยน้ำมันเคลือบสีแดงอันล้ำค่าที่ตั้งอยู่ด้านข้างของหน้าต่างนั้นได้รางๆ
นี่คือห้องนอนของนาง
ห้องนอนที่อยู่มาแล้วสิบสองปี
ภายในความทรงจำของนาง หลังจากนี้นางยังจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสามปี จนกระทั่งอายุสิบห้าปี…เฉิงลู่และอู๋เป่าจางหมั้นหมายกันแล้ว นางถูกเฉิงเจียหลอกให้ไปด้านหลังสวนดอกไม้ ได้พบกับเฉิงสวี่ที่ดื่มเหล้ามาจนเมามาย
โจวเสาจิ่นตัวสั่นเล็กน้อย หยุดความทรงจำนั้นลงกะทันหัน
จะต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นเป็นแน่!
นางนึกแล้วนึกอีก ดึงผ้าห่มออกและลงจากเตียง เดินไปยังห้องเล็กที่อยู่ด้านข้าง
ข้างในนั้นมี**บของนางวางไว้ และยังมีกระจกทรงตะวันตกขนาดครึ่งตัวหนึ่งบานที่ท่านพ่อให้คนขนกลับมาฝากนางและพี่สาวเมื่อหลายวันก่อน
หน้าตาของคนในกระจกราวกับภาพวาด ท่วงท่าอ่อนโยนบอบบาง รูปโฉมงามสง่า เสมือนกับต้นกล้วยไม้บริสุทธิ์ต้นหนึ่งที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันอยู่ในห้องเรือนกระจก ชูช่อพร้อมที่จะเบ่งบาน
นี่คือตนเองอย่างแน่นอน
ทว่าก็เหมือนกับว่าไม่ใช่!
ในความคิดของโจวเสาจิ่นมีอีกหนึ่งใบหน้าปรากฎออกมา
ผิวที่ขาวเนียนละเอียด คิ้วที่ขมวดมุ่น สภาพที่ดูเหนื่อยล้า ใบหน้าที่บางซีด…ลักษณะใบหน้าคล้ายกับคนในกระจกเจ็ดถึงแปดส่วน ทว่าสีบนใบหน้ากลับไม่เท่าหนึ่งในสามส่วนของคนในกระจก…เสมือนกับว่าคนในกระจกได้รับความเจ็บปวดมา จนสีซีดเผือด
นั่นถึงจะดูเหมือนเป็นตนเอง!
ความคิดแวบขึ้นมา โจวเสาจิ่นตื่นตกใจอย่างมากไปทีหนึ่ง
ทว่าเมื่อเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ก็ราวกับน้ำที่ล้นภูเขาทองคำ ที่อุดอย่างไรก็อุดไว้ไม่อยู่
นางฝันร้ายหรือ เห็นได้ชัดว่าเป็นการเกิดใหม่ด้วยซ้ำ!
ทว่าพี่สาวคือคนที่เชื่อถือได้และพึ่งพาได้มากที่สุดในชีวิตของนาง จะหลอกนางได้อย่างไร
โจวเสาจิ่นกัดริมฝีปาก อยากจะขยับเข้าไปใกล้หน้ากระจกแล้วมองอย่างละเอียดอีกครั้ง ทว่ากลับมีเสียงบางอย่างดังเข้ามาจากนอกประตู และยังมีเสียงเบานุ่มและอ่อนโยนทว่าสงบใจผู้คนได้ของพี่สาว โจวชูจิ่น “คุณหนูรองยังไม่ตื่นอีกหรือ เมื่อคืนนางหลับสบายดีหรือไม่ ได้พูดอะไรแปลกๆ อีกหรือเปล่า”
“ไม่มีเจ้าค่ะ” เป็นเสียงตอบของแม่นมฝานหลิวซื่อของโจวเสาจิ่น “ธูปหอมคลายความเครียดที่ท่านผสมขึ้นมาเองนั้นใช้ได้ผลยิ่งนัก คุณหนูรองนอนหลับจนถึงฟ้าสว่าง ข้ากับซือเซียงเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียงตลอด จนเห็นว่าฟ้าสว่างแล้วจึงเหลือชุนหว่านเอาไว้ แล้วกลับห้องมาล้างหน้าล้างตา”
โจวเสาจิ่นออกมาจากห้องเล็กด้านข้างนั้นอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วเอนตัวนอนลงบนเตียง
มองเห็นเพียงผ้าม่านโยกไหวทีหนึ่ง โจวชูจิ่นก็เดินเข้ามาด้วยความช่วยเหลือจากฉือเซียงสาวใช้ผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
“ลำบากพวกเจ้าแล้ว!” นางกล่าว “เดี๋ยวให้แม่นมฝานไปเบิกเงินจากสมุดบัญชีมาห้าเหลี่ยง ถือเสียว่าเป็นค่าขนมที่ข้ามอบให้ทุกคน”
ซือเซียงกล่าวขอบคุณเสียงเบาสองสามครั้ง
โจวชูจิ่นเดินเข้ามา
โจวเสาจิ่นหลับตาลงแสร้งทำเป็นหลับ
โจวชูจิ่นไม่ได้สงสัยอะไร โน้มตัวลงไปแตะหน้าผากของโจวเสาจิ่นอย่างอ่อนโยน ยังกระชับผ้าห่มแนบลำตัวให้นาง หลังจากนั้นถอนหายใจทีหนึ่ง สั่งแม่นมฝานหลิวซื่อเสียงเบาว่า “เพราะว่าธูปหอมนี้ใช้ได้ผล ต่อจากนี้ไปยามคุณหนูรองเข้านอน พวกเจ้าก็จงจุดมันไว้ ข้าได้รับอนุญาตจากท่านยายแล้ว วันนี้จะเดินทางไปที่วัดฮุ่ยจี้ทางตอนใต้ของเมืองเสียหน่อย ได้ยินมาว่าน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของท่านแม่ชีจิ้งฟาง ท่านเจ้าอาวาสวัดนั้นสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายและรักษาโรคได้อย่างหายขาด ข้าจะไปทำพิธีให้คุณหนูรอง และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าทุกคนอยู่ในจวนดูแลคุณหนูรองให้ดี ห้ามให้เกิดเรื่องวุ่นอันใดขึ้นเป็นเด็ดขาด ข้าจะรีบกลับมาก่อนยามเซินเจิ้ง [2] หากว่ามีคนถามว่าทำไมช่วงสองวันนี้ไม่เห็นคุณหนูรอง เจ้าก็บอกไปว่าคุณหนูยังไม่หายดีจากไข้หวัด ไม่เหมาะจะออกไปข้างนอก เข้าใจหรือไม่” ตอนที่กล่าวถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของนางเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“เจ้าค่ะ!” บรรดาสาวใช้เห็นสีหน้าของนาง ทุกคนล้วนรับคำสั่งด้วยความระมัดระวัง
โจวชูจิ่นแตะที่หน้าผากของโจวเสาจิ่นอีกครั้ง แล้วค่อยออกจากห้องไป
ขอบตาของโจวเสาจิ่นเปียกชุ่ม
รัชศกจื้อเต๋อที่สิบสี่ โจวเจิ้นได้เลื่อนขั้นไปปกครองอยู่ที่เมืองหนานชางแห่งเจียงซี
เขาแต่งงานใหม่อีกครั้ง
เขาเขียนจดหมายกลับไปที่จินหลิงด้วยประสงค์จะรับบุตรสาวทั้งสองคนมาที่หนานชาง
เรื่องราวกว่าเจ็ดปี แม้แต่การเลี้ยงลูกสุนัขหรือลูกแมวสักตัวก็ยังเกิดความผูกพัน นับประสาอะไรกับเด็กสาวสองคนที่อ่อนเยาว์และงดงามราวกับดอกไม้และหยก ผู้ปรนนิบัติและมอบความสุขให้ในทุกๆ วัน ฮูหยินผู้เฒ่ากวนนึกขึ้นแล้วก็เจ็บปวดหัวใจราวกับหัวใจถูกควักออกมาอย่างไรอย่างนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ส่งโจวเสาจิ่นสองพี่น้องไป ทั้งกล่าวว่า “ชูจิ่นกำลังจะแต่งออกไปเป็นฮูหยินเอกให้กับตระกูลเลี่ยว ฮูหยินที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ผู้นั้นก็มาจากตระกูลพ่อค้า เกรงว่าตัวหนังสือก็อาจจะรู้เพียงไม่กี่คำ แล้วจะให้คำแนะนำสั่งสอนชูจิ่นและเสาจิ่นได้อย่างไร ให้พวกนางสองพี่น้องอยู่กับข้านี่แหละ! เช่นนี้แล้วในวันข้างหน้าก็จะเป็นการดีต่อเสาจิ่นยามถึงคราวต้องจับคู่ดูตัว”
ในเวลานี้โจวชูจิ่นที่อายุได้สิบสี่ปีเติบโตขึ้นมาด้วยรูปโฉมงดงาม สุภาพเรียบร้อย เฉกเช่นเดียวกับดอกบัวที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาอย่างสง่างาม นายท่านใหญ่เฉิงจิงแห่งตระกูลเฉิงจวนหลักเป็นผู้ทาบทามให้หมั้นหมายไปเป็นฮูหยินให้กับเลี่ยวเส้าถัง บุตรชายผู้สืบทอดตระกูลเลี่ยวแห่งเมืองเจิ้นเจียง ผู้ซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในราชสำนักแห่งเจียงหนานเหมือนกัน ผ่านมาหลายปีก็ใกล้จะถึงเวลาต้องทำพิธีปักปิ่นแล้ว
เพื่อเห็นแก่เรื่องการแต่งงานของลูกสาวทั้งสอง โจวเจิ้นจึงทำได้เพียงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม
โจวเสาจิ่นและพี่สาวจึงอยู่เช่นนี้ต่อไป กลายเป็นว่าอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลเฉิงไปแล้วอีกสี่ปี
กระทั่งโจวเสาจิ่นตื่นขึ้นจากการลื่นไถลตกลงมาจากบนหิน ลืมตาขึ้นมากลับพบว่าตนเองนั้นไม่เพียงกลับมาถึงเรือนสวนดอกไม้หอมที่เคยอาศัยอยู่ตอนเป็นเด็ก ลักษณะรูปร่างของตนเองก็เปลี่ยนกลับไปเป็นช่วงที่อายุสิบสองปีด้วย ทันใดนั้นก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ รับรู้เพียงออกตามหาพี่สาวด้วยใบหน้าขาวซีด รอจนได้พบกับพี่สาว นางเองก็เปลี่ยนจากสตรีที่แต่งงานแล้วในวัยสามสิบ กลายมาเป็นดรุณีแรกแย้มคนหนึ่งที่อายุสิบเจ็ดสิบแปดปี เบื้องหน้านางดับวูบ และเป็นลมไป
เมื่อนางได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ห้องก็ยังคงเป็นห้องเดิมห้องนั้น ตนเองก็ยังคงเป็นตนเองคนเดิมคนนั้น พี่สาวและแม่นมจับกลุ่มอยู่ข้างเตียง คนหนึ่งนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นกังวล อีกคนหนึ่งนั้นก็ร้องไห้จนดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ ซือเซียงกับฉือเซียงยิ่งแล้วใหญ่ เดินไปเดินมาอย่างร้อนรน
เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
นางหนีรอดมาจากเงื้อมมือของเฉิงลู่ได้อย่างไร
ทำไมไม่ใช่นางที่กลับชาติมาเกิดใหม่ แต่เป็นการย้อนกลับมาตอนที่อายุสิบสองปี
โจวเสาจิ่นไม่เข้าใจ ตัวสั่นเล็กน้อย
โจวชูจิ่นเพียงคิดว่าโจวเสาจิ่นฝันร้ายเลยทำให้นางตกใจกลัว จึงกอดนางไว้แล้วพูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่หยุด
อ้อมกอดที่อบอุ่น คำพูดที่อ่อนโยน กลิ่นที่คุ้นเคย และยังความเชื่อใจที่มีต่อพี่สาว ทำให้จิตใจของโจวเสาจิ่นค่อยๆ สงบลง นางให้สาวใช้ในห้องออกไป ร้องไห้สะอึกสะอื้นเล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอมาให้พี่สาวฟัง
[1] ต้นอวี้ซื่อ แปลว่า ต้นบอนไซหยก
[2] ยามเซินเจิ้ง คือเวลาบ่ายสีโมง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน