เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 2

ตอนที่ 2 ไม่เชื่อ
โจวชูจิ่นในวัยสิบแปดปีลมแทบจับเมื่อได้ฟังเรื่องที่เล่ามา

ถึงแม้ว่าท่านบรรพบุรุษเฉิงซวี่แห่งตระกูลเฉิงจะลาออกจากราชสำนักแล้วเนื่องด้วยอาการเจ็บป่วยเมื่อสิบปีที่ก่อน ทว่าลูกศิษย์ ผู้ติดตาม หรือสหายเก่าแก่ก็ยังมีอยู่ทั่วทุกหนแห่งทั้งในและนอกราชสำนัก ยังคงมีอิทธิพลหลงเหลืออยู่ นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เฉิงจิงแห่งตระกูลเฉิงจวนหลักดำรงตำแหน่งจิ่วชิง [1] อีกเพียงหนึ่งขั้นก็จะได้รับมอบตำแหน่งเป็นหัวหน้าในกรมวัง เฉิงสวี่จากตระกูลเฉิงจวนหลัก เฉิงสือจากตระกูลเฉิงจวนรอง เฉิงเจิ้งจากตระกูลเฉิงจวนสาม เฉิงเก้าจากตระกูลเฉิงจวนสี่ ล้วนแต่เป็นเมล็ดพันธ์แห่งผู้มีความรู้ สอบผ่านได้เป็น ซิ่วไฉ [2] แล้ว ทั้งยังมีชื่ออยู่ในกลุ่มผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ผู้ใดบ้างที่ไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นในเวลานี้ จะทำเรื่องที่ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเสื่อมเสียได้อย่างไร?

นางตกใจอย่างมาก ด้วยกำลังต่อต้านความรู้สึกจนไม่ได้ปิดปากน้องสาวให้แน่น

หรือตอนหกล้มที่ข้างทะเลสาบเกิดเรื่องผิดปกติขึ้น?

ไม่เช่นนั้นแล้ว น้องสาวที่เชื่อฟังและน่ารักมาตลอดนั้นจะพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาได้อย่างไร

โจวชูจิ่นตกใจจนหัวใจเต้นตึกตัก ไม่กล้าแสดงอะไรออกมาทางสีหน้า ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องพูดปลอบโยนน้องสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจ้าเพียงฝันร้ายเท่านั้น!”

โจวเสาจิ่นงงงัน

พี่สาวผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งและใกล้ชิดนางที่สุดไม่เชื่อนาง ทั้งยังมาบอกนางอย่างสดใสว่า นางเพียงฝันร้ายไปเท่านั้น!

ความฝันจะเสมือนจริงขนาดนี้ได้อย่างไร

โจวเสาจิ่นไม่เชื่อ

นางรีบเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตในตอนนั้นให้พี่สาวฟัง ทว่าพี่สาวกลับดวงตาแดงก่ำและจับมือของนางไว้ กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “ข้ารู้ ข้ารู้ ที่เจ้าพูดมานั้นถูกต้องทุกอย่าง เพียงแต่ว่าตอนนี้ดึกแล้ว เจ้าต้องพักผ่อนแล้ว รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าก่อน พี่สาวค่อยมาฟังเจ้าเล่า ดีหรือไม่”

เป็นเพียงคำพูดที่ต้องการเอาใจ ปลอบโยนและทำให้สงบลงเท่านั้น

หัวใจของโจวเสาจิ่นหนักอึ้ง

นางไม่รู้จะรับมือกับพี่สาวแบบนี้อย่างไร จึงเลี่ยงมองไปทางหน้าต่าง

เวลานี้เป็นช่วงพลบค่ำพอดี แสงยามโพล้เพล้ย้อมชานเรือนจนกลายเป็นสีเหลืองส้มอบอุ่น บ่าวเด็กในจวนหลายคนกำลังเล่นเตะลูกขนไก่ เสียงหัวเราะของพวกนางเสมือนกับเสียงระฆังเงินที่ดังก้องกังวานอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในลาน ป้าตู้ที่เป็นบ่าวในครัวนั้นยิ้มกว้างขณะกำลังยกสำรับข้าวข้ามมาจากตรงกลางลาน บ่าวเด็กๆ เหล่านั้นเกือบจะชนนางเข้า ป้าเจ้าที่เป็นบ่าวทำความสะอาดเรือนนั้น ไม่รู้ว่าพุ่งออกมาจากที่ใด ทั้งดึงแขนเสื้อทั้งเอ็ดเสียงดังใส่บ่าวเด็กเหล่านั้น บ่าวเด็กเหล่านั้นหวาดกลัวได้แต่ก้มหัวโค้งตัวลง รีบกล่าวขอความเมตตาไม่หยุด ป้าตู้ผู้ใจดี ยืนขวางอยู่ที่ด้านหน้าของเด็กๆ ออกหน้าพูดแทนให้

ต้นองุ่นกำลังผลิใบอ่อน ดอกกุหลาบเลื้อยตรงมุมกำแพงกำลังเบ่งบานราวกับเพลิงราวกับดอกถูอย่างมีชีวิตชีวา ดอกอวี้หลานดอกใหญ่ขาวเนียนราวหยก ห้อยกระจัดกระจายบนต้นอวี้หลานต้นสูง

หากว่านี่คือดินแดนแห่งความฝัน แล้วตนเองเล่าจะนับเป็นตัวอะไร

ในใจของโจวเสาจิ่นเย็นยะเยือก

หรือจะเป็นตนเองที่เข้าใจผิด?

ขณะที่มองไปยังพี่สาวที่ถึงแม้จะดูเป็นกังวล แต่ก็ยังเป็นคนที่รอบคอบรัดกุมเฉกเช่นเมื่อก่อน ทันใดนั้นโจวเสาจิ่นไม่อาจมั่นใจได้ว่า แท้จริงแล้วตนเองเพียงแค่ฝันร้ายไปอย่างที่พี่สาวพูด หรือจะเป็นอย่างที่ตนเองคิดว่าเป็นการกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

โจวชูจิ่นช่วยจัดหมอนให้น้องสาวด้วยตัวเอง ประคองโจวเสาจิ่นให้นอนลง กล่าวขึ้นว่า “เด็กดี พี่สาวจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจ้า เจ้าหลับตาลงแล้วนอนสักตื่น ตื่นขึ้นมาอะไรๆ ก็จะดีขึ้น”

สุดท้ายแล้ว ก็ยังไม่เชื่อนาง

อารมณ์ของโจวเสาจิ่นสับสนว้าวุ่น

คำพูดของพี่สาวอาจจะถูกต้องแล้วก็ได้!

นางปลอบใจตัวเอง หลับตาลง

กลางดึก นางถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยฝันร้าย

พี่สาวที่นอนหลับอยู่ข้างกายนางคลานขึ้นมาในทันที กอดนางเอาไว้ในอ้อมกอดแน่น ตบหลังนางเบาๆ กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “เด็กดี ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว พี่สาวอยู่ข้างๆ เจ้า!”

ร่างกายของโจวเสาจิ่นเต็มไปด้วยเหงื่อ อยากจะพูดอะไรกับพี่สาวสักหน่อย พอเหลือบตาขึ้น กลับพบว่าในดวงตาของพี่สาวนั้นมีความกลัวพาดผ่านอยู่เล็กน้อย

อย่างไรแล้วพี่สาวก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบแปดปีผู้หนึ่ง นางเพียงผู้เดียวกลับต้องพาน้องสาวที่ยังเด็กนักไปอาศัยอยู่ที่จวนของผู้อื่น ก็ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ตื่นตระหนก เป็นกังวลและตกใจกลัว!

โจวเสาจิ่นนิ่งงัน เป็นครั้งแรกที่ตระหนักได้ว่า พี่สาวในสายตาของตัวเองผู้ซึ่งเข้มแข็งและทำได้ทุกอย่างนั้น อย่างไรแล้วก็เป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาผู้หนึ่ง แล้วก็มีช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีคนมาปกป้องและให้พึ่งพิง

มุมปากของนางสั่นเทา สุดท้ายก็เม้มปากแน่น และไม่พูดอะไร

ตอนเช้าของวันถัดมา โจวชูจิ่นปล่อยให้โจวเสาจิ่นอยู่ภายในห้อง ส่วนตนเองนั้นไปที่เรือนของท่านยาย ฮูหยินผู้เฒ่ากวน

ไม่นานนัก ข่าวอาการป่วยของโจวเสาจิ่นก็มาถึงบนเรือน โจวเหนียงจื่อผู้ซึ่งให้การรักษาบรรดาผู้หญิงในตระกูลเฉิงก็ถูกเชิญมาที่จวน เรือนสวนดอกไม้หอมจึงเริ่มตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพร ภรรยาของหม่าฟู่ซานผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆ ภายในจวนของตระกูลโจวก็รุดหน้ามาเข้าเยี่ยมเช่นเดียวกัน หลังจากที่ได้กระซิบคุยกับโจวชูจิ่นแล้ว นางก็เดินทางอย่างเงียบเชียบเพื่อไปจุดธูปขอพรตามวัดที่อยู่ใจกลางเมืองจินหลิง ทั้งวัดพุทธและเต๋า ไม่เพียงไปขอน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำมาให้โจวเสาจิ่น ยังมีกำยานและยันต์กระดาษมาด้วย

โจวชูจิ่นให้ภรรยาของหม่าฟู่ซานค้างคืนที่เรือน

กลางดึก พวกนางลุกขึ้นมาเผายันต์กระดาษ

โจวเสาจิ่นที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยฝันร้ายยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง มองไปที่เปลวไฟตั้งแต่ที่ไฟกำลังลุกโชนจนกระทั่งมันมอดดับเงียบไปอย่างสงบนิ่ง จากนั้นหมุนตัวกลับขึ้นเตียงแล้วหลับตาลง

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน?

ทำไมต้องโต้เถียงกับพี่สาวเพราะเรื่องนี้ แล้วทำให้นางต้องหวาดกลัวและเป็นกังวล ทำลายความความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง

ทว่าทุกครั้งที่ถูกทำให้กลัวเพราะฝันร้ายยามดึกสงัดนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า หากว่าเรื่องราวที่นางประสบมานั้นเป็นเรื่องจริง ตระกูลเฉิงก็อาจจะโดนตรวจสอบ ยึดทรัพย์ และถูกลงโทษ ท่านยาย ท่านลุง พี่ชาย หรือแม้แต่บ่าวรับใช้หญิงชายเหล่านั้นที่เคยให้การรับใช้นาง ทุกคนที่นางรู้จักในตระกูลเฉิง อาจต้องตายทั้งหมด!

เช่นนี้แล้วก็ยังจะให้นางแกล้งทำเป็นไม่รู้อะไรเลยอย่างนั้นหรือ

ความเมตตาของท่านยาย ความรักระหว่างสายเลือดของพี่สาว ความเอื้ออารีย์ของท่านลุงใหญ่ ทั้งยังท่านป้าใหญ่ พี่ชายเก้า พี่ชายอี้ที่ล้วนดีต่อนาง นางก็จะปล่อยไป ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นอย่างนั้นหรือ

โจวเสาจิ่นคิดๆ แล้วก็รู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ผวาครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่อาจข่มตาให้หลับลงอีกครั้งได้อีก

เมื่อคืนเป็นอีกครึ่งค่อนคืนที่ไม่ได้นอน ซือเซียงที่พิงหลับอยู่ที่เสาประตูห้องโถงนั้น พอได้ยินเสียงร้องเรียกก็รีบวิ่งเข้ามาในทันที

“คุณหนูรอง ท่านตื่นแล้ว!” นางดึงผ้าม่านเตียงขึ้นอย่างอ่อนโยนพลางกล่าว “ข้าช่วยท่านล้างหน้าแต่งตัวนะเจ้าคะ? วันนี้ในครัวทำสุ่ยจิงเกา [5] กับสือจิ่นโต้วฝูเลา [6] ที่ท่านชอบที่สุดด้วยเจ้าค่ะ ข้าให้พวกบ่าวนำอาหารเช้าขึ้นโต๊ะเลยนะเจ้าคะ?”

โจวเสาจิ่นทำหูทวนลม กล่าวขึ้น “วันนี้เป็นวันที่เท่าใด”

ซือเซียงงุนงงเล็กน้อย รีบกล่าว “วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบสี่เดือนสามเจ้าค่ะ”

กล่าวได้ว่า ห่างจากวันเกิดของท่านบรรพบุรุษอีกยี่สิบวัน

ทว่าวันที่อู๋เป่าจางมาเป็นแขกของจวนวันที่เท่าไหร่นั้น โจวเสาจิ่นกลับจำไม่ได้เลยสักนิด

นางจำได้เพียงว่าอู๋เป่าจางนั้นมีรูปร่างสูงปานกลาง ใบหน้ากลม ผิวขาวเนียนละเอียด ดวงตาโต คิ้วโก่ง ตรงหว่างคิ้วมีปานแดงขนาดใหญ่เท่าเมล็ดข้าว ยามหัวเราะมีความสงวนท่าทีค่อนข้างมาก ทว่ายามที่มองผู้คนนั้นสายตากลับหรี่ลงเล็กน้อย ทำให้แค่มองก็รู้สึกได้ว่านางไม่ใช่คนประเภทที่รู้จักแต่เชื่อฟังคำสั่งแต่เป็นคนไม่รู้จักปรับตัวและยืดหยุ่น

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โจวเสาจิ่นได้พบเจอคนที่มีปานแดงอยู่ตรงระหว่างคิ้ว ให้ความรู้สึกประหลาดใจยิ่ง ยามที่ผู้ใหญ่พูดคุยกันนั้น นางเบิกตาโต พินิจไปทางอู๋เป่าจางอยู่เนืองๆ

เป็นไปได้ว่าเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาของนาง อู๋เป่าจางจึงหันหน้ามาทางนางและยิ้มบางๆ ให้ พูดกับนางด้วยน้ำเสียงอบอุ่น กระทั่งถึงเทศกาลวันไหว้บ๊ะจ่าง ยังส่งบ๊ะจ่างที่ห่อด้วยตัวเองมาให้ ปักถุงหอมอู่ตู๋ [7] ให้นางกับพี่สาวเป็นของขวัญด้วย

ในไม่ช้า พวกนางก็เริ่มไปมาหาสู่กัน

นางรู้สึกว่าอู๋เป่าจางเป็นคนที่ไม่เลวทีเดียว จึงแนะนำอู๋เป่าจางให้รู้จักกับเฉิงเจีย

หลังจากนั้นอู๋เป่าจางก็เริ่มเข้าออกจวนสาม และยิ่งได้รับความโปรดปรานจากท่านย่าใหญ่เจิ้งของจวนสอง มีชื่อเสียงว่าเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถและคุณธรรม มีที่ยืนที่มั่นคงท่ามกลางหญิงสาวในวงสังคม

——

[1] จิ่วชิง (九卿) คือ ระบบยศตำแหน่งขุนนางข้าราชการฝ่ายการเมือง มีทั้งหมดเก้าระดับ โดยลำดับที่เก้าเป็นลำดับต่ำที่สุด

[2] ซิ่วไฉ (秀才) แปลตรงตัวได้ว่า เป็นผู้มีพรสวรรค์ คือผู้ที่สอบผ่านระดับต้นหรือระดับท้องถิ่น

[3] ย่วนซื่อ (院试) เป็นการสอบในระดับที่สามของการสอบระดับต้น ที่จัดสอบโดยขุนนางที่ราชสำนักมอบหมายหน้าที่มาโดยตรง ซึ่งการสอบในระดับต้นแบ่งออกเป็นสามระดับคือ เซี่ยนซื่อ (县试) ฝู่ซื่อ (府试) และ ย่วนซื่อ (院试) ตามลำดับ

[4] เก่ยซื่อจง (给事中) ขุนนางขั้นเจ็ดในระบบชั้นยศขุนนางแบบ 9 ขั้นเป็นขุนนางที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านระเบียบกฏเกณฑ์ในส่วนราชการ งานอาคารสถานที่ งานรับส่งหนังสือและสิ่งของทางราชการ และงานตรวจสอบความเรียบร้อยของงานในกระทรวงของฝ่ายบริหาร

[5] สุ่ยจิงเกา (水晶糕) เค้กวุ้นใส ทานเป็นของว่าง

[6] สือจิ่นโต้วฝูเลา (什锦豆腐涝) เต้าฮวยที่โรยหน้าด้วยผักและเครื่องปรุงต่างๆ ทานเป็นของว่าง

[7] ถุงหอมอู่ตู๋ (五毒香囊) ถุงหอมที่ช่วยไล่สัตว์ห้าชนิด คือ แมลงป่อง งูพิษ ตะขาบ จิ้งจก และคางคก

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน