เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 171

จี๋อิ๋งไม่เอ่ยอะไรอยู่นานครู่หนึ่ง

โจวเสาจิ่นเองก็ไม่กล้าเร่งเร้านาง จึงนั่งลงเป็นเพื่อนนางอย่างเงียบๆ

ผ่านไปสักพัก อยู่ๆ จี๋อิ๋งก็คลี่ยิ้มออกมา พลางกล่าวว่า “ช่างเถอะ ข้าจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าฟังไปทำไม เรื่องบางเรื่องเจ้าก็ไม่เข้าใจ!” จากนั้นดึงมือของโจวเสาจิ่นเอาไว้ กล่าวอย่างจริงจังว่า “ขอบคุณที่เจ้ามาหาข้า ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า “เกรงว่าข้ายังต้องอาศัยอยู่ในตระกูลเฉิงอีกหลายปี หวังว่าเจ้าจะไม่รำคาญข้าก็แล้วกัน!”

“จะเป็นไปได้อย่างไร” โจวเสาจิ่นไม่รู้จะปลอบใจนางอย่างไรดีเหมือนกัน จึงได้แต่กล่าวอย่างจริงใจว่า “หากว่าวันใดเจ้ารู้สึกอัดอั้นตันใจ ก็มาระบายกับข้าได้ แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจ แต่บางครั้ง การที่เจ้าได้ระบายความในใจออกมา จิตใจก็จะไม่เป็นทุกข์มากขนาดนั้นอีก”

ก็เหมือนกับนางตอนที่อาศัยอยู่บ้านสวนที่ต้าซิ่งในปีเหล่านั้น แม้ว่าท่าทางภายนอกจะสงบเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความจริงแล้วในใจกลับระทมทุกข์เกินกว่าจะรำพันออกมาได้ หากว่าไม่ได้ตั้งห้องพระเล็กเอาไว้ในเรือน และระบายความทุกข์โศกเหล่านั้นกับองค์พระโพธิสัตว์ เกรงว่านางคงจะคลุ้มคลั่งไปนานแล้ว

ทว่าจิตใจที่เอื้อเฟื้อและอ่อนโยนของโจวเสาจิ่นกลับทำให้จี๋อิ๋งลังเลขึ้นมา

จริงด้วย เรื่องบางเรื่องโจวเสาจิ่นจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจเกี่ยวอะไรกันด้วยหรือ การที่นางเป็นห่วงตนอย่างจริงใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ทันใดนั้นนางก็นึกอยากจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง

“คนของตระกูลจี้ของพวกข้าเคยคุ้มกันฝานฉีไปจนถึงจิงเฉิง” จี๋อิ๋งครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “เจ้าคงจะทราบแล้วกระมังว่าตระกูลจี้ของพวกข้าต่างจากคนทั่วไป”

โจวเสาจิ่นพยักหน้าหงึกๆ

นางคาดเดาว่าตระกูลจี้อาจจะทำกิจการเกี่ยวกับสำนักคุ้มกัน

“ที่ชังโจวมีสำนักฝึกยุทธ์ใหญ่ๆ อยู่สี่สำนัก ตระกูลจี้ของพวกข้าเป็นหนึ่งในนั้น ทั้งยังสืบทอดกันมานานกว่าสองร้อยปี” จี๋อิ๋งกล่าว “หากอ่อนหัดด้านบุ๋น ย่อมต้องเก่งกาจด้านบู๊ ผู้ที่ฝึกยุทธ์ต้องมีหน่วยก้านดี จึงจำต้องกินดีอยู่ดี แต่การเปิดสำนักฝึกยุทธ์ เป็นองครักษ์ให้แก่ผู้อื่น หรือทำสำนักคุ้มภัยนั้นจะทำเงินได้มากสักเท่าใดกันหรือ ดังนั้นครอบครัวของข้าจึงลอบค้าเกลืออย่างผิดกฎหมาย…”

โจวเสาจิ่นตกใจเป็นอย่างมาก

จี๋อิ๋งยกยิ้ม แล้วกล่าวอีกว่า “ในอดีตผู้ค้าเกลือเถื่อนล้วนต้องหาทางลักลอบขโมยเกลือจากลานเกลือ เป็นงานที่อันตรายมาก และยังถูกทางราชสำนักหมายหัวได้ง่าย ครั้นถึงคราวรุ่นเทียดของข้า ตระกูลข้าจึงเริ่มทำมาค้าขายกับคนของกลุ่มเดินสมุทร ตระกูลของเจียวจื่อหยางเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของกลุ่มเดินสมุทร ข้ากับเจียวจื่อหยางก็ได้รู้จักกันด้วยประการฉะนี้…

…เรื่องราวต่อมาเจ้าเองก็ทราบแล้ว…

…เพียงแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงเมื่อข้ากลับไปครั้งนี้ก็คือน้าฉือของเจ้าเกิดความบาดหมางกับกลุ่มเดินสมุทร กลุ่มเดินสมุทรทำอะไรน้าฉือของเจ้าไม่ได้ จึงหันความสนใจมาที่ตระกูลจี้ของพวกข้า เรื่องที่ข้ากับเจียวจื่อหยางหมั้นหมายกันนั้น อย่าว่าแต่กลุ่มเดินสมุทรเลย แม้แต่ในหมู่พวกนอกกฎหมายต่างก็ทราบกันดี หากน้าฉือของเจ้าปล่อยตัวข้ากลับไป กลุ่มเดินสมุทรก็จะหันความสนใจมาที่ข้า คิดไม่ถึงว่าพวกเขาต้องการให้เจียวจื่อหยางหลอกให้ข้าหนีตามเขาไป หลังจากข้าให้กำเนิดบุตรชายหรือบุตรสาวแล้ว ก็จะขู่เข็ญบิดาของข้าให้ร่วมมือกับพวกเขาเพื่อกำจัดเฉิงจื่อชวน เจียวจื่อหยางไอ้สารเลวผู้นั้น ยังกล่าวอีกว่าเพื่อให้ได้อยู่กินกับข้าเขาจึงรับปากบิดาของเขา บอกว่าภายหน้าเมื่อพวกข้ามีบุตรด้วยกันแล้ว บุตรเหล่านั้นจะเป็นทั้งหลานของท่านพ่อของข้าและหลานของบิดาของเขา ด้วยเห็นแก่บุตรของพวกข้า บิดาของเขาจะไม่บีบบังคับให้ข้ากระทำในสิ่งที่ข้าไม่ยินยอมอย่างแน่นอน…”

“แล้วเจ้าเชื่อเขาหรือ” โจวเสาจิ่นรู้สึกได้ตามสัญชาตญาณว่าเจียวจื่อหยางผู้นี้ไม่น่าไว้วางใจ หากเขารักจี๋อิ๋งจริงๆ ละก็ ต่อให้เข้าใจผิดว่าจี๋อิ๋งเป็นสาวใช้อุ่นเตียงของท่านน้าฉือในตอนแรก หลังจากที่เขาคลายโทสะแล้วก็ควรจะมาพบหน้าจี๋อิ๋งหรือไถ่ถามให้กระจ่างสักครั้งถึงจะถูก แต่กลับหันหลังแล้วเดินจากไป ครั้นเดินจากไปแล้วก็เงียบหายไม่มีข่าวคราวใดๆ จนกระทั่งจี๋อิ๋งกลับบ้านไป ก็ยังหลอกให้จี๋อิ๋งหนีตามเขาไปอีก อย่างไรก็ไม่ใช่สิ่งที่ชายชาตรีผู้มีความรับผิดชอบคนหนึ่งพึงกระทำเลย

“หากข้าเชื่อเขา จะกลับมาอีกทำไม” ขณะที่จี๋อิ๋งกล่าว ดวงตาของนางก็แดงขึ้นมา “หญิงสาวที่เข้าพิธีแต่งงานจะได้เป็นภรรยา ส่วนหญิงสาวที่หนีตามกันไปจะได้เป็นเพียงอนุ ถ้าหากข้าหนีตามเขาไปจริงๆ ล่ะก็ ภายหลังเมื่อมีบุตรด้วยกันแล้ว ข้าที่หนีตามเจียวจื่อหยางมาอย่างไม่ถูกต้องตามครรลองเช่นนี้ สำหรับตระกูลเจียวแล้ว ไม่ว่าข้าหรือบุตรของข้าก็ล้วนไม่นับว่าเป็นญาติของพวกเขาแต่อย่างใด ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นตระกูลเจียวยังจะมีเหตุผลมาข่มขู่บิดาของข้าเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้ ข้าโมโหจนแทบจะเป็นบ้าแล้ว…” ขณะที่นางกล่าว ก็เหลือบมองโจวเสาจิ่นอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย แล้วกดน้ำเสียงให้ต่ำลงมา “เพียงดาบเดียวข้าก็ฟันแขนข้างที่เขาใช้ถือดาบข้างนั้นจนขาด…เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลเจียว…หากว่าก่อนที่บิดาของเขาจะวางมือหรือถอนตัวออกไปบุตรชายของเขายังดูแลกิจการได้โดยลำพังไม่ได้ ตระกูลเจียวย่อมไม่อาจรักษาตำแหน่งหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของกลุ่มเดินสมุทรได้อย่างแน่นอน…ทว่าท่านพ่อของข้าก็ไม่อาจคุ้มครองข้าได้เช่นกัน…ข้าจึงจำต้องตามน้าฉือของเจ้ากลับมาด้วย”

ที่แท้เหตุที่นางกลับมาก็เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย!

โจวเสาจิ่นเบิกดวงตาโพลง พลางกล่าวว่า “ตัดแขนไปก็ดีแล้ว! คนเฉกเช่นเจียวจื่อหยางนี้ ควรจะสั่งสอนเขาแรงๆ สักครั้ง ให้เขารู้ว่าการกลั่นแกล้งสตรีอย่างไร้เหตุผลจะต้องเจอกับจุดจบเช่นไร!”

นางชื่นชมจี๋อิ๋งยิ่งนัก

จี๋อิ๋งเข้มแข็งกว่านางมาก ยามที่เผชิญปัญหานางรู้จักแต่ร้องห่มร้องไห้ แต่จี๋อิ๋งกลับแก้แค้นได้ด้วยตนเอง

สายตาที่โจวเสาจิ่นมองจี๋อิ๋งนั้นเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส

จี๋อิ๋งงุนงงเล็กน้อย พลางเอ่ยถามว่า “เจ้า…เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะนำภัยมาสู่ตระกูลของพวกเจ้าหรือ”

เรื่องนี้ โจวเสาจิ่นเองก็ยังไม่เคยคิดมาก่อน

นางเอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในเมื่อบิดาของเจ้าให้เจ้าติดตามท่านน้าฉือกลับมา ต้องเป็นเพราะคิดว่าท่านน้าฉือปกป้องคุ้มครองเจ้าได้เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นต่อให้โยนหายนะไปให้ผู้อื่น ซ้ำยังไม่อาจปกป้องเจ้าได้อีกเช่นกันแล้ว ไม่สู้ให้เจ้าซ่อนตัวอยู่ในวัดสักแห่งหนึ่งหรือในอารามแม่ชีสักแห่งหนึ่งเสียยังจะดีกว่า!”

จี๋อิ๋งหัวเราะร่า แล้วหยิกแก้มของนางอย่างอดไม่ได้ พลางกล่าวว่า “ไฉนจู่ๆ เจ้าก็กลายเป็นคนฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ไปได้! ปกติเห็นเจ้าโง่งมยิ่งนัก!”

โจวเสาจิ่นปัดมือของนาง แล้วกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ข้าไม่ได้โง่งมสักหน่อย เพียงแต่บางครั้งไม่อยากคิดกับคนพวกนั้นในแง่ร้ายขนาดนั้นก็เท่านั้น”

จี๋อิ๋งมองนางพลางยิ้มออกมา

โจวเสาจิ่นนึกถึงท่าทางสง่าผ่าเผยและสูงส่งของเฉิงฉือแล้ว เพิ่งจะเริ่มรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา กล่าวขึ้นว่า “ท่านน้าฉือ น่าจะปกป้องเจ้าได้กระมัง”

นี่ทำให้จี๋อิ๋งโพล่งหัวเราะออกมาอีกครั้ง

โจวเสาจิ่นจากขวยเขินเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งแล้วกล่าวว่า “ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังกับเจ้า หากว่าเจ้ายังทำตัวเช่นนี้อีกล่ะก็ ข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้ว”

คนเหล่านั้นจะตามมาได้หรือไม่นั้น

จี๋อิ๋งก็ไม่รู้เหมือนกัน

ตอนนี้นางได้แต่เชื่อคำของบิดา และเชื่อความสามารถของเฉิงจื่อชวนโดยไม่สงสัยเท่านั้น

ดังนั้นนางจึงเลี่ยงไม่ตอบคำถามนี้ แล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “สายตาของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว คนผู้นั้นที่พวกเราเจอที่สะพานเจียงตงในวันนั้นมีนามว่าเซียวเจิ้นไห่ เป็นคนตงเป่ย วงศ์ตระกูลทำกิจการค้าวัตถุดิบผลิตโอสถและขนสัตว์หนังสัตว์ เก่งกาจยิ่งนัก เมื่อนานมาแล้วไม่รู้ว่าเฉิงจื่อชวนป่วยเป็นอะไร ถึงได้วิ่งไปขุดหาโสมคนที่เขาฉางไป๋ ปรากฏว่าไปพบกับคนของตระกูลเซียวเข้า บริเวณนั้นเป็นเขตพื้นที่ของตระกูลเซียว ทว่าเขาไม่แม้แต่จะกล่าวทักทายก็ไปขุดโสมคน แน่นอนว่าคนของตระกูลเซียวต้องไม่พอใจ ต่อมาเขาไปทำลายสวนโสมคนของตระกูลเซียวจนเสียหาย แต่ตระกูลเซียวกลับทำอะไรเขาไม่ได้ ได้แต่ปิดปากเงียบ ภายหลังเขาฉางไป๋ก็กลายมาเป็นดั่งลานบ้านของเฉิงจื่อชวนไปเสีย ยามที่เขาอารมณ์ไม่ดีก็มักจะไปเดินเล่นที่นั่น ตระกูลเซียวเอือมระอาเขายิ่งนัก”

“คะ…คนผู้นั้นคงจะเก่งกาจมากกระมัง” โจวเสาจิ่นนึกถึงฉากที่จี๋อิ๋งเห็นเซียวเจิ้นไห่

“อืม!” จี๋อิ๋งตอบ “ยามที่ท่านพ่อของข้าเผชิญหน้ากับเขายังต้องเตรียมใจมากถึงสิบสองส่วน” ขณะที่นางกล่าว ก็ค่อยๆ เข้าใจความหมายของบิดาขึ้นมาบ้าง น้ำเสียงจึงเนิบนาบลงอย่างห้ามไม่อยู่ “ความจริงแล้วเฉิงจื่อชวนเก่งกาจยิ่งนัก เขาไปขัดใจผู้คนมากมายขนาดนั้น แต่ทุกคนต่างก็ทำอะไรเขาไม่ได้ หลักๆ ยังคงเป็นเพราะเขาทำการค้าเก่ง ตระกูลหมี่ที่กุ้ยโจวจึงไม่กล้าล่วงเกินเขา หลังจากที่เขาไปเยี่ยมก็เลี้ยงต้อนรับเขาอย่างอิ่มหนำสำราญ เขาว่าอะไรก็ว่าอย่างนั้น ปรากฏว่าตระกูลหมี่ได้เขามาช่วยติดต่อให้ร่วมขุดเหมืองแร่เงินกับราชสำนัก ราชสำนักยังมอบยศถาบรรดาศักดิ์ให้เป็นถึงข้าหลวงเขตปกครองยศผิ่นขั้นสี่ตำแหน่งหนึ่งแก่ตระกูลหมี่อีกด้วย…”

โจวเสาจิ่นเองก็ค่อยๆ เข้าใจความหมายมากขึ้น นางเอ่ยถามว่า “คนเฉกเช่นพวกเขาเหล่านี้ต่างยากจนแร้นแค้นยิ่งนักใช่หรือไม่” กล่าวถึงตรงนี้ นางก็นึกถึงครอบครัวของจี๋อิ๋ง “หรือว่าที่มาของเงินทองเหล่านั้นไม่ใสสะอาด ดังนั้นพวกเขาจึงอยากจะขอให้ท่านน้าฉือช่วยคิดหาทางทำเงินให้หรือไม่ก็ช่วยพวกเขาค้าขายอย่างถูกกฎหมายใช่หรือไม่”

“ก็เป็นจุดประสงค์นี้นี่แหละ” จี๋อิ๋งรู้สึกโล่งอกที่ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากอีก กล่าวอีกว่า “อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ก็ดี หรือติดสินบนก็ดี ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็มาด้วยวัตถุประสงค์นี้”

แต่สำหรับคนส่วนน้อยนั้น นางคิดว่ายังไม่ต้องบอกโจวเสาจิ่นจะดีกว่า

โจวเสาจิ่นรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

ขอเพียงมีคนมาขอความช่วยเหลือก็พอ เมื่อท่านน้าฉือมีไพ่ตายอยู่ในมือ จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลมากเกินไป

การที่บิดาของจี๋อิ๋งเดิมพันกับท่านน้าฉือ แล้วสุดท้ายต้องยกบุตรสาวให้เป็นสาวใช้ของท่านน้าฉือ ไม่แน่ว่าก็เพื่อจุดประสงค์นี้ก็เป็นได้…คงคล้ายกับบรรดาเชลยตัวประกันหรือพวกที่ทำสัญญาถวายตัวในยุคสงครามชุนชิวที่บันทึกเอาไว้ในพงศาวดารกระมัง

นางรู้สึกปีติยินดีขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่คิดจะซักถามถึงการเดินทางของจี๋อิ๋ง ก็มีคนมากระแอมไออยู่ข้างนอก พลางกล่าวว่า “แม่นางจี๋อิ๋ง นายท่านสี่เรียกท่านไปคุยด้วยเจ้าค่ะ!”

โจวเสาจิ่นรีบลุกขึ้นมา แล้วส่งสายตาให้จี๋อิ๋ง สื่อความนัยว่าประเดี๋ยวให้นางยอมอ่อนข้อ อย่าไปต่อปากต่อคำกับเฉิงฉือ

……………………………………

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน