หลงจู๊แนะนำผ้าให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวอย่างกระตือรือร้น แต่โจวเสาจิ่นกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยน่าสนใจนัก
นางมีผ้ามากมาย นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นของดีที่โจวเจิ้นผู้เป็นบิดาเสาะแสวงหามาให้จากทุกที่ เอาไว้ให้พวกนางสองพี่น้องใช้เป็นสินสมรส สายตาของนางถูกดึงดูดด้วยดอกซานฉาที่อยู่กลางลานบ้านต้นนั้น ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกำลังพลิกดูผ้าอยู่นั้น นางจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
ดูเหมือนว่าจะเป็นดอกซานฉากลีบสิบแปดชั้นกระถางหนึ่ง
แต่นางไม่ค่อยแน่ใจนัก
จึงก้มหน้าลงไปมองสำรวจดอกไม้กระถางนั้นให้ละเอียดยิ่งขึ้น
ทางด้านฮูหยินผู้เฒ่ากัวเลือกผ้าสีแดงของผลอิงเถาลายผีเสื้อมามัดหนึ่งหมายจะมอบให้โจวเสาจิ่นเอาไว้ตัดชุดปี๋เจี่ยสำหรับสวมใส่ในฤดูหนาว แต่พอเงยหน้าขึ้นกลับพบว่าโจวเสาจิ่นกำลังนั่งยองๆ สำรวจดูดอกซานฉากระถางนั้นอยู่ ฮูหยินผู้เฒ่ากัวหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เรียกนาง “เสาจิ่น มาดูผ้ามัดนี้หน่อย!”
โจวเสาจิ่นขานรับเสียงหวานว่า “เจ้าค่ะ” แล้วลุกขึ้นมา
หลงจู๊ผู้นั้นรีบกล่าวยิ้มๆ ว่า “คิดไม่ถึงว่าคุณหนูจะเป็นผู้รู้ในวงการผู้หนึ่ง นี่เป็นดอกซานฉากลีบสิบแปดชั้น ข้าซื้อมาจากคนปลูกดอกไม้เจ้าหนึ่งที่เขาเทียนมู่ หมายจะปลูกเอาไว้เรียกทรัพย์ในช่วงวันปีใหม่ คิดไม่ถึงว่าจะถูกคุณหนูสังเกตเห็นจนได้”
โจวเสาจิ่นยิ้มน้อยๆ พลางกล่าว “เมื่อครู่ข้าดูแล้วก็รู้สึกว่าเหมือนจะใช่ แต่คิดไม่ถึงว่าจะใช่จริงๆ ด้วย ไม่ทราบว่าคนปลูกดอกไม้ที่ท่านกล่าวถึงนั้นอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ นอกจากดอกซานฉาแล้ว พวกเขายังปลูกอะไรที่หายากอีกบ้างหรือไม่ ดอกซานฉากลีบสิบแปดชั้นนี้ปลูกไม่ง่ายนัก หากพวกเขาปลูกออกมาได้เช่นนี้ ตามหลักแล้วก็น่าจะปลูกดอกโบตั๋นสองสีได้ด้วยถึงจะถูก…”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวขึ้นอย่างประหลาดใจว่า “ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะชื่นชอบการปลูกดอกไม้ด้วย!”
โจวเสาจิ่นกล่าวอย่างขัดเขินว่า “ข้าเพียงปลูกเป็นเรื่องสนุกเท่านั้น ไม่เหมือนกับคนที่ปลูกดอกซานฉากลีบสิบแปดชั้นออกมาได้ผู้นี้ นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นคนปลูกดอกไม้จริงๆ เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้ยินแล้วก็พยักหน้าน้อยๆ กล่าวกับหลงจู๊ผู้นั้นว่า “คนปลูกดอกไม้เจ้านั้นยังมีดอกไม้อะไรอีกบ้าง”
หลงจู๊กล่าวยิ้มๆ ว่า “คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้พบกับผู้หลงใหลในดอกไม้ถึงสองคน คนปลูกดอกไม้ผู้นั้นถือได้ว่ามีชื่อเสียงในเมืองหังโจวของพวกข้าแห่งนี้ เขาแซ่เหมียว เนื่องจากเป็นบุตรลำดับที่ห้า พวกเราจึงเรียกเขาว่าท่านอาจารย์เหมียวห้า เขาไม่เพียงเคยปลูกดอกโบตั๋นสองสีออกมาได้เท่านั้น แต่ยังเคยปลูกดอกเบญจมาศสีหมึกออกมาได้ด้วย ช่วงนี้เป็นฤดูดอกเบญจมาศบานพอดี หากฮูหยินผู้เฒ่าและคุณหนูต้องการ ข้าจะส่งคนไปดูว่าทางอาจารย์เหมียวยังมีดอกไม้ดีๆ อยู่อีกหรือไม่ ให้ฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูได้ชื่นชม ถือเป็นการเพิ่มบรรยากาศให้กับฤดูใบไม้ร่วง”
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นเจ้าให้คนไปดูสักหน่อย หากมีดอกไม้ดีๆ ให้ส่งไปที่ร้านตั๋วแลกเงินอวี้ไท่ได้เลย”
หลงจู๊รีบกล่าวขึ้นว่า “ข้าทราบแล้วขอรับๆ ฮูหยินหวังของร้านตั๋วแลกเงินของท่านเป็นลูกค้าเก่าแก่ประจำของพวกข้า”
ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่ากัว ฮูหยินหวังไหนเลยจะกล้ารับคำเยินยอ รีบกล่าวยิ้มๆ ว่า “หากท่านรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูของพวกข้าได้ดี นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นลูกค้าเก่าแก่ที่แท้จริง! ยังไม่รีบส่งคนไปถามเรื่องดอกไม้อีก” เมื่อกล่าวถึงประโยคสุดท้าย มีอารมณ์เย้าแหย่แฝงอยู่ด้วยหลายส่วน เห็นได้ชัดว่าคุ้นเคยกับหลงจู๊ผู้นี้เป็นอย่างดี
หลงจู๊จึงรีบตะโกนสั่งให้บ่าวชายออกไปในทันที
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจึงหยิบผ้าขึ้นมาเทียบบนตัวของโจวเสาจิ่น พลางกล่าว “สวมชุดสีนี้ในช่วงฤดูหนาวสวยดี สีแดงของผลอิงเถา สีเขียวมรกต สีแดงอ่อน และสีเขียวอ่อนพวกนี้ล้วนเอาอย่างละสองสามมัด”
เนื่องจากไม่รู้ว่าซื้อไปให้ผู้ใด โจวเสาจิ่นจึงไม่อาจกล่าวอะไรมาก เลือกผ้ากองใหญ่ตามที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวต้องการ โดยมีหลงจู๊คอยตรวจสอบและรวบรวมไปส่งให้ที่ร้านตั๋วแลกเงินอวี้ไท่ พวกนางเพียงเดินมือเปล่าไปยังร้านต่อไป
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเห็นตรงหน้ามีคนหาบเร่มาขายเค้กข้าว มีคนกลุ่มหนึ่งล้อมวงอยู่ตรงนั้นรอเค้กข้าวที่มีควันฉุย นางยิ้มพลางกล่าวกับเฝ่ยชุ่ยว่า “เจ้าไปซื้อมาให้คุณหนูลองชิมดูสักหน่อย”
โจวเสาจิ่นรู้สึกขัดเขิน
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวหลอกล่อนางเสมือนนางเป็นเด็ก
นางรีบกล่าวขึ้นว่า “ไม่ต้องเจ้าค่ะ ข้าโตขนาดนี้แล้ว ไหนเลยจะยังงอแงอยากได้ของกินเหมือนเด็กๆ เจ้าคะ”
“เห็นได้ชัดว่าอยากกินจริงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวหัวเราะร่าพลางกล่าว “เพียงแต่ว่าเพราะโตแล้วก็เลยไม่กล้างอแงเท่านั้น ไม่เป็นไร ข้ามากับเจ้าด้วย อยากกินก็กิน อยากดื่มก็ดื่ม ไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้น” กล่าวจบ ก็ส่งสัญญาณให้เฝ่ยชุ่ยรีบไปซื้อ
เฝ่ยชุ่ยไปซื้อเค้กข้าวด้วยสีหน้าซับซ้อน
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเดินนำโจวเสาจิ่นหมุนกายเข้าไปในร้านขายดอกไม้ปลอมร้านหนึ่งที่อยู่ข้างๆ
ฮูหยินหวังชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย เดินเคียงคู่กับเจินจูที่ตามอยู่ด้านหลังของฮูหยินผู้เฒ่ากัว นางกล่าวยิ้มๆ เสมือนไม่ได้ตั้งใจว่า “ได้ยินว่าคุณหนูรองเป็นญาติของจวนสี่ คิดไม่ถึงว่าจะได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่า ปฏิบัติต่อนางเสมือนกับเป็นบุตรสาวแท้ๆ ก็ไม่ปาน”
เจินจูไม่ชอบที่นางกล่าวถึงโจวเสาจิ่นเช่นนี้ พูดราวกับว่าเป็นเพราะโจวเสาจิ่นประจบประแจงฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้มีวันนี้ นางโต้กลับอย่างไม่ชอบใจว่า “นั่นเป็นเพราะคุณหนูรองเขียนอักษรได้เป็นอย่างดี ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเชิญคุณหนูรองมาช่วยคัดพระธรรมที่เรือนหานปี้ซานให้เป็นการเฉพาะ ด้วยเหตุนี้นายหญิงผู้เฒ่าของจวนสี่ถึงได้ยอมตอบตกลงให้คุณหนูรองตามพวกข้าไปที่เขาผู่ถัวด้วย”
หลังจากเฉิงฉือกลับมาจากเขาผู่ถัวก็เริ่มแวะพักตามสาขาแต่ละแห่ง พวกเขาถึงได้รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าพาคุณหนูผู้หนึ่งติดตามมาด้วย แต่คุณหนูผู้นี้เป็นผู้ใดนั้น พวกเขาสืบไปสืบมา ถึงได้สืบทราบเบาะแสมาได้เล็กน้อย เดิมทีเข้าใจว่าเป็นคนที่จวนสี่ส่งมาด้วยต้องการประจบประแจงฮูหยินผู้เฒ่า แต่หลายวันมานี้ ฮูหยินผู้เฒ่ากลับปฏิบัติต่อคุณหนูผู้นี้อย่างรักใคร่ยิ่งนัก ดูแล้วไม่เหมือนคนที่ตามมาให้การรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่าเลยสักนิด แต่กลับเป็นคนที่ฮูหยินผู้เฒ่าให้ความสำคัญ ไม่ว่าเดินไปที่ใดก็คอยตามใจทุกอย่าง
นานๆ ทีพวกเขาถึงจะมีโอกาสได้ประจบประแจงฮูหยินผู้เฒ่า ในเมื่อคุณหนูผู้นี้ได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่า พวกเขาเองจึงไม่อาจมองข้ามได้ ฮูหยินผู้เฒ่ามีประสบการณ์มากมาย สายตาเฉียบแหลมมองคนได้ทะลุปรุโปร่ง เป็นคนที่ไม่ปล่อยผ่านแม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่อยู่ในสายตาผู้หนึ่งมาตั้งแต่สมัยที่ยังดูแลกิจการของตระกูลเฉิงเมื่อนานมาแล้ว ยังคงจดจำบรรดาพ่อบ้านและหลงจู๊ที่อายุมากแล้วเหล่านั้นได้จนถึงทุกวันนี้ หากมีหน้าตาต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าผ่านคุณหนูผู้นี้ได้คงจะดีไม่น้อย
ฮูหยินหวังจึงปฏิบัติต่อโจวเสาจิ่นอย่างกระตือรือร้นขึ้นอีกหลายส่วน
เพียงแต่ว่าโจวเสาจิ่นไม่ใช่คนที่ชื่นชอบความวุ่นวายมาแต่ไหนแต่ไร บวกกับนางเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าที่ผู้อื่นกระทำเช่นนี้ ก็เพียงเพราะต้องการความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่ากัวและเฉิงฉือเท่านั้น ผู้อื่นนอบน้อมให้ข้าหนึ่งฉื่อ ข้าก็นอบน้อมให้ผู้อื่นกลับไปหนึ่งจั้ง จึงทำให้ตลอดทั้งวัน ฮูหยินหวังผู้นั้นหาโอกาสคุยกับโจวเสาจิ่นตามลำพังไม่ได้เลย
นางรู้สึกทดท้อใจเล็กน้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โจวเสาจิ่นกลับตั้งหน้าตั้งตารอคอยการไปชมจันทร์ที่ทะเลสาบซีหู ตกเย็นกลับไปค้นหีบสัมภาระไปรอบหนึ่ง ตัดสินใจได้ว่าจะสวมชุดปี๋เจี่ยสีฟ้าอมเขียวดิ้นทองและปักปิ่นปักผมลูกปัดแก้วที่ซื้อมาเมื่อสองวันก่อนไปชมจันทร์ที่ทะเลสาบซีหู
จี๋อิ๋งกล่าวยิ้มๆ ว่า “สุดท้ายเจ้าก็แยกแยะลำดับความสำคัญได้ งานวัดนั้นมีอะไรให้น่าดู หากอยากดูก็ให้ดูทิวทัศน์ของฤดูกาลทั้งสี่แทน คิดว่าต่อไปเจ้าจะยังมีโอกาสได้มาหังโจวอีกหรืออย่างไร ต่อให้ต่อไปเจ้ามีโอกาสได้มาหังโจวอีก ยังจะมีโอกาสได้ไปชมจันทร์ที่ทะเลสาบซีหูหรือไม่ ต่อให้เจ้ามีโอกาสได้ไปชมจันทร์ที่ทะเลซีหูอีก ยังจะได้ไปกับคนเหล่านี้อยู่อีกหรือไม่” ขณะที่นางกล่าว ก็หยิบปิ่นปักผมทองฝังมุกสีขาวชิ้นหนึ่งออกมาเทียบศีรษะสองครั้ง ถามขึ้นว่า “เจ้าคิดว่าข้าสวมชิ้นนี้ไปเป็นอย่างไร”
โจวเสาจิ่นยิ้มร่าพลางส่งจี๋อิ๋งไปที่ห้องน้ำชา จากนั้นถึงได้กลับไปเปลี่ยนเครื่องประดับ
ชุนหว่านกล่าวขึ้นว่า “เปลี่ยนเป็นอะไรดีเจ้าคะ ปิ่นปักผมลูกปัดแก้วนี้ทำออกมาได้ประณีต ทุกเม็ดล้วนมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือเท่ากันทั้งหมด พวกข้าถึงได้รวบผมขึ้นเป็นมวยคล้อยให้ท่าน ซึ่งเหมาะกับการปักปิ่นปักผมลูกปัด…หรือไม่พวกเราทำมวยผมทรงอื่นดีหรือไม่ ถ้าเป็นปิ่นปักผมปะการังสีแดงที่นายท่านสี่มอบให้ท่านชิ้นนั้น ต้องงดงามมากเป็นแน่เจ้าค่ะ”
“ไม่ได้!” โจวเสาจิ่นกล่าว “ปิ่นปักผมปะการังสีแดงชิ้นนั้นข้าตั้งใจจะมอบให้พี่สาวเอาไว้เป็นสินสมรส งานวัดวันนี้ต้องมีคนเป็นจำนวนมากเป็นแน่ หากถูกคนขโมยไปหรือทำตกหล่นไป ข้าต้องเสียใจมากเป็นแน่ นอกจากนี้ถ้าเปลี่ยนมวยผมใหม่ตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว…” ทันใดนั้นนางก็นึกถึงชุดที่คาดผมไข่มุกจากทางใต้ที่เฉิงฉือมอบให้นางขึ้นมา กล่าวขึ้นว่า “หรือไม่ก็ใช้ปิ่นปักผมที่อยู่ในชุดที่คาดผมชุดนั้น ไข่มุกยามอยู่ใต้แสงไฟจะส่องสว่างงดงามเป็นที่สุด”
หากเป็นอัญมณียังต้องดูฝีมือของช่างฝีมือ แต่ไข่มุกนั้นกลับดูเพียงคุณภาพของตัวมันเองเท่านั้น
ชิ้นที่เฉิงฉือมอบให้นางนั้นเป็นไข่มุกแท้จากทางใต้ แสงเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอให้พวกมันส่องแสงประกายแวววาวดั่งแสงจันทร์นวลออกมาได้แล้ว
ชุนหว่านยิ้มพลางขานรับเจ้าค่ะ แล้วช่วยโจวเสาจิ่นเปลี่ยนไปปักปิ่นปักผมไข่มุกจากทางใต้แทน จากนั้นเดินไปหาฮูหยินผู้เฒ่ากัว
ฮูหยินผู้เฒ่ามักจะชื่นชอบให้คนรุ่นเด็กกว่าสวมใส่ชุดที่งดงาม แต่เนื่องจากอุปนิสัยของโจวเสาจิ่นเป็นคนเงียบๆ สวมชุดที่เรียบง่ายสักหน่อยก็ดูแล้วสบายตายิ่งนัก เวลานี้พอเปลี่ยนการแต่งกายแล้ว กลับดูสง่างามเปล่งปลั่งขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจึงชอบมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะปิ่นปักผมไข่มุกจากทางใต้ที่อยู่บนศีรษะของนาง เปล่งประกายสว่างไสว แค่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
นางยิ้มตาหยีพลางพยักหน้า ลุกขึ้นกล่าวว่า “พวกเราไปวัดหลิงอิ่นกันเถิด”
***
ภายในวัดหลิงอิ่นเต็มไปด้วยคลื่นฝูงชน เมื่อมาถึงตีนเขาเกี้ยวก็ขยับต่อไปไม่ได้แล้ว
ฮูหยินหวังเหงื่อผุดเต็มใบหน้า กล่าวขึ้นว่า “ฮูหยินผู้เฒ่ารอสักครู่ ข้าจะหาวิธีให้คนจากทางวัดมารับพวกเราเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เห็นงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้มาหลายปีแล้ว จึงกล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นพวกเราจะรอเจ้าอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”
ฮูหยินหวังเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผาก แล้วหมุนกายไปตามหาคน
โจวเสาจิ่นจึงนั่งรออยู่ในเกี้ยว
พอเวลาผ่านไปนานเข้า จึงรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
นางแอบเลิกผ้าม่านเกี้ยวขึ้นเป็นช่องๆ หนึ่งแล้วมองออกไปด้านนอก
……………………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน