เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 286

โจวเสาจิ่นได้ยินป้าผู้เฝ้าเวรกลางคืนรายงานแล้วก็ไหล่ลู่คอตกอย่างผิดหวัง

ทว่าชุนหว่านกลับกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าก็ว่าแล้ว! ดึกขนาดนี้แล้ว นายท่านสี่จะมาเยี่ยมคุณหนูรองได้อย่างไร หลังจากที่สนทนากับฮูหยินผู้เฒ่ากัวเสร็จก็คงเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในลานบ้าน แล้วมาหยุดอยู่ที่ประตูเรือนของพวกเราโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นแน่เจ้าค่ะ”

จริงหรือ

ฉับพลันอารมณ์ของโจวเสาจิ่นก็ยิ่งดิ่งลงเหว รู้สึกว่าการลุกมาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ของตนช่างเป็นกระทำที่โง่งมยิ่งนัก

ทว่าชุนหว่านกลับพรูลมหายใจยาว ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในที่สุดก็นอนหลับอย่างสบายใจได้แล้วนะเจ้าคะ”

ดวงหน้าของโจวเสาจิ่นร้อนผะผ่าว คิดอยู่ในใจว่า โชคดีที่ภายในห้องจุดตะเกียงเอาไว้เพียงดวงเดียว ถ้าหากตะเกียงสว่างไสวไปทั่วล่ะก็ นางคงได้แต่ต้องหารอยแยกของพื้นดินสักแห่งเพื่อมุดหนีเข้าไปเสียแล้ว

ถึงแม้ในใจจะรู้สึกว่าโชคดี แต่วันรุ่งขึ้นยามที่นางพบเฉิงฉือ ก็ยังคงอดหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

เฉิงฉือเห็นท่าทางขัดเขินของนาง นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย แต่เนื่องจากเขาเป็นบุรุษที่ได้เดินทางอยู่ข้างนอก ไม่นานก็เก็บอารมณ์กลับคืนสู่สภาพปกติได้ ยิ้มพลางถามนางว่า “วันนี้อากาศสดใสแล้ว ดอกไม้ในสวนน่าจะกำลังบานสะพรั่ง วันนี้พวกเจ้าไปชมดอกไม้ในสวนสักหน่อยเถอะ”

โจวเสาจิ่นยิ้มพลางพยักหน้า กระทั่งเฉิงฉือทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากัวและออกไปแล้ว นางถึงได้ชวนฮูหยินผู้เฒ่ากัวไปชมดอกไม้

อารมณ์ของฮูหยินผู้เฒ่ากัวดียิ่ง

เมื่อก่อนบุตรชายคนเล็กบอกว่าเขาจะไม่แต่งงาน จะไม่ปล่อยให้บุตรหลานตัวเองเดินตามรอยของตน ทว่าหลายปีมานี้นางคอยพูดหว่านล้อมเขาอยู่เนืองๆ แล้วปีนี้เขาก็เปลี่ยนใจ บอกว่าจะแต่งงานแน่นอน แต่เพื่อไม่ให้บุตรหลานของตนมารับช่วงกิจการงานของตระกูล เขาจะแต่งงานช้าสักหน่อย

หากนางพร่ำพูดอยู่ข้างหูเขาต่อไป บางทีวันหนึ่งเขาอาจจะเปลี่ยนใจอีกก็เป็นได้ รอให้ยอมแต่งงานก่อนแล้วค่อยพูดอีก…จากนั้นภายใต้ความเพียรพยามยามของนาง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเปลี่ยนใจอีก ยอมให้กำเนิดบุตรสักคนก็เป็นได้…

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวรู้สึกว่าชีวิตของตนเริ่มเห็นแสงอาทิตย์อุทัยและเปี่ยมไปด้วยความหวังแล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

นางไม่เพียงปรารถนาจะมีชีวิตให้ดีเพื่อจะได้เห็นบุตรของบุตรชายคนเล็กถือกำเนิดออกมาเท่านั้น นางยังหมายจะช่วยบุตรชายคนเล็กเลี้ยงดูบุตรเฉกเช่นที่ช่วยบุตรชายคนโตและคนรองเช่นนั้นอีกด้วย

นึกมาถึงตรงนี้ นางรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทั้งร่าง โบกมือพลางกล่าว “วันนี้พวกเราไปรับประทานมื้อเที่ยงที่หอซื่ออี๋กัน! ให้โรงครัวของจวนชั้นนอกช่วยทำมื้อเที่ยงมาให้”

อาหารของแต่ละจวนในตระกูลเฉิงมาจากโรงครัวของจวนชั้นนอก เมื่อตระกูลเฉิงมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยียนล้วนเป็นพวกเขาที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ

ปี้อวี้และคนอื่นเปล่งเสียงร้องอย่างยินดี

เจินจูยิ่งแล้วใหญ่ เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวโปรดปรานโจวเสาจิ่น จึงกล่าวกระเซ้าเย้าแหย่ว่า “เป็นเพราะคุณหนูรองแท้ๆ พวกเราจึงได้รับอานิสงส์ไปด้วยเจ้าค่ะ!”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ หัวเราะฮ่าๆ พลางลูบศีรษะของโจวเสาจิ่น

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเหมือนกับท่านน้าฉือ ต่างชอบลูบศีรษะของนาง ประหนึ่งนางเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งก็ไม่ปาน!

โจวเสาจิ่นยิ้มน้อยๆ อย่างขัดเขิน

ปี้อวี้และคนอื่นๆ บ้างก็นำป้ายชื่อของฮูหยินผู้เฒ่ากัวไปโรงครัวของจวนชั้นนอกเพื่อสั่งอาหาร บ้างก็เปิดห้องเก็บของนำถ้วยชามออกมา บ้างก็หยิบเสื่อที่เพิ่งเก็บลงหีบไปเมื่อไม่กี่วันก่อนออกมาให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกับโจวเสาจิ่นนั่ง บ้างก็ไปบอกให้บ่าวหญิงไปแจ้งบ่าวผู้เป็นเวรที่หอซื่ออี๋…

กระทั่งโจวเสาจิ่นกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวสวดมนต์ในห้องพระเสร็จและออกมาแล้ว ทุกคนก็มุ่งไปยังหอซื่ออี๋เป็นหมู่คณะใหญ่

ต่างจากเมื่อหลายวันก่อนที่มาที่นี่เพื่อชมงิ้วหรือร่วมงานสังสรรค์ โจวเสาจิ่นอารมณ์เบิกบาน เดินตามหลังฮูหยินผู้เฒ่ากัวที่เดินๆ หยุดๆ เพื่อชมทิวทัศน์ระหว่างทาง รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนงดงามถูกตาต้องใจไปหมด

คนทั้งกลุ่มเดินมาหยุดอยู่ที่ศาลาริมทะเลสาบ ปลาหลี่อวี๋สีแดงฝูงหนึ่งว่ายเข้ามาหา อ้าปากพะงาบๆ เป็นฟองฟอดให้พวกนาง

โจวเสาจิ่นประหลาดใจ เอ่ยถามว่า “ปลาฝูงนี้จดจำคนได้ด้วยหรือเจ้าคะ”

ในอดีตตอนอาศัยอยู่ที่บ้านสวนที่ต้าซิ่งนางก็เคยเลี้ยงปลาทองหลายตัว ทุกครั้งที่นางเดินผ่าน ปลาทองหลายตัวนั้นจะแหวกว่ายมาหานาง ฝานมามาบอกว่า นั่นเป็นเพราะพวกมันจำนางได้

แต่ปลาในทะเลสาบเหล่านี้ทั้งไม่ใช่ปลาที่นางเลี้ยง จะว่ายล้อมเข้ามาหาได้อย่างไร

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มพลางกล่าว “เป็นไปได้ว่าตรงนี้มีคนมาให้อาหารปลาเหล่านี้อยู่บ่อยๆ ดังนั้นพอปลาเหล่านี้เห็นคนเดินมาจึงว่ายกรูกันเข้ามา”

ขณะที่นางกำลังกล่าวอยู่นั้น ก็มีบ่าวหญิงสองคนที่กำลังพูดคุยและหัวเราะกันพร้อมกับถือตะกร้าใบหนึ่งเดินมุ่งมาทางนี้

โจวเสาจิ่นรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก กล่าวขึ้นว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านช่างเยี่ยมยอดยิ่งนัก แม้แต่เรื่องเช่นนี้ก็คาดเดาได้อย่างถูกต้อง”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ ว่า “การสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวถือเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนจากตำราก็เรียนรู้ได้เหมือนกัน”

โจวเสาจิ่นนึกถึงความโง่เขลาของตนในชาติก่อน ดูเหม่อลอยเล็กน้อย

บ่าวหญิงสองคนนั้นมาให้อาหารปลาจริงๆ

ครั้นเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากัว บ่าวหญิงสองคนก้าวมาทำความเคารพอย่างระมัดระวัง แล้วปรนนิบัติโจวเสาจิ่นและคนอื่นๆ ให้อาหารปลาอย่างกระตือรือร้น

โจวเสาจิ่นเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากัวเพียงนั่งดูอยู่ข้างๆ จึงถอยออกมาอย่างเงียบๆ ล้างมือแล้วนั่งดื่มน้ำชาเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่ากัว

มีบ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ แจ้งว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า นายหญิงผู้เฒ่าของจวนสี่กล่าวว่า อีกประเดี๋ยวจะมาพบท่านเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นก็เชิญนางมารับประทานมื้อเที่ยงที่หอซื่ออี๋ด้วยก็แล้วกัน!”

บ่าวหญิงยิ้มรับคำแล้วออกไป

โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ อย่างกระดากอายว่า “ข้าก็ไม่ได้พบท่านยายมาหลายวันแล้วเหมือนกันเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นไปได้ว่านางอาจจะมาด้วยเรื่องงานเลี้ยงตระกูลที่ศาลาทิงอวี่เมื่อสองวันก่อน”

โจวเสาจิ่นไม่เข้าใจ

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวอธิบายยิ้มๆ ว่า “ข้าไม่ได้ไปเข้าร่วม แม้แต่ข้ออ้างก็ไม่มีให้ ย่อมต้องมีคนไปหายายของเจ้า ให้นางนำความมาบอกข้า”

โจวเสาจิ่นเห็นน้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่ากัวดูไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไร กังวลว่าด้วยเรื่องนี้จะทำให้เกิดความหมองใจระหว่างฮูหยินผู้เฒ่ากัวกับฮูหยินผู้เฒ่ากวนขึ้น ยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวขึ้นว่า “บางทีอาจเป็นเพราะท่านยายบอกปัดไม่ได้เจ้าค่ะ”

โจวเสาจิ่นตกอยู่ในภวังค์เล็กน้อย

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวราวกับอ่านความคิดของนางออกก็ไม่ปาน ยิ้มพลางกล่าวว่า “นอกจากต้องมีสายตาที่มองเห็นได้ไกลพันหลี่แล้ว ยังต้องคุ้นเคยกับแผนผังโครงสร้างของแต่ละจวนด้วย ระยะห่างไกลถึงเพียงนี้ หาไม่แล้วจะมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งได้อย่างไร”

แต่ถ้าหากว่ามีสายตาที่มองเห็นได้ไกลพันหลี่เล่า

ในอดีตนางนึกถึงแต่ช่องโหว่ของจวนห้า แต่หากว่าเรื่องที่สวนดอกไม้มีจวนรองกับจวนสามคอยกระพือคลื่นลมให้โหมกระหน่ำอยู่ในเงามืดล่ะก็ เช่นนั้นหอซื่ออี๋ก็เป็นช่องโหว่หนึ่งด้วยเหมือนกันมิใช่หรือ

โจวเสาจิ่นตัดสินใจว่าเมื่อกลับไปแล้วจะไปพูดเรื่องนี้กับเฉิงฉือสักหน่อย

นางเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากัวอารมณ์ไม่ค่อยร่าเริงนัก จึงประคองนางนั่งลงบนตั่งหลัวฮั่นในห้องโถงใหญ่

ไม่นานนัก ฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็มาถึง

สีหน้าของนางดูอิดโรยเล็กน้อยอย่างชัดเจน

โจวเสาจิ่นรีบก้าวออกไปประคองฮูหยินผู้เฒ่ากวน

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนไม่ให้นางช่วยประคอง แต่จับมือของนางแทนพลางคลี่ยิ้มเดินไปหาฮูหยินผู้เฒ่ากัว

ครั้นต่างฝ่ายต่างทำความเคารพกันเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งลงไปตามลำดับความอาวุโส หมาเหน่านำรายการอาหารมาให้ กล่าวยิ้มๆ ว่า “นายหญิงผู้เฒ่าเจ้าคะ นี่คืออาหารที่พวกข้าสั่งไปเมื่อครู่ ส่วนนี่คืออาหารที่โรงครัวตระเตรียมเอาไว้ ท่านดูว่าอยากจะเพิ่มเติมอะไรอีกหรือไม่” ทั้งอธิบายอีกว่า “วันนี้พวกบ่าวมาถึงเร็วไปสักหน่อย ตอนที่ได้รับแจ้งว่าท่านจะมานั้นก็ได้จัดเตรียมอาหารไปเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนเหลือบดูรายการอาหารอย่างลวกๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ดีมากแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่ข้าชอบกินทั้งนั้น ข้าไม่สั่งอะไรเพิ่มอีกแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว” เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องอาหารสักเท่าใด

เช่นนั้นก็มาเพื่อพูดคุยธุระจริงๆ แล้ว!

โจวเสาจิ่นขบคิดถึงถ้อยคำของฮูหยินผู้เฒ่ากัว พลางเงี่ยหูฟังอยู่ข้างๆ

ใครจะรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากวนกลับเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานของเฉิงนั่วขึ้นมาก่อน “เมื่อเย็นวานนี้สะใภ้ของหลานเวิ่นยกหีบของขวัญไปหาข้า กล่าวว่าได้หารือกับตระกูลอู๋เป็นที่เรียบร้อยและกำหนดให้วันที่สองเดือนห้าเป็นวันหมั้นเล็ก เรื่องนี้ความจริงแล้วควรจะปรึกษากับท่านให้เร็วกว่านี้สักหน่อย แต่เมื่อหลายวันก่อนนางถูกผีสิงจนสติเลอะเลือน ไม่รู้ว่าตนไปก่อความวุ่นวายให้ท่านได้อย่างไร ตอนนี้พอขบคิดได้แล้วก็รู้สึกกระดากอายไม่มีหน้าไปพบท่าน จึงไหว้วานให้ข้ามาคุยกับท่านสักหน่อย ทั้งไม่กล้าเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงฉลองด้วย เพียงขอให้ท่านช่วยไว้หน้านั่วเกอเอ๋อร์ยามที่สะใภ้ใหม่แต่งเข้ามา ให้นางกับนั่วเกอเอ๋อร์ไปยกน้ำชาให้ท่านที่เรือนหานปี้ซานเท่านั้นเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเลิกคิ้วขึ้น พลางกล่าว “นางเป็นรุ่นลูก อีกทั้งพ่อแม่สามีก็ไม่อยู่แล้ว ข้ายังจะคิดเล็กคิดน้อยกับนางได้อย่างไร!”

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนอดรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่งไม่ได้

ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากัวคงจะยกโทษให้ฮูหยินใหญ่เวิ่นแล้ว

ทว่าโจวเสาจิ่นได้ยินแล้วกลับลอบรู้สึกประหลาดใจ

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยกย่องบุคคลที่รักษากิริยามารยาทเป็นที่สุด หากว่าเจ้าพลาดพลั้งทำให้นางกรุ่นโกรธ เพียงมาขอขมาลาโทษนางด้วยตนเอง โดยมากนางก็ให้อภัยแล้ว แต่ถ้าหากเจ้าหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยกล่าวอะไร นางก็จะจดจำไปตลอด โดยเฉพาะเรื่องของฮูหยินใหญ่เวิ่นนี้ เห็นได้ชัดว่าสามารถฉวยโอกาสใช้เรื่องงานหมั้นของนั่วเกอเอ๋อร์มากล่าวขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่ากัวสักครั้งก็ได้ แต่กลับไหว้วานให้ท่านยายมาออกหน้าแทน…ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจะอภัยให้นางในทันทีได้อย่างไรกัน

เป็นไปตามคาด ไม่นานฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา กล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนางถึงขั้นมาโวยวายต่อหน้าข้า ต่อไปเจ้าให้นางปรากฏตัวต่อหน้าข้าให้น้อยลงก็แล้วกัน นั่วเกอเอ๋อร์เป็นเด็กอีกรุ่นหนึ่ง ข้าก็ยังไม่ได้แก่หงำเหงือกถึงเพียงนั้น สะใภ้ใหม่ของเขาแต่งเข้ามาแล้วเห็นว่าข้าเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง จะมายกน้ำชาให้ข้าสักจอก ข้าก็จะไม่ให้พวกเขาต้องขาดตกสิ่งใดเช่นกัน ไม่ปล่อยให้พวกเขาต้องกลับไปมือเปล่าหรอก”

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย กล่าวยิ้มๆ ว่า “นิสัยนี้ของท่าน ผ่านมาหลายปีขนาดนี้แล้วก็ยังไม่เปลี่ยน งานเลี้ยงตระกูลที่ศาลาทิงอวี่เมื่อหลายวันก่อน เหตุใดพอบอกว่าจะไม่ไปก็ไม่ไปเสียอย่างนั้น ทำให้สะใภ้รองรู้สึกอับอาย จนแทบจะนั่งไม่ติดที่เลยทีเดียวเจ้าค่ะ…”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน