ที่ผ่านมาฮูหยินผู้เฒ่ากวนให้ความเคารพบุตรเขยผู้นี้มาตลอด ได้ยินคำพูดของโจวเสาจิ่นแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลยิ่ง หลังจากบอกให้ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนไปฝนหมึกแล้ว ก็กล่าวกับโจวเสาจิ่นว่า “ไม่อาจปล่อยให้ล่าช้าทั้งสองเรื่อง ทางฝั่งของพ่อเจ้าก็ต้องส่งจดหมายไปบอก ส่วนทางฝั่งของลุงใหญ่ของเจ้าก็ต้องสร้างบ้านเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องรอให้ฉลองเทศกาลวันไหว้บ๊ะจ่างด้วยกันเรียบร้อยแล้วค่อยลงมือทำได้”
โจวเสาจิ่นรู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
ลุกขึ้นไปรับแท่นฝนหมึกจากมือของฮูหยินใหญ่เหมี่ยนมา ในเมื่อมีนางที่เป็นคนรุ่นหลานอยู่ด้วย จะปล่อยให้ผู้ใหญ่ลงมือทำได้อย่างไร
ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนเห็นแล้วก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขมากขึ้น กล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่ากวนว่า “ท่านว่ามื้อเที่ยงให้เก้าเกอเอ๋อร์กับอี้เกอเอ๋อร์มาร่วมด้วยดีหรือไม่เจ้าคะ จะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวครั้งหนึ่ง พวกเขาพี่ชายน้องสาวต่างไม่ได้เจอหน้ากันมาช่วงหนึ่งแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนเห็นว่าช่วงนี้เฉิงอี้เองก็เชื่อฟังอยู่ในกฎระเบียบแล้ว จึงกล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นก็ให้ทั้งสองคนมาร่วมด้วยก็แล้วกัน”
โจวเสาจิ่นพลันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย
รู้สึกว่าตัวเองไปหาเฉิงเจียน่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีเรื่องให้กวนใจมากมายนัก
ซื่อเอ๋อร์ยิ้มพร้อมกับเดินออกไปแจ้งข่าว
ปี้เถาทำคอยื่นคอยาวอยู่หน้าประตู
นัยน์ตาของโจวเสาจิ่นพลันสว่างวาบ ถามขึ้นว่า “ปี้เถา มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
ปี้เถาเดินเข้ามายอบกายทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากวนกับฮูหยินใหญ่เหมี่ยน จากนั้นกล่าวขึ้นว่า “เสี่ยวถานให้สาวใช้เด็กมาบอกว่า คุณชายใหญ่สวี่ออกเดินทางไปเจ่าหยวนแล้วเจ้าค่ะ”
โจวเสาจิ่นพลันรู้สึกผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันใด
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากวนกลับเอ่ยขึ้นอย่างฉงนสงสัยว่า “ว่าอย่างไรนะ วันนี้เป็นวันที่สวี่เกอเอ๋อร์เดินไปทางอ่านตำราที่เจ่าหยวนหรือ เหตุใดถึงไม่เห็นได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวอะไรเลย ตามหลักแล้ว ตอนออกเดินทางพวกพี่ชายเก้าของเจ้าก็ควรจะไปส่งด้วย” แล้วก็ถามขึ้นอย่างแปลกใจว่า “เสาจิ่น เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปส่งสวี่เกอเอ๋อร์เล่า”
โจวเสาจิ่นถึงได้นึกขึ้นมาได้
การออกไปศึกษาเพื่อเข้ารับเลือกเป็นบัณฑิตของทางการถือเป็นเรื่องใหญ่ของตระกูล ต่อให้ตระกูลอย่างตระกูลเฉิงจะเป็นตระกูลที่เคยมีคนเป็นจิ้นซื่อมาแล้วหลายต่อหลายคน แต่การออกไปศึกษาอ่านตำราไม่เพียงต้องดูปฏิทินเท่านั้น ยังต้องเชิญพระอาจารย์เลื่องชื่อมาดูวันที่ให้อีกด้วย
เฉิงสวี่จะต้องถูกท่านน้าฉือส่งตัวออกไปอย่างส่งๆ เป็นแน่!
คิดถึงตรงนี้แล้ว นางอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มมีความสุขออกมา
แต่รอยยิ้มนี้เพิ่งจะแย้มออกมาถึงริมฝีปากก็จางหายไปอีกอย่างรวดเร็ว
ไม่ถูกต้อง!
ถ้าเฉิงสวี่ถูกท่านน้าฉือส่งตัวออกไปอย่างส่งๆ แล้วฮูหยินผู้เฒ่ากัวจะยอมได้อย่างไร
ทันใดนั้นในใจของนางราวกับถูกแมวข่วนก็ไม่ปาน อยากจะไปถามเฉิงฉือยิ่งนัก
ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนเองก็ส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัยมาที่นางเช่นกัน
โจวเสาจิ่นไม่รู้จะกล่าวอะไรดี จึงเอ่ยขึ้นว่า “เป็นท่านน้าฉือบอกให้ข้าไม่ต้องไปส่งพี่ชายสวี่เจ้าค่ะ!”
ให้พวกนางไปสอบถามกับเฉิงฉือเอาเองก็แล้วกัน
อย่างไรเสียข้ออ้างนี้ก็เป็นเฉิงฉือที่คิดมาให้
นางไม่ยุ่งด้วยแล้ว!
โจวเสาจิ่นเม้มปากกลั้นยิ้ม
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนและฮูหยินใหญ่เหมี่ยนกลับนิ่งเงียบอย่างพร้อมเพียงกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่อคืนดึกแล้วจวนหลักถึงได้ให้คนมาแจ้งว่าโจวเสาจิ่นอยากมาเยี่ยมพวกนาง…รีบร้อนยิ่งนัก
นี่เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยปกติสักเท่าไร
นอกจากนี้เฉิงสวี่จะออกจากจวนไปศึกษาตำรา จวนหลักจะต้องเชิญพระอาจารย์เลื่องชื่อมากำหนดวันที่ให้เป็นแน่
หรือว่าโจวเสาจิ่นจะมีดวงเป็นอริกับวันที่ที่เฉิงสวี่เดินทางออกจากจวนไปศึกษาตำรากันนะ
นี่ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก!
หากโจวเสาจิ่นมีดวงเป็นอริกับวันที่ที่เฉิงสวี่เดินทางออกจากจวนไปศึกษาอ่านตำรา เช่นนั้นก็อาจจะมีดวงเป็นอริกับวันตกฟากของเฉิงสวี่ด้วยก็เป็นได้ ทว่าตอนนี้นางกลับอาศัยอยู่ที่จวนหลัก…
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่ากวนถึงได้กล่าวยิ้มๆ ขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นคำสั่งของนายท่านสี่ฉือ เขาคงคิดพิจารณามาแล้ว เจ้าไม่ไปส่งเขาก็ไม่เป็นไร วันนี้จะได้นั่งเล่นอยู่ที่นี่นานๆ หน่อย”
โจวเสาจิ่นยิ้มพร้อมกับพยักหน้ารับ
ดึงเอาท่านน้าฉือออกมาเป็นโล่กำบัง ช่างได้ผลดีจริงๆ
แต่นางไม่อยากจะอยู่รับมื้อเที่ยงที่จวนสี่ เฉิงสวี่ออกจากจวนไปแล้ว ก็เท่ากับว่าซอยจิ่วหรูปลอดภัยสำหรับนางแล้ว
แต่จะหาข้ออ้างอะไรมาอ้างดีนะ
ขณะที่โจวเสาจิ่นกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจอยู่นั้น ก็มีสาวใช้เด็กเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน กล่าวขึ้นว่า “นายหญิงผู้เฒ่า ฮูหยินใหญ่ แม่นางเสี่ยวถานของคุณหนูรองมาเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากวน ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนและโจวเสาจิ่นต่างประหลาดใจเป็นอย่างมาก เชิญเสี่ยวถานเข้ามา
เป็นดังที่คาด เฉิงเจียกล่าวขึ้นต่อจากนั้นว่า “แต่ใครจะรู้ว่าตระกูลหงจะตอบกลับมาว่า บุตรสาวคนรองจากภรรยาเอกของตระกูลหงได้กล่าวหมั้นหมายกันด้วยวาจากับตระกูลของตู้ฮั่นหลินที่จิงเฉิงแล้ว เพียงรอให้บุตรสาวของพวกเขาถึงวัยปักปิ่นทั้งสองตระกูลก็จะส่งของหมั้นหมายให้กันแล้ว แต่บุตรสาวคนโตจากภรรยาเอกของจวนสี่ของตระกูลพวกเขากับพี่ชายใหญ่ของข้าอายุไล่เลี่ยกัน จะลองดูฤกษ์ตกฟากว่าดวงสมพงศ์กันหรือไม่ก็ได้ แม่ของข้าจึงไปสืบข่าว ได้ความว่าแท้จริงแล้วนายท่านใหญ่ของจวนสี่เป็นผู้ที่สอบซิ่วไฉครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่ผ่านเสียที นอกจากนี้ที่บ้านยังมีบุตรสาวคนนี้เพียงผู้เดียวเท่านั้น ทำให้แม่ของข้าโกรธเคืองยิ่งนัก ไล่ตีข้าไปรอบหนึ่ง”
แต่โจวเสาจิ่นไม่เหมือนเมื่อก่อนที่รู้จักแต่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูดมาอย่างเดียวแล้ว ยังรู้จักฟังน้ำเสียงร่วมด้วย
นางเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าทำอะไรผิดมาอีกอย่างนั้นหรือ ถึงยั่วยุให้ท่านป้าใหญ่หลูโมโหขึ้นมาอีก!”
เฉิงเจียเม้มริมฝีปาก นั่งลงบนตั่งเคลือบเงาพร้อมกับโจวเสาจิ่น รอให้สาวใช้นำของว่างและน้ำชามาขึ้นโต๊ะเรียบร้อย นางไล่ทุกคนออกไปแม้แต่ชุ่ยหวนก็ด้วย ถึงได้เผยรอยยิ้มภาคภูมิใจออกมารอยยิ้มหนึ่ง ยกข้อมือขึ้นมาถูเบาๆ กล่าวขึ้นว่า “ข้ามิใช่คนไร้แววถึงเพียงนั้น! ทั้งๆ ที่รู้ว่าท่านแม่ของข้าอารมณ์ไม่ดียังจะไปยั่วยุนางทำไม นอกจากนี้นางยังกักบริเวณข้าอีกด้วย! หลายวันนี้ข้าจึงอยู่แต่ในเรือนหรูอี้อย่างเชื่อฟังไม่ได้ออกไปไหนเลย!”
โจวเสาจิ่นไม่เชื่อ ยิ่งถูกดึงดูดด้วยกำไลข้อมืออันงดงามล้ำค่าที่อยู่บนข้อมือของนางเส้นนั้น จึงอดไม่ได้จับข้อมือของนางเอาไว้พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “นี่อะไร ดูไม่เหมือนของของเจ้าเลยสักนิด”
เฉิงเจียมิใช่คนที่ชอบของที่เป็นหินหรือไม้เช่นนี้
เฉิงเจียกล่าวยิ้มๆ อย่างเจ้าเล่ห์ว่า “จะมิใช่ของของข้าได้อย่างไร มีคนให้ข้ามา ก็ต้องเป็นของของข้าอยู่แล้ว!”
โจวเสาจิ่นปากอ้าตาค้าง นึกถึงท่าทางเก็บอาการดีใจเอาไว้ไม่มิดของเฉิงเจียเมื่อครู่ หัวสมองขบคิด โพล่งถามออกมาว่า “หรือว่านี่จะเป็นของที่หลี่จิ้งส่งมาให้เจ้า”
เฉิงเจียยิ้มออกมาเต็มใบหน้า
โจวเสาจิ่นกระโดดตัวโหยงลุกขึ้นมา เอ่ยขึ้นว่า “เขา…เขามาพบเจ้าได้อย่างไร”
“เจ้าเบาๆ หน่อย!” เฉิงเจียดึงโจวเสาจิ่นนั่งลงไปบนตั่งอีกครั้ง กระซิบข้างหูนางว่า “ข้าไม่ได้บอกผู้ใด ท่านแม่ของข้าต้องการสืบเรื่องของตระกูลหงใช่หรือไม่ แต่ท่านพ่อของข้ากลับไม่รู้จักใครเลย ไม่มีวี่แววจะสำเร็จเลยสักนิด และก็ไม่กล้าไปขอให้ท่านอาฉือช่วยด้วย ท่านย่าของข้าก็รู้จักแต่เรื่องดีใจมีความสุข ส่วนพวกพ่อบ้านอย่างมากก็ไปสืบได้แค่ว่าตระกูลหงมีสมาชิกกี่คน อยู่ที่นั่นมีชื่อเสียงดีหรือไม่เท่านั้น แล้วตระกูลหงก็มิใช่ตระกูลที่ยากจนข้นแค้น จึงไม่อาจไปสืบเรื่องภายในเรือนชั้นในออกมาได้ ประจวบเหมาะกับที่หลี่จิ้งได้กระดาษเฉิงซินมาครึ่งเตา[1] จึงส่งมาให้ท่านพ่อของเข้า ท่านพ่อของข้าได้ยินว่าเขาเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ มีมิตรสหายอยู่ทั่วทุกที่ จึงลองถามหยั่งเชิงเขาดู หลี่จิ้งรับปากในทันที จึงเป็นหลี่จิ้งที่สืบเรื่องนี้มาให้ ท่านแม่ของข้ากลัวว่าผู้อื่นจะทราบเรื่อง จึงให้หลี่จิ้งมาพบที่เรือนชั้นใน…” นางเล่าถึงตรงนี้ ก็ซบศีรษะลงบนบ่าของโจวเสาจิ่นเบาๆ ในน้ำเสียงเผยความสงบออกมาหลายส่วน “เขาบอกว่า ข้าไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องพบหน้ากันอย่างไร บอกเพียงว่าให้เขามาพบข้าสักครั้งเท่านั้น เช่นนี้ก็เท่ากับว่าเขาได้ทำตามสัญญาที่ให้กับข้าแล้ว ข้าเองก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้กับเขาด้วยถึงจะถูก!” กล่าวจบ ก็หัวเราะคิกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมา “ข้าเติบโตมาขนาดนี้ ยังไม่เคยมีใครปฏิบัติกับข้าอย่างใส่ใจเหมือนพี่ชายจิ้งของข้ามาก่อน เขาบอกว่า เขาไม่อาจแอบเข้ามาในจวนได้ เช่นนั้นจะถูกข้าดูถูกดูแคลนได้ และหากมีคนพบเห็นเข้า ก็อาจจะทำให้ชื่อเสียงของข้าเสียหายได้…ยังบอกอีกว่า เพื่อเสาะแสวงหากระดาษเฉิงซินครึ่งเตานี้แล้ว เขาเขียนจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากทุกคนที่เขารู้จัก…พ่อบ้านของเขาชวนบ่าวชายที่บ้านข้าไปร่ำสุราทุกวัน บ่าวสูงวัยในซอยจิ่วหรูต่างหัวเราะว่าเขาประจบประแจงผู้มีอำนาจ ตอนนี้เขากลายเป็นคนตลบตะแลงเห็นแก่ได้คนหนึ่งไปแล้ว…ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ทราบว่าท่านแม่ของข้าอยากจะสืบเรื่องของตระกูลหง เขาถึงได้ไปพบท่านพ่อของข้า…อีกทั้งยังกลัวว่าท่านพ่อของข้าจะไม่ไว้ใจให้เขาไปสืบเรื่อง กลัวว่าตัวเขาเองจะสืบเรื่องอะไรออกมาไม่ได้เลย แล้วก็กลัวว่าตอนที่เขาไปพบท่านแม่ของข้านั้นข้าจะไม่ได้อยู่ด้วย…รู้สึกกระวนกระวายและหวาดกลัวกว่าตอนที่ตัดสินใจเดินทางไปซีโข่วเป็นครั้งแรกเสียอีก เสาจิ่น เจ้าว่า เหตุใดถึงมีคนโง่เขลาถึงเพียงนี้ ที่ไม่ว่าข้าพูดอะไรก็เก็บเอาไปใส่ใจหมดทุกอย่างเช่นนี้ด้วย”
โง่เขลาอย่างนั้นหรือ
โจวเสาจิ่นคิดอย่างเหม่อลอย
ท่านน้าฉือก็เป็นเช่นนี้
ไม่ว่านางพูดอะไร ท่านน้าฉือล้วนเชื่อนาง ล้วนเก็บเอาไปใส่ใจ ล้วนไปจัดการให้นาง…ไม่ว่าเรื่องอะไรนางล้วนไม่ต้องเป็นกังวลใจ ล้วนไม่ต้องสนใจ ทุกอย่างล้วนทิ้งเอาไว้ให้ท่านน้าฉือ…แต่ที่หลี่จิ้งเป็นเช่นนั้นก็เพราะเขาชอบเฉิงเจียนี่นา!
ไม่ว่าเฉิงเจียจะกลายเป็นคนอย่างไร เขาก็ยังคงชอบนาง!
แต่ท่านน้าฉือ…ท่านน้าฉือ…
นางใจเต้นตึกตัก ใบหน้าร้อนผะผ่าว
……………………………………………………………
[1] เตา ลักษณะนามบอกปริมาณกระดาษ โดยกระดาษหนึ่งเตาเท่ากับหนึ่งร้อยแผ่น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน