เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 354

โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะเบาๆ ปฏิเสธข้อเสนอของเฉิงฉือไป

ในเมื่อจะต้องไปแล้ว ก็ต้องไปอย่างหมดจด ไม่ให้มีอะไรต้องข้องเกี่ยวกับท่านน้าฉืออีก

นางกลัวว่าถึงเวลานั้นเมื่อเห็นสิ่งของแล้วจะคิดถึงคนขึ้นมา ทำให้ไม่อาจเก็บซ่อนความชมชอบที่มีต่อเฉิงฉือเอาไว้ในใจไปตลอดชีวิตได้

เฉิงฉือเห็นแล้วก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ายินยอม

โจวเสาจิ่นกล่าวขอตัวลาเฉิงฉือ

เฉิงฉือไปส่งนางจนถึงปากประตูห้องหนังสือ

โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “หากท่านน้าฉือผ่านทางไปเมืองเป่าติ้ง ห้ามลืมไปเป็นแขกที่บ้านของพวกข้านะเจ้าคะ!”

“ได้!” เฉิงฉือยิ้มน้อยๆ พร้อมกับรับปากนาง

โจวเสาจิ่นเดินลัดเลาะผ่านสวนของเรือนหลีอินไปอย่างไม่เร็วและไม่ช้า

แสงแดดอบอุ่นของต้นฤดูหนาวสาดส่องอยู่บนเรือนร่างของนาง ทว่านางกลับรู้สึกว่ามือและเท้าเย็นเล็กน้อย

นางบอกว่าไม่ต้องให้คนมาคอยรับใช้นาง ท่านน้าฉือก็ไม่คะยั้นคะยออีก…ในใจของเขา นางก็คงจะเป็นเพียงญาติธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นกระมัง

โจวเสาจิ่นรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ น้ำตาเกือบจะไหลออกมาแล้ว

แต่เพียงพริบตาเดียวนางก็สูดจมูกหัวเราะออกมา

ทั้งๆ ที่เป็นตนเองที่บอกว่าไม่ต้องการให้ซางมามากับเสี่ยวถานตามไปรับใช้ พอท่านน้าฉือตอบรับ นางก็โทษว่าท่านน้าฉือไม่คะยั้นคะยอนาง…ใต้โลกหล้านี้มีผู้ใดชอบหาเรื่องทะเลาะเหมือนนางเช่นนี้บ้าง!

โจวเสาจิ่นเข้าใจดี ทว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเก็บกักความรู้สึกเจ็บแปลบที่ไม่รู้ว่าคืออะไรนั้นเอาไว้ในใจได้

นางยิ้มอย่างจริงใจขณะพูดคุยกับฮูหยินผู้เฒ่ากัว ฮูหยินผู้เฒ่ากวนและคนอื่นๆ ที่มาส่งนาง จากนั้นกลับถนนผิงเฉียวไปด้วยน้ำตาคลอเบ้าไปตลอดทาง

บ้านเดิมที่ถนนผิงเฉียวยังคงตั้งตระหง่านอย่างเงียบสงบอยู่ตรงนั้นเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งภรรยาของหม่าฟู่ซานที่ได้รับข่าวมาตั้งแต่เมื่อวานได้ทำความสะอาดห้องหับต่างๆ จนเอี่ยมอ่องเอาไว้แล้ว กระทั่งนางรับมื้อกลางวันเสร็จ ข้าวของของนางก็ถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่นางคุ้นชินเรียบร้อยแล้ว

ชุนหว่านเกลี้ยกล่อมนางว่า “คุณหนูรอง เมื่อวานท่านเกือบจะไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน รีบไปพักสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าค่อยไปเรียกท่านตื่นเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น”

เนื่องจากคุ้นเคยกับห้องพระของฮูหยินผู้เฒ่ากัว คุ้นชินกับความสุขเวลาได้รอคอยท่านน้าฉือ และเคยชินกับเสียงพูดคุยและหัวเราะของปี้อวี้และคนอื่นๆ บ้านเดิมของตระกูลโจวจึงเปลี่ยนเป็นเงียบเหงาว่างเปล่าขึ้นมา

วันถัดมา ฮูหยินผู้เฒ่ากัวให้สื่อมามามาดูว่านางคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตที่นี่หรือไม่ โจวเสาจิ่นรั้งให้นางอยู่พูดคุยด้วยครู่หนึ่ง มอบผ้าซงเจียงสีขาวพระจันทร์สำหรับตัดเสื้อตัวในให้นางสองพับ ยังไม่ทันได้ส่งคนออกไป หวังมามาคนข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็มาถึงแล้ว

นางรับมืออยู่เช่นนี้ กระทั่งวันที่สามถึงได้สงบสุขขึ้นมา

หีบสัมภาระที่โจวเสาจิ่นนำกลับมาด้วยยังไม่ได้เปิดออกทั้งหมด ส่วนกระถางดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้ล้วนถูกย้ายเข้าเรือนเพาะชำเป็นการชั่วคราวให้อวี๋มามาช่วยดูแลแล้ว

นานๆ ทีทุกคนถึงจะมีเวลาว่าง นั่งทำงานเย็บปักด้วยกัน

เป็นเช่นนี้อยู่ครึ่งเดือน หลี่ฉางกุ้ยบ่าวคนสนิทของโจวเจิ้นก็นำจดหมายของโจวเจิ้นมาถึงเมืองจินหลิง

โจวเจิ้นให้โจวเสาจิ่นเมื่อได้รับจดหมายให้ออกเดินทางเลย ไม่ต้องเคร่งครัดว่าจะเป็นวันดีหรือไม่ ส่วนทางด้านของซอยจิ่วหรูนั้น ปล่อยให้เขาเป็นคนจัดการเอง

โจวเสาจิ่นรับจดหมายมา น้ำตาคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ ถามหลี่ฉางกุ้ยว่า “ท่านพ่อของข้ายังมีคำสั่งอื่นอีกหรือไม่”

หลี่ฉางกุ้ยตอบอย่างนอบน้อมว่า “นายท่านให้ข้านำของฝากท้องถิ่นมาด้วยจำนวนหนึ่ง รอให้นำของขวัญไปส่งมอบให้ซอยจิ่วหรูในวันพรุ่งนี้แล้ว ก็ออกเดินทางได้เลยขอรับ”

โจวเสาจิ่นให้หม่าฟู่ซานพาหลี่ฉางกุ้ยออกไป เก็บจดหมายเอาไว้ในกล่อง

จะไปจากซอยจิ่วหรูที่นางใช้ชีวิตมาร่วมสิบสี่ปี ไปจากเมืองจินหลิงสถานที่ที่นางเกิดและเติบโตมาเช่นนี้แล้วจริงๆ หรือ

โจวเสาจิ่นยืนอยู่ใต้โถงทางเดินของเรือนหลัก ทอดสายตามองไปยังทิศทางที่ซอยจิ่วหรูตั้งอยู่ ในหัวสมองว่างเปล่า ไม่อยากจะคิดอะไรทั้งนั้น

วันต่อมา เอาของฝากท้องถิ่นที่บิดานำมาไปกล่าวอำลาซอยจิ่วหรู

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวรับรองนางที่โถงรับแขก

นางไม่ได้พบทั้งเฉิงฉือและเฉิงสวี่

แต่นางยังคงไปที่เรือนหลีอิน ไปพบจี๋อิ๋ง

แม้จะบอกว่าจี๋อิ๋งถูกกักบริเวณ แต่อารมณ์ของนางกลับดียิ่ง พอรู้ว่าโจวเสาจิ่นกำลังจะไปเมืองเป่าติ้ง นางก็กล่าวขึ้นอย่างยินดีว่า “อีกไม่กี่วันข้าก็จะได้กลับบ้านแล้ว ชังโจวอยู่ใกล้เมืองเป่าติ้งยิ่ง ถึงเวลานั้นข้าจะไปเยี่ยมเจ้า”

เห็นจี๋อิ๋งไม่เป็นอะไร โจวเสาจิ่นถึงได้วางใจลง ไปที่จวนสี่

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนส่งนางจนถึงปากประตูเรือนเจียซู่

ส่วนเหอเฟิงผิงผู้เป็นสะใภ้ใหญ่เก้าและเฉิงเจียไปส่งนางจนถึงท่าเรือข้างทะเลสาบของเมืองจินหลิง

ถึงแม้เรือที่โจวเสาจิ่นนั่งจะเป็นเรือสำราญของโจวเจิ้น ทว่าภายในกล่องกลับบรรจุป้ายชื่อของเฉิงจิงที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวมอบให้นางก่อนออกเดินทางเอาไว้

เมื่อเปรียบเทียบกับความหวาดกลัวตอนเดินทางไปจิงเฉิงในชาติก่อนแล้ว นางทั้งสงบและไม่กระวนกระวาย

นางจะนั่งเรือไปเยี่ยมโจวชูจิ่นที่เจิ้นเจียงก่อน จากนั้นเดินทางต่อไปที่เมืองเป่าติ้ง

สะใภ้ใหญ่เก้าย้ำกำชับนางซ้ำๆ ว่าให้ระมัดระวัง ทว่าเฉิงเจียกลับกอดนางเอาไว้พร้อมกับร้องไห้ออกมา “เสาจิ่น เจ้าจะต้องดูแลตัวเองให้ดี! รอข้าแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ข้าจะรับเจ้าไปเที่ยวที่ลั่วหยาง ถึงตอนนั้นพวกเราพี่น้องอยากทำอะไรก็จะได้ทำสิ่งนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้คิดจะชักสีหน้าให้พวกเราอีก!”

โจวเสาจิ่นหัวเราะ กล่าวยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นเจ้าก็จะต้องดีกับหลี่จิ้งให้มากสักหน่อยถึงจะถูก! หากข้าไปแล้ว พวกเจ้าสองสามีภรรยาไม่ลงรอยกัน ข้าไหนเลยจะมีที่ให้พักอาศัยได้!”

เฉิงเจียถูกนางเย้าแหย่จนหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา กล่าวขึ้นว่า “เจ้ามีจิตใจชั่วร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร ข้ายังไม่ทันได้แต่งออกไปเลย เจ้าก็เฝ้ารอให้พวกข้าทะเลาะกันแล้ว”

โจวเสาจิ่นหัวเราะร่า

กูที่สิบเจ็ดของตระกูลกู้และคุณหนูของตระกูลกัวเองก็ทยอยส่งมามาข้างกายมาส่งนางเช่นกัน

โจวเสาจิ่นขึ้นเรือสำราญไปท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของทุกคน โบกมือลาญาติและบ่าวรับใช้ที่เคยอยู่กับนางมาหลายปี

เรือค่อยๆ แล่นออกจากท่าเรือช้าๆ

โจวเสาจิ่นยืนอยู่ตรงหัวเรือ มองเมืองจินหลิงที่ยิ่งอยู่ก็ยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ ไปจากสายตาของตัวเอง

นางหลั่งน้ำตาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“คุณหนูรอง คุณหนูรองเจ้าคะ” ชุนหว่านเองก็รู้สึกโศกเศร้ายิ่งนัก นางหยิบผ้าเช็ดหน้าให้โจวเสาจิ่นเช็ดน้ำตา “ด้านนอกนี้ลมแรงนัก ระวังจะต้องลมจนล้มป่วยเอาได้ พวกเรากลับเข้าไปพักข้างในเถิดเจ้าค่ะ”

โจวเสาจิ่นกลับเข้ามาในห้องโดยสารด้วยจิตใจหดหู่ เปิดหน้าต่างออก ทรุดกายนั่งลงบนตั่งเคลือบข้างหน้าต่าง

มีสาวใช้เด็กเข้ามากระซิบกล่าวเสียงเบาว่า “คุณหนูรอง อากาศเย็นยิ่งนัก ข้ากลัวว่าลมหนาวจะเสียดแทงจนถึงกระดูก จึงต้มน้ำขิงมาให้เล็กน้อย ท่านรีบดื่มขณะที่กำลังร้อนๆ เถิดเจ้าค่ะ!”

โจวเสาจิ่นเงยหน้าขึ้นมาอย่างประหลาดใจ “เสี่ยวถาน?”

พี่สาวตั้งครรภ์แล้ว จึงดูมีน้ำมีนวลกว่าตอนก่อนออกเรือนเล็กน้อย ฉือเซียงนำสาวใช้และป้ารับใช้ประมาณเจ็ดถึงแปดคนยืนรายล้อมนางขณะยืนรออยู่ตรงปากประตูเรือนชั้นใน ป้ารับใช้ผู้หนึ่งในจำนวนนั้นยังกล่าวขึ้นอย่างกระวนกระวายว่า “สะใภ้ใหญ่ ท่านนั่งลงเถิดเจ้าค่ะ! ท่านยืนมาเกือบจะหนึ่งเค่อแล้วนะเจ้าคะ!”

โจวเสาจิ่นที่ก้าวเท้าออกมาแล้วข้างหนึ่งได้ยินแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

ตอนพี่สาวอยู่ที่ซอยจิ่วหรูมิได้ทำตัวเอิกเกริกเช่นนี้

ดูท่าทางแล้วก็ทราบได้ว่าพี่สาวมีชีวิตที่ดีในตระกูลเลี่ยว

นางลงมาจากเกี้ยวด้วยรอยยิ้ม

โจวชูจิ่นเดินเข้ามาด้วยน้ำตาคลอหน่วยทั้งสองข้าง “เสาจิ่น! ข้าเฝ้ารอคอยการมาถึงของเจ้ามาโดยตลอด!”

โจวเสาจิ่นพุ่งตัวเข้าหาอ้อมกอดของพี่สาว

ป้ารับใช้ผู้นั้นตกใจจนใบหน้าซีดเผือด รีบกล่าวขึ้นว่า “คุณหนูตระกูลโจวเจ้าคะ ท่านระวังด้วยเจ้าค่ะๆ สะใภ้ใหญ่ของพวกข้าตั้งครรภ์แล้ว”

“ข้ารู้ๆ!” โจวเสาจิ่นซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพี่สาวครู่หนึ่ง กล่าวอย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า “ข้าไม่มีทางทำให้พี่สาวบาดเจ็บอย่างแน่นอน!”

โจวชูจิ่นเองก็ตำหนิป้ารับใช้ผู้นั้นว่ามากเรื่อง เอ่ยกับโจวเสาจิ่นอย่างช่วยไม่ได้เล็กน้อยว่า “เจ้าเองก็อย่าโทษนางเลย เป็นแม่สามีที่หามาให้ดูแลข้า นางจึงระมัดระวังเกินกว่าเหตุไปบ้าง!”

โจวเสาจิ่นพยักหน้าด้วยดวงหน้ายิ้มตาหยีจนดวงตาและคิ้วโก่งโค้ง สั่งซางมามาว่า “ตกรางวัลให้นางสิบเหลี่ยงเงิน!”

บรรยากาศโดยรอบหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

ซางมามาประหนึ่งไม่รู้เรื่องอย่างไรอย่างนั้น ยิ้มพลางหยิบถุงเงินหนึ่งถุงยื่นส่งให้ป้ารับใช้ผู้นั้น

ป้ารับใช้ผู้นั้นได้สติคืนกลับมา รีบคุกเข่าลงกล่าวขอบคุณ

โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “มีรางวัลให้กับทุกคน”

เสียงคุกเข่าดังพึ่บพับอยู่ครู่หนึ่ง

โจวชูจิ่นลอบขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็ไม่อาจต่อว่าอะไรโจวเสาจิ่นต่อหน้าบรรดาบ่าวรับใช้หนึ่งกลุ่มนี้ ได้แต่กล่าวขึ้นว่า “ข้าจัดเตรียมห้องเอาไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ไปล้างหน้าล้างตาก่อนแล้วข้าค่อยพาเจ้าไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า”

ฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลเลี่ยวคือท่านย่าทวดของเลี่ยวเส้าถังผู้เป็นพี่เขย

ท่านย่าของเขาเสียชีวิตแล้ว

ชาติก่อนหลังจากที่ตระกูลเฉิงเกิดเรื่องแล้ว ก็เป็นท่านย่าทวดผู้นี้ที่คิดจะขับไล่โจวชูจิ่นผู้เป็นพี่สาวของนาง

นางยิ้มพร้อมกับจับมือของพี่สาวเอาไว้ ถามถึงสุขภาพของนางขึ้นมา

“ข้าสบายดี” เมื่อโจวชูจิ่นเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ดวงหน้าพลันดูสดชื่นแจ่มใสเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน “ลูกในท้องก็ไม่ดื้อไม่ซน ข้ากินได้นอนได้อย่างสบาย ไม่ต่างอะไรกับเวลาปกติ เริ่มแรกหากมิใช่เพราะพวกฉือเซียงเอ่ยทักข้า ข้าคงยังไม่รู้ว่าตัวเองตั้งท้องแล้ว…”

สีหน้าของโจวเสาจิ่นหม่นหมองลง

ชาติก่อน ก็เพราะเป็นเช่นนี้พี่สาวถึงได้แท้งบุตรคนแรกไป

ต่อมาเมื่อท้องเฉิงฟาง ก็ไม่มีอาการอะไรเลยเช่นกัน

หรือว่านาง…ก็จะ…

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน