โจวเสาจิ่นคิดๆ แล้วก็รู้สึกว่าช่างน่าขันนัก
ฝานหลิวซื่อที่ทำงานเย็บปักเป็นเพื่อนนางกลับพึมพำกล่าวขึ้นมาว่า “นี่ก็ถึงเทศกาลกินโจ๊กล่าปาแล้ว นายท่านสี่ยังไม่กลับไปฉลองปีใหม่อีกหรือ”
โจวเสาจิ่นถึงได้รู้สึกตัวว่าอีกยี่สิบกว่าวันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว แต่เฉิงฉือกลับยังเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่อย่างไม่รีบไม่ร้อนอยู่เลย!
นางใช้โอกาสตอนที่บิดาไปห้องทำงาน และเฉิงฉือฝึกคัดอักษรอยู่ที่เรือนรับรองแขกเพียงลำพังนั้นไปหาเฉิงฉือ
แต่ผู้ใดจะรู้ว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก เฉิงฉือก็กล่าวยิ้มๆ ขึ้นมาก่อนว่า “เจ้ามาได้พอดียิ่ง หลายวันก่อนตระกูลฟ่านส่งเทียบเชิญมาให้บิดาของเจ้ากับข้า ประจวบเหมาะกับที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุดขอบิดาของเจ้าพอดี พรุ่งนี้เจ้าก็ตามพวกข้าไปเป็นแขกที่ตระกูลฟ่านด้วยก็แล้วกัน!”
จะได้เจอจูจูด้วยพอดีเลย
แน่นอนว่าโจวเสาจิ่นย่อมดีใจอย่างลิงโลด นางเจื้อยแจ้วถามเฉิงฉือว่า “ฮูหยินไปด้วยหรือไม่ ข้าได้ยินมาว่าจูจูแต่งกับบุตรชายคนรอง ตระกูลฟ่านมีใครบ้าง ข้าควรจะเตรียมของขวัญอะไรไปดีเจ้าคะ”
เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ ว่า “พรุ่งนี้มารดาของเจ้าก็ไปด้วย พวกของขวัญต่างๆ นั้นนางจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล หากเจ้ามีของอะไรที่อยากมอบให้จูจู ถึงเวลานั้นก็มอบให้นางเองก็ได้แล้ว ของที่มารดาของเจ้าส่งไปให้นี้เป็นรายการของขวัญที่กำหนดมาแล้ว” จากนั้นก็พูดถึงเรื่องญาติพี่น้องของตระกูลฟ่านขึ้นมา
จากที่กล่าวมาถึงแม้ตระกูลฟ่านจะมีเพียงสามจวน แต่ชีวิตนี้จูจูจะมีญาติลูกพี่ลูกน้องชายถึงยี่สิบสี่คน โจวเสาจิ่นได้แต่พูดไม่ออก เอ่ยขึ้นว่า “หากเป็นข้า เกรงว่าแค่จำนวนคนก็คงจะจำไม่หมดแล้วเจ้าค่ะ”
เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้ามิอาจเทียบเคียงได้หรอก”
พูดอย่างกับว่านางแย่มากก็ไม่ปาน
โจวเสาจิ่นยู่ปากเดินหนีไป
เฉิงฉือจึงหัวเราะไม่หยุด
วันหยุดของโจวเจิ้นวันนั้น โจวเสาจิ่นแต่งตัวอย่างตั้งใจ เสร็จแล้วก็เดินไปที่เรือนหลัก
ไม่ว่าจะเป็นโจวเจิ้นหรือหลี่ซื่อต่างดวงตาเป็นประกาย เอ่ยขึ้นว่า “วันนี้เสาจิ่นช่างงดงามยิ่งนัก”
โจวเสาจิ่นเม้มปากหัวเราะ เดินไปที่โรงจอดเกี้ยวพร้อมกัน
เฉิงฉือรออยู่ที่นั่นแล้ว
ด้านในเขาสวมชุดจื๋อตัวผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีเขียวไม้ไผ่ไร้ลวดลายตัวหนึ่ง ส่วนด้านนอกกลับคลุมเสื้อคลุมขนหมาไม้สีดำตัวหนึ่งอย่างง่ายๆ เท่านั้น เส้นผมสีดำขลับม้วนขึ้นเป็นมวยปักด้วยปิ่นไผ่อย่างง่ายๆ ดวงหน้าหล่อเหลา สีหน้าอบอุ่น ร่างหยกนั้นตั้งตรงผึ่งผาย ประหนึ่งต้นไผ่ตรง เป็นความหรูหราทว่าถ่อมตนของคุณชายจากตระกูลชั้นสูง ความองอาจอย่างทะนงตนนั้นล้วนปรากฏอยู่บนใบหน้า
ช่างสมกับเป็นคนของซอยจิ่วหรูจริงๆ!
โจวเจิ้นลอบพรูลมหายใจเบาๆ อยู่ในใจครั้งหนึ่ง
ทว่าหลี่ซื่อกลับกระซิบถามโจวเสาจิ่นว่า “นายท่านสี่ฉือสวมชุดผ้าฝ้ายไปตระกูลฟ่าน จะไม่เป็นอะไรหรือ”
โจวเสาจิ่นมองเฉิงฉือพร้อมกับกระซิบกล่าวกับมารดาเลี้ยงว่า “ท่านรอดูต่อไปก็พอ นอกเสียจากว่าตระกูลฟ่านจะไม่มีคนได้ร่ำเรียนหนังสือ ขอเพียงมีคนที่ได้ร่ำเรียนหนังสือสักคนหนึ่ง จะต้องปฏิบัติต่อท่านน้าฉืออย่างเคารพนบนอบแน่นอน”
หลี่ซื่อไปตระกูลฟ่านด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
ตระกูลฟ่านตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเป่าติ้ง ครอบคลุมอาณาบริเวณขนาดใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับซอยจิ่วหรูแล้วก็ไม่ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไร ทว่าเรือนต่างๆ กลับอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ทั้งไม่เหมือนกับบ้านเรือนของเจียงหนานที่ติดน้ำมีทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปมาในสวน และไม่เหมือนกับบ้านของทางเหนือที่เรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูราวกับว่าสร้างเรือนไปถึงตรงที่ใดก็ถึงตรงที่นั้นอย่างไรอย่างนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ
หลี่ซื่อบอกโจวเสาจิ่นว่า “ตระกูลฟ่านมีบุตรชายจำนวนมาก จำต้องสร้างเรือนไม่หยุดไม่หย่อน”
ถึงว่า!
โจวเสาจิ่นนึกถึงความใหญ่โตโอ่อ่าของจวนเหลียงกั๋วกง
ไม่รู้ว่าจูจูจะอยู่ที่นี่ได้คุ้นชินหรือไม่
ผู้นำตระกูลของตระกูลฟ่านมารอต้อนรับโจวเจิ้นอยู่ที่ประตูด้วยตัวเอง
โจวเสาจิ่นและคนอื่นๆ ถูกบ่าวรับใช้นำตรงไปที่ประตูชั้นใน
นางแอบเลิกผ้าม่านมองจากที่ไกลๆ ไปครั้งหนึ่ง รู้เพียงว่าผู้ที่มานำการต้อนรับของตระกูลฟ่านเป็นบุรุษร่างเล็กผู้หนึ่ง
เมื่อเข้าประตูชั้นในมาแล้ว ผู้ที่มานำการต้อนรับพวกนางคือฮูหยินใหญ่ของตระกูลฟ่าน
เมื่อโจวเสาจิ่นลงจากเกี้ยวก็เห็นจูจูที่ยืนอยู่ด้านหลังของฝูงคน
นางสวมชุดเพ่ยจื่อผ้าไหมหังโจวสีถั่วเขียวลายแจกันและกระโปรงจีบสีขาวธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง เก็บผมขึ้นเป็นมวยกลมอย่างสตรีออกเรือนแล้ว ประดับปิ่นปักผมทองเคลือบฝังไข่มุกใต้เพียงสองชิ้น นอกจากไข่มุกใต้ขนาดใหญ่เท่าเม็ดบัวบนปิ่นปักผมนั้นแล้ว นางก็ไม่แตกต่างจากสตรีออกเรือนแล้วที่อยู่รอบๆ ไม่ได้แต่งตัวเป็นพิเศษอะไรมาก ทว่าใบหน้าของนางกลับล้นปรี่ด้วยความงดงาม เฉิดฉายและเปล่งประกาย งดงามกว่าตอนอยู่ที่จวนเหลียงกั๋วกงเสียอีก แม้นจะยืนอยู่ด้านหลังสุด กลับทำให้คนแค่มองก็เห็นนางแล้ว
เมื่อสบประสานกับสายตาของโจวเสาจิ่น นางก็หันมาขยิบตาให้โจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง ดูปราดเปรื่องแก่นแก้วยิ่งนัก
พอจะมองออกว่า ชีวิตของนางที่ตระกูลฟ่านไม่เลวร้ายนัก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่สมดังปรารถนาผู้หนึ่ง หรือเป็นเพราะตระกูลฟ่านปฏิบัติกับนางอย่างดีกันแน่
โจวเสาจิ่นครุ่นคิดอยู่ในใจ ก้าวออกไปทำความเคารพฮูหยินใหญ่ตระกูลฟ่าน
ฮูหยินใหญ่ตระกูลฟ่านมีรอยย่นที่ลึกมาก ทำให้นางดูค่อนข้างเคร่งครัดและเข้มงวด แต่เวลานี้ใบหน้านางกลับเผยรอยแย้มยิ้มออกมาให้เห็น พาหลี่ซื่อกับโจวเสาจิ่นไปนั่งในโถงรับแขกอย่างกระตือรือร้น กล่าวทักทายพวกนางอย่างเป็นมิตรว่า “…ได้ยินว่าคุณหนูรองมาจากเมืองจินหลิง ตอนนั้นข้ายังคิดอยู่ในใจว่า นี่ช่างบังเอิญยิ่งนัก สะใภ้รองของพวกข้าก็มาจากเมืองจินหลิงเช่นกัน จึงดึงสะใภ้รองมาสอบถาม คาดไม่ถึงว่าสะใภ้รองจะรู้จักคุณหนูรองด้วย” ขณะที่นางกล่าว สายตาก็เลื่อนตกไปอยู่ที่ร่างของจูจู
จูจูยิ้มพร้อมกับก้าวออกมาค้อมตัวให้โจวเสาจิ่น
โจวเสาจิ่นรีบลุกขึ้นมาทำความเคารพกลับ เปล่งเสียงหนึ่งว่า “พี่สาว” เอ่ยขึ้นว่า “พอข้าได้ยินว่าจะได้มาจวนฟ่าน เมื่อคืนจึงดีใจมากจนดึกดื่นค่อนคืนแล้วก็ยังนอนไม่หลับ พี่สาวสบายดีหรือไม่เจ้าคะ”
กระทั่งโจวเจิ้นกลับมา หลี่ซื่ออดบ่นออกมาเล็กน้อยไม่ได้ว่า “เจ้าพนักงานธุรการศาลหวงผู้นั้นก็ช่างกระไร ถึงกับให้บุรุษจากข้างนอกผู้หนึ่งมาคำนับข้า”
โจวเจิ้นมิได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ ด้านหนึ่งก็กำลังหวนระลึกถึงนายท่านใหญ่ฟ่าน หลังจากที่เห็นการแต่งกายของเฉิงฉือนั้นแล้วนัยน์ตาก็เผยแววประหลาดใจออกมาให้เห็น จากนั้นก็ปฏิบัติกับเฉิงฉืออย่างเคารพนบนอบเป็นอย่างสูง อีกด้านหนึ่งก็กล่าวขึ้นอย่างจิตใจเลื่อนลอยว่า “เพราะเหตุนี้ถึงได้ให้เจ้าระมัดระวังตัวเอาไว้สักหน่อยเวลาคบค้าสมาคมกับคนเหล่านั้น พวกเขาประจบประแจงคนขึ้นมา ล้วนมีกลยุทธ์ทุกรูปแบบ ซึ่งทำให้เจ้าไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ฉางซิ่วไฉผู้นั้น ข้าเคยได้ยินมาว่า สอบผ่านซิ่วไฉตั้งแต่อายุยังน้อย ตระกูลร่ำรวย ประจบประแจงคนใหญ่คนโตเก่งนัก เป็นแขกผู้มีเกียรติคนหนึ่งของบ้านใต้เท้าเหมียวและใต้เท้าเฉียน ครั้งนี้พูดให้เจ้าพนักงานธุรการศาลหวงมาดักเจอพวกเราที่หน้าประตูได้ คาดว่าคงอยากให้ข้าจดจำเขาได้ ต่อให้มิได้มีเรื่องมาขอร้อง แต่ก็คงเพราะอยากจะสร้างความสัมพันธ์กับข้า เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลใจไป ข้าจะจัดการไปตามที่เห็นก็ได้แล้ว น้ำใสเกินไปมักไร้ซึ่งปลา ต่อให้ได้เป็นถึงขุนนางใหญ่ แต่คนในสามลัทธิเก้าหลักคิดนี้ ไม่อาจไม่คบค้าสมาคมด้วยได้”
หลี่ซื่อไว้วางใจโจวเจิ้นมาโดยตลอด ในเมื่อโจวเจิ้นบอกว่าไม่เป็นไร นางก็จะโยนเรื่องนี้ทิ้งไปเสียก็แล้วกัน
คิดไม่ถึงว่าวันต่อมาฮูหยินหวงผู้นั้นจะมากล่าวขอโทษหลี่ซื่อ “…ข้าได้ต่อว่านายท่านของพวกข้าอย่างรุนแรงไปแล้ว ได้เจอก็คือได้เจอ เขาออกไปกล่าวทักทายสักคำก็พอแล้ว เหตุใดยังให้ฉางซิ่วไฉออกไปคำนับฮูหยินอีกด้วย นี่หากว่าทำให้คุณหนูรองตกใจขึ้นมาจะทำอย่างไร” กล่าวจบ นางก็กระซิบกล่าวกับหลี่ซื่อด้วยใบหน้าลับๆ ล่อๆ ว่า “อย่างไรก็ตาม ฮูหยิน ที่เมืองเป่าติ้งของพวกเรานี้ฉางซิ่วไฉผู้นั้นมีชื่อเสียงเป็นบัณฑิตมีพรสวรรค์และโดดเด่น ท่านคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
หลี่ซื่อตะลึงงัน จากนั้นสีหน้าแดงก่ำ กำลังจะต่อว่าฮูหยินหวงผู้นั้น
ฮูหยินหวงรู้ว่าเข้าใจผิดแล้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “มิใช่ว่าฉางซิ่วไฉผู้นั้นยังไม่แต่งงานหรอกหรือ ข้าเห็นว่าเขากับคุณหนูรองของพวกท่านอายุไล่เลี่ยกัน…”
หลี่ซื่อพรูลมหายใจออกมาครั้งหนึ่ง รู้สึกอับอายกับความเข้าใจผิดของตัวเองเมื่อครู่นี้ขึ้นมาเล็กน้อย เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อคืนมืดเกินไป ข้าเองก็เลยไม่ได้สังเกตสักเท่าไร อย่างไรก็ตาม ดูจากท่าทางแล้วเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่…”
ฮูหยินหวงผู้นั้นได้ยินแล้วก็ยิ้มออกมา กล่าวขึ้นว่า “มิใช่แค่รูปร่างสูงใหญ่เท่านั้น หน้าตาก็หล่อเหลามีเสน่ห์ หากท่านไม่ได้เห็นชัดๆ อีกสองวันฮูหยินเหมียวเชิญทุกคนไปชมการแสดงงิ้ว ฉางซิ่วไฉผู้นั้นต้องอยู่ที่นั่นด้วยเป็นแน่ ถึงเวลานั้นข้าจะพาท่านไปแอบดูสักหน่อย จะได้พูดเรื่องแต่งงานให้คุณหนูรองของพวกท่านด้วยพอดี…”
หลี่ซื่อได้ยินแล้วก็ตกใจเป็นอย่างมาก รีบกล่าวขึ้นว่า “นี่เป็นไปไม่ได้ๆ คุณหนูรองของพวกข้าเติบโตอยู่ที่ซอยจิ่วหรูมาตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่ากัวของจวนหลักหรือนายหญิงผู้เฒ่ากวนของจวนสี่ล้วนปฏิบัติกับคุณหนูรองของพวกข้าประหนึ่งไข่มุกประหนึ่งหยกก็ไม่ปาน เรื่องงานแต่งของนางนั้นมิต้องพูดถึงข้า แม้แต่นายท่านของพวกข้า ก็ไม่อาจตัดสินใจเพียงผู้เดียวได้อย่างง่าย ต้องปรึกษาหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าทั้งสองท่านก่อน”
ฮูหยินหวงได้ยินแล้วดวงตาสว่างวาบขึ้นมา กุลีกุจอให้หลี่ซื่อไปเสนอให้โจวเจิ้นสักครั้งอย่างเจ้าเล่ห์
หลี่ซื่อส่ายศีรษะรัวราวกับกลองป๋องแป๋ง ไม่ว่านางจะพูดอย่างไรก็ไม่ตอบตกลง
ฮูหยินหวงไม่มีทางเลือก กลับไปให้คำตอบฉางซิ่วไฉ
ฉางซิ่วไฉได้ยินแล้วก็ยินดีจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี นำของขวัญมีค่ารีบรุดไปที่ที่ทำการด้านหลังของที่ว่าการหยาเหมิน ไปกระซิบกระซาบพูดคุยกับฮูหยินหวงเป็นเวลานาน ถึงได้เอ่ยอำลา
ฮูหยินหวงไปชวนหลี่ซื่อให้ไปจุดธูปไหว้พระที่วัดต้าฉือเก๋อด้วยกัน เอ่ยว่า “ใกล้จะปีใหม่แล้ว จะได้ไปขอความสงบสุขให้คนในครอบครัวด้วย”
หลี่ซื่อกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “มิใช่ว่าไปตอนวันที่หนึ่งของปีใหม่หรอกหรือ”
ฮูหยินหวงหน้าแดง เอ่ยขึ้นว่า “คนไม่ตำหนิผู้มีมารยาทมาก คาดว่าพระพุทธองค์เองก็เช่นกัน”
หลี่ซื่อไม่กล้าไป
ช่วงนี้มีลมแรงและหิมะตกหนัก โจวเสาจิ่นเพิ่งมาจากจินหลิง นางกลัวว่าโจวเสาจิ่นจะต้องลมหนาวแล้วไม่สบาย
ทว่าฮูหยินหวงกลับยังชวนให้หลี่ซื่อไปด้วยกันไม่หยุดไม่หย่อน ยังกล่าวด้วยว่า “พวกฮูหยินถานก็ไปด้วยเช่นกัน”
…………………………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน