เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 394

โจวเสาจิ่นตกตะลึงเล็กน้อย

เฉิงฉือพูดเพียงว่าตัวเองเติบโตอยู่ที่จิงเฉิง ทว่าไม่ได้บอกว่าผู้ใดเป็นคนเลือกเขาและเขาไปดูแลพรรคเจ็ดดาราได้อย่างไร

เป็นเพราะในเรื่องนี้ยังมีเรื่องแปลกๆ อย่างอื่นอยู่อีกใช่หรือไม่

โจวเสาจิ่นนึกถึงฮูหยินผู้เฒ่ากัว

นึกถึงเฉิงฉือที่ชักช้าไม่แต่งงาน

นางรู้สึกได้รางๆ ว่าเรื่องเหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับบิดามารดาและพี่ชายของเฉิงฉือ…

โจวเสาจิ่นไม่กล้าคิดต่อและไม่กล้าถามต่อด้วย

นางลุกขึ้นอย่างรู้ความ ไปรินชาจอกใหม่มาให้เฉิงฉือ ถือมาแล้วยื่นส่งให้จนถึงมือของเฉิงฉือ

เฉิงฉือยิ้มพร้อมกับรับจอกชามาดมกลิ่นหอมของชา จิบเบาๆ คำหนึ่ง

เขาไม่ค่อยอยากพูดถึงเท่าไรนัก

แต่วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดี

บางทีถ้าหากผ่านโอกาสนี้ไปแล้ว เขาคงไม่อาจเล่าให้เสาจิ่นฟังอย่างสงบเช่นนี้ได้อีกตลอดไป

“คนที่เลือกข้าไปดูแลพรรคเจ็ดดาราคือท่านผู้นำตระกูลจวนรอง” ณ ขณะที่โจวเสาจิ่นคิดว่าเฉิงฉือคงจะไม่เล่ารายละเอียดเรื่องของตระกูลเฉิงให้นางฟังแล้วนั้น เฉิงฉือกลับเล่าต่อเอื่อยๆ อย่างไม่เร็วและไม่ช้าว่า “ข้าดื้อรั้นมาตั้งแต่เด็ก เรื่องขึ้นไปรื้อหลังคาบนบ้านหรือลงน้ำไปจับปลาล้วนทำมาไม่น้อย ทำให้ท่านพ่อของข้าโมโหแทบแย่ ท่านพ่อของข้าโกรธจนกระทืบเท้าพร้อมกับข่มขู่ข้าอยู่บ่อยๆ ว่าจะส่งข้าไปเป็นทหารที่ค่ายหุบเขาตะวันตก” ขณะที่เขากล่าวก็ยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มราบเรียบอบอุ่น ดูออกว่าอารมณ์ดียิ่ง

ความสัมพันธ์ของท่านน้าฉือและบิดาของเขาคงดียิ่ง

โจวเสาจิ่นคิดอยู่ในใจ ทว่าชั่วพริบตาเดียวกลับเห็นลำแสงคมปลาบดุจคมมีดสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของเฉิงฉือ เขากล่าวขึ้นว่า “ตระกูลเฉิงเป็นตระกูลบัณฑิต จะส่งข้าไปเป็นทหารที่ค่ายหุบเขาตะวันตกได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าบางเรื่องไม่ควรหยิ่งผยองจนเกินไป กล่าวคือ ในปีที่ข้าอายุเจ็ดขวบ ท่านพ่อก็เสียชีวิต หลังจากที่ไว้ทุกข์ให้ท่านพ่อไปสี่สิบเก้าวันแล้ว พวกพี่ชายยังคงไว้ทุกข์อยู่ที่บ้านต่อ ทว่าข้ากลับถูกส่งตัวกลับจิงเฉิง เริ่มต้นเรียนการต่อสู้กับบิดาของพ่อบ้านใหญ่ฉิน!”

มองออกว่าเฉิงฉือไม่พอใจกับการจัดเตรียมการเช่นนี้เท่าไรนัก

เป็นเพราะพวกผู้ใหญ่ตัดสินใจตัดอนาคตบนเส้นทางขุนนางของเขาหรือเป็นเพราะการเรียนการต่อสู้ทำให้ได้รับความยากลำบากมากเกินไปกันนะ

ความคิดนี้วาบผ่านหัวสมองของโจวเสาจิ่นแล้วก็ผ่านไป ไม่นานโจวเสาจิ่นก็ตัดความเป็นไปได้ข้อหลังทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

ท่านน้าฉือเดินมาถึงวันนี้ได้ จะต้องได้รับความยากลำบากมาไม่น้อย

ในเมื่อเขารับความยากลำบากได้ เช่นนั้นจึงไม่น่าจะเป็นเพราะการเรียนการต่อสู้ที่ทำให้เขาไม่พอใจ

เช่นนั้นก็คงจะเป็นเพราะไม่พอใจการจัดเตรียมการของพวกผู้ใหญ่แล้วกระมัง

โจวเสาจิ่นไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่รินน้ำชาให้เฉิงฉืออีกจอกหนึ่ง

ครั้งนี้เฉิงฉือไม่ได้ยื่นมือออกไปรับมา แต่สายตาจับจ้องตรงไปที่จอกชาตรงหน้าเขาแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “บิดาของเข้าป่วยเสียชีวิตในปีติงโฉ่ว หรือก็คือรัชศกหย่งชังปีที่สิบห้าเดือนเจ็ดวันที่สี่ ฤดูร้อนในปีนั้น เขาเป็นไข้หวัดโดยบังเอิญ แต่เนื่องจากการงานทำให้ไม่ได้ตรวจหาอาการในทันที กระทั่งตอนที่ตรวจพบว่าอาการหนักแล้วนั้นก็กลายเป็นวัณโรคไปแล้ว ไม่นานก็เสียชีวิตลง…

…ขณะนั้นเขาดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายของกรมการตรวจตรา ยศขั้นสองเจิ้งและเป็นหนึ่งในรองเจ้ากรมทั้งเก้าแล้ว อีกเพียงหนึ่งก้าวก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมแล้ว แต่ท่านผู้นำตระกูลจวนรองนั้นได้เป็นเจ้ากรมขุนนาง ที่ปรึกษาประจำพระที่นั่งอิงอู่อยู่ก่อนแล้ว ที่บิดาของข้าไม่ได้รับการแต่งตั้งเสียที สาเหตุที่สำคัญยังเป็นเพราะท่านผู้นำตระกูลจวนรองเป็นท่านอาของเขาด้วย…

…ราชสำนักมิอาจปล่อยให้อาและหลานเป็นเจ้ากรมพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้…

…เวลานั้นท่านผู้นำตระกูลจวนรองอายุมากกว่าหกสิบปีแล้ว ทว่าบิดาของข้าเป็นคนมีความสามารถที่อายุยังน้อยอยู่ ทุกคนต่างพูดกันว่า อีกไม่กี่ปีรอให้ท่านผู้นำตระกูลจวนรองลาออกจากตำแหน่งแล้ว บิดาของข้าก็จะได้รับการแต่งตั้งแล้วอย่างแน่นอน…

…แต่บิดาของข้ากลับเสียชีวิตก่อนท่านผู้นำตระกูลจวนรอง…

…นอกจากนี้พี่ชายทั้งสองคนของข้าต่างได้รับการแต่งตั้งแล้ว ผู้หนึ่งเป็นเจ้าพนักงานอยู่ในกรมโยธา อีกผู้หนึ่งเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นบัณฑิตซู่จี๋ ฝึกงานเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่กรมกลาโหม…

…แต่พอบิดาเสียชีวิต พี่ชายทั้งสองคนของข้าจำต้องกลับมาไว้ทุกข์ที่บ้านเกิด พี่ใหญ่ยังดี ผ่านการเป็นบัณฑิตซู่จี๋มาแล้ว แต่พี่รองกลับยังไม่ผ่านการเป็นบัณฑิตซู่จี๋ จึงได้เป็นเพียงจิ้นซื่อธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น”

ฟังแล้วโจวเสาจิ่นค่อยๆ เข้าใจความเป็นมาขึ้นมา

เดิมทีเส้นทางขุนนางของจวนหลักนั้นสว่างไสวรุ่งโรจน์ ทว่าการจากไปของเฉิงซวินเป็นเหตุให้ความรุ่งโรจน์นั้นกลายเป็นเลือนรางขึ้นมา

นางกล่าวขึ้นว่า “เพราะเช่นนี้ ตอนนั้นนายท่านผู้เฒ่ารองถึงได้ออกหน้ามาช่วยเหลือครอบครัวใช่หรือไม่เจ้าคะ”

มีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เฉิงเซ่าเจิดจรัสเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนจำนวนมากต่างคิดว่าเขาน่าจะได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจอยู่ในหกกรมได้

เฉิงฉือยิ้มเย็น เอ่ยขึ้นว่า “จะต่อรองเงื่อนไขกับผู้อื่น เป็นธรรมดาที่ต้องมีไพ่อยู่ในมือ! ตอนที่ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ก็มีความเห็นไม่ตรงกับท่านผู้นำตระกูลจวนรองอยู่แล้ว กระทั่งท่านพ่อเสียชีวิตไป ท่านผู้นำตระกูลจวนรองยังเคยโต้แย้งกับท่านอารองด้วยเรื่องจะเก็บร่างของท่านพ่อไว้สี่สิบเก้าวันหรือสี่สิบสองวันอีกด้วย”

แต่เมื่อนางนึกถึงสิ่งที่เฉิงฉือได้รับในใจจึงยังคงรู้สึกไม่คลายความเดือดดาล เอ่ยขึ้นว่า “ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำเช่นนี้นี่นา! ท่านเด็กขนาดนั้น แม้จะบอกว่ามีความว่องไวดี แต่ผู้ใดจะกล้าตบอกรับประกันว่าท่านจะมีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้?” กล่าวจบ นางถามเฉิงฉือว่า “วรยุทธ์ของท่านคงสูงส่งมากกระมัง” จากนั้นไม่รอให้เฉิงฉือตอบก็กล่าวขึ้นอีกว่า “เวลานั้นท่านไม่เคยได้ประมือต่อสู้กับคนภายนอกจริงๆ มาก่อน ถ้าหากว่าวรยุทธ์ของท่านมิได้สูงส่งอย่างที่คิดเอาไว้เล่า เช่นนั้นมิเท่ากับว่าจะมีจุดจบเหมือนกับนายท่านผู้เฒ่าลี่อีกคนหนึ่งแล้วหรอกหรือ พวกเขาทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”

น้ำเสียงที่หวานหยดย้อย อีกทั้งความทุกข์ใจและความรู้สึกไม่ยินยอมที่เจืออยู่ในน้ำเสียงของโจวเสาจิ่นนั่น ชั่วขณะนั้นมันทำให้เฉิงฉือรู้สึกว่าการปฏิบัติที่เขาเคยได้รับมาและเคยคิดว่าเป็นความอยุติธรรมเหล่านั้นได้กลายเป็นความงดงามของชีวิตของเขาไปเสียแล้ว กล่าวคือ ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เป็นคนดูแลพรรคเจ็ดดารา เป็นเพียงขุนนางธรรมดาๆ ผู้หนึ่ง ตอนที่ได้พบกับโจวเสาจิ่นเขาจะกล้ากอดเด็กสาวคนที่กางหัวใจออกมาวางตรงหน้าเขา ให้เขาย่ำยีได้ตามใจชอบผู้นี้หรือไม่

ที่ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังจริงๆ ก็คือตอนที่เขาอายุสิบแปดปี ตอนที่ฉินจื่อหนิงตายอยู่ตรงหน้าเขาทว่าเขากลับไร้กำลังและความสามารถ

เป็นครั้งแรกที่เขาได้เผชิญกับความโหดร้ายและกระหายเลือดของคนในยุทธภพ

เมื่อก่อน ความโหดร้ายและกระหายเลือดเหล่านี้ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าจากปากของผู้อื่นเท่านั้น

กระทั่งตอนที่มันเกิดขึ้นกับตัวเขาเองนั้น เขาถึงได้รู้ว่าในใจรู้สึกเจ็บปวดและแค้นเคืองมากเพียงใด

แต่ตรงหน้าเขาคือถนนที่เต็มไปด้วยขวากหนามเส้นหนึ่ง ไม่มีเวลาได้คร่ำครวญต่อสวรรค์หรือเวทนาสงสารผู้คน และไม่เวลาได้หวนรำลึกความหลังหรือทอดถอนหายใจ เขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียนรู้การปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความโหดร้ายและกระหายเลือด และก็ได้เรียนรู้ว่าบางครั้งความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในชีวิตเหล่านั้นก็กลายเป็นความงดงามของชีวิตได้เช่นเดียวกัน นำทางให้เขาได้เดินบนเส้นทางที่เรียบรื่นยิ่งขึ้น

แต่รู้ก็ส่วนรู้

เพราะทุกครั้งที่เขานึกถึงตอนที่ฉินจื่อหนิงเสียชีวิต ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้…ยังมีหนานผิงอีก!

มีเพียงครั้งนี้ที่เขายอมรับเรื่องที่เมื่อก่อนเขารู้สึกว่าอยุติธรรมเหล่านั้นได้อย่างสงบ

บางทีนี่คงเป็นความรู้สึกของการได้พึ่งพาซึ่งกันและกันกระมัง

เฉิงฉือมองโจวเสาจิ่นเงียบๆ ดวงหน้าลอยละล่องไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข นอกจากนี้นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เงยหน้าขึ้นมายอมรับคำวิจารณ์ที่บิดาของพ่อบ้านใหญ่ฉินกล่าวกับเขาในปีนั้น “ท่านอาจารย์ฉินบอกว่าข้ามีพรสวรรค์ในการต่อสู้ที่ร้อยปีจะมีให้พบได้สักคนหนึ่ง…”

“เช่นนั้นก็ไม่ควรทำเช่นนี้อยู่ดี!” โจวเสาจิ่นยังคงไม่พอใจ กล่าวตัดบทคำพูดของเฉิงฉืออย่างเอาแต่ใจ “การเดินเรือหรือขี่ม้ายังมีอันตรายถึงสามส่วนแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่ท่านต้องเจอกับคนบ้าเลือดอย่างเซียวเจิ้นไห่ผู้นั้นทุกวัน? ท่านผู้นำตระกูลจวนรองคงไม่อาจพูดต่อหน้าท่านว่านี่เป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งหรอกกระมัง วันนี้เฉิงสือก็อายุไม่น้อยแล้ว บุตรชายก็มีแล้วถึงสองคน เหตุใดเขาถึงไม่ให้เฉิงสือมาดูแลพรรคเจ็ดดาราเล่า เฉิงสือผู้นั้นยังเป็นแค่จวี่เหรินคนหนึ่งเท่านั้น แต่ท่านเป็นถึงจิ้นซื่อผู้หนึ่งนะเจ้าคะ! ผู้ใดสำคัญผู้ใดไม่สำคัญ คนที่มีตาแค่มองก็รู้แล้ว! ถ้าหากเขารู้สึกว่าเฉิงสือไม่มีวรยุทธ์ มิใช่ว่าเฉิงสือยังมีบุตรชายอยู่ถึงสองคนหรอกหรือ เช่นนั้นก็เลือกออกมาสักคนก็แล้วกัน…” แล้วก็รู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ล้วนมีเหตุมาจากพรรคเจ็ดดารา จึงกล่าวต่อว่า “ข้าว่าพรรคเจ็ดดาราอะไรนั่นก็ไม่ต้องเปิดมันแล้ว มิใช่ว่าคนพวกนั้นอยากได้มันหรอกหรือ ท่านก็ให้พวกเขาไปเถิดเจ้าค่ะ ท่านอย่ายุ่งเรื่องพวกนี้อีกเลย ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบสักช่วงหนึ่งเถิดเจ้าค่ะ! ส่วนเรื่องรายได้จากพรรคเจ็ดดารานั้น เมื่อจันทร์เต็มดวงย่อมเริ่มเปลี่ยนเป็นเสี้ยว น้ำที่เต็มแล้วย่อมกระฉอกล้นออกมา ตระกูลเฉิงเองก็ร่ำรวยมานานหลายปีขนาดนี้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องวางมือลงแล้ว!” กล่าวถึงตรงนี้ นางก็นึกถึงเรื่องที่สำคัญและร้ายแรงยิ่งกว่าเรื่องหนึ่งขึ้นมา

นางขยับตัวเข้าไปตรงหน้าเฉิงฉืออย่างห้ามไม่อยู่ กระซิบกล่าวเสียงเบาว่า “ท่านน้าฉือ ท่านว่าที่ชาติก่อนตระกูลเฉิงถูกลงทัณฑ์ทั้งตระกูลนั้น จะเกี่ยวข้องกับพรรคเจ็ดดาราหรือไม่เจ้าคะ คนที่ฝึกวรยุทธ์และเรียนการต่อสู้เป็นเรื่องต้องห้าม ราชสำนักให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ยิ่งนัก!”

เฉิงฉือมองดวงหน้ากระจ่างใสนวลเนียนเป็นสีชมพูวาววับที่ไม่มีแม้แต่จุดด่างเล็กๆ เลยสักจุด และนัยน์ตาดำตัดขาวคล้ายกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วงบ่อหนึ่งที่ทำให้คนจมลงไปในนั้นได้ของนางแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะดีดหน้าผากของนางเบาๆ กล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าบอกว่าที่ตระกูลเฉิงถูกลงทัณฑ์ทั้งตระกูลเป็นเพราะพี่ชายใหญ่ของข้าเสียกิริยาในท้องพระโรงรวมถึงตรวจพบว่าพี่ชายรองของข้าทุจริตมิใช่หรือ ถ้าหากว่าเป็นเพราะเรื่องของพรรคเจ็ดดารา องค์ฮ่องเต้ต้องทรงให้ตระกูลเฉิงสวมหมวกกบฏคิดแผนปองร้ายราชบัลลังก์ไปแล้ว เหตุใดต้องลำบากหาข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลขนาดนั้นด้วยเล่า”

……………………………………………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน