โจวเสาจิ่นรีบหันหน้าหนีไปอีกทาง ทว่ายังคงหลบนิ้วมือของเฉิงฉือไม่พ้น
นางอดกล่าวเคืองๆ อย่างช่วยไม่ได้ “ท่านน้าฉือทำเช่นนี้ได้อย่างไร เจ็บมากเลยนะเจ้าค่ะ”
“จริงหรือ” เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ ประคองใบหน้าของนางเอาไว้ “ให้ข้าดูหน่อยว่าเจ็บจริงๆ หรือไม่!”
นัยน์ตาของเขาเป็นประกายสุกใสประหนึ่งสายน้ำ สะท้อนภาพของนางได้อย่างชัดเจน
โจวเสาจิ่นถึงได้รู้สึกตัวว่าทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากเพียงใด
ดวงหน้าของนางพลันแดงเรื่อคล้ายเมฆชมพูยามเช้า ผลักเฉิงฉือออกไป
จริงจังบ้างผ่อนคลายบ้างถึงจะทำให้เด็กน้อยรู้สึกสบายใจด้วยแล้วก็ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองด้วยได้
เฉิงฉือยิ้มน้อยๆ ปล่อยนางออกตามน้ำไป แล้วชงชาให้ทั้งคู่ใหม่ เอ่ยขึ้นว่า “มาเถิด ลองมาชิมดูว่าชานี้ชงได้เป็นอย่างไรบ้าง”
ทว่าโจวเสาจิ่นกลับรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
เมื่อครู่ท่านน้าฉือประคองดวงหน้าของนาง นิ้วมือเรียวยาวและอบอุ่น การแสดงออกดูจริงใจและก็…แฝงความรู้สึกลึกล้ำเอาไว้เล็กน้อย…
นางนึกถึงคำพูดของเฉิงฉือในวันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง
ข้าก็แค่ควบคุมตัวเองไม่ได้…
ควบคุมอะไรไม่ได้
อย่างเช่นการประคองดวงหน้าของนางเอาไว้เช่นนี้น่ะหรือ
ใบหน้าของโจวเสาจิ่นร้อนผะผ่าว แต่บริเวณที่เคยถูกเฉิงฉือสัมผัสนั้นกลับทิ้งความรู้สึกอบอุ่นเอาไว้…
นางราวกับนั่งอยู่บนเบาะเข็ม รีบดื่มน้ำชาอย่างรีบร้อนแล้วลุกขึ้นมา “เวลาไม่เช้าแล้ว พรุ่งนี้ท่านน้าฉือยังต้องออกไปข้างนอกอีก ข้าไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ท่านก็รีบพักผ่อนนะเจ้าคะ!”
กล่าวจบ นางก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เฉิงฉือมองเงาหลังที่ร้อนรนของนางแล้วก็ยิ้มออกมาเงียบๆ
มีการเปลี่ยนแปลงบ้างถึงจะดี!
กลัวแต่ว่านางจะมึนๆ งงๆ ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด
ฉับพลันนั้นเขาก็นึกถึงคำว่า ‘แทะเล็มเหยื่อ’ คำนั้นขึ้นมา
ช่างเป็นภาพที่ชัดเจนจริงๆ!
เฉิงฉือเอามือไพล่หลัง กลับห้องไปด้วยความอิ่มเอมใจ
***
โจวเสาจิ่นวิ่งมาตลอดทั้งทาง กระทั่งถึงเฉลียงทางเดินของเรือนหลักถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าไหวซานและคนที่ปู ‘ก้อนอิฐ’ ยังอยู่ในห้องนอนของนางอยู่
นางลอบเสียใจเล็กน้อย
ไม่น่าวิ่งมาที่เรือนหลักเลย น่าจะไปที่เรือนด้านหลังไปเบียดเสียดอยู่กับพวกชุนหว่านสักคืนหนึ่ง
ความคิดเพิ่งจะกวาดผ่านหัวสมอง นางก็ร้อง ‘เพ้ย’ ใส่ตัวเองอยู่ในใจครั้งหนึ่ง
ในเมื่อท่านน้าฉือยกบ้านหลังนี้ให้นางแล้ว เช่นนั้นมันก็เป็นของนางแล้ว
บ้านของนางเอง เหตุใดจะต้องวิ่งหนี เหตุใดจะต้องไปเบียดเสียดกับพวกชุนหว่านคืนหนึ่งด้วย
หากต้องเบียดเสียด ก็ควรจะเป็นท่านน้าฉือต่างหากที่ต้องไปเบียดเสียดกันถึงจะถูก!
ชั่วพริบตานั้นเมื่อนางนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เฉิงฉือก็อยู่อย่างเบียดเสียดกับพวกบ่าวไพร่อยู่แล้ว นางคิดๆ แล้วก็หัวเราะคิกคักออกมา ความทุกข์ใจก่อนหน้าสลายสิ้น
ม่านประตูเรือนหลักถูกเลิกขึ้น ชุนหว่านเดินออกมา
นางกล่าวยิ้มๆ ว่า “นี่คุณหนูรองเป็นอะไรไปเจ้าคะ กลับมาแล้วก็ไม่เข้ามา ข้ายังปรึกษากับเสี่ยวถานอยู่เลยว่าควรจะไปตามหาท่านดีหรือไม่”
หรือว่าคนที่มาปู ‘ก้อนอิฐ’ เหล่านั้นจะไปกันหมดแล้ว?
เมื่อคิดขึ้นมาได้ โจวเสาจิ่นก็ลอบด่าไปคำหนึ่ง
เนื่องจากซ่อนอยู่ในห้องของนางเงียบๆ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าไม่บอกให้ใครรู้เลยสักคน จึงเป็นธรรมดาที่ต้องเลี่ยงพวกชุนหว่านด้วย การที่คนข้างกายของนางไม่รู้ก็ปกติแล้วมิใช่หรือ
โจวเสาจิ่นยังคงรู้สึกติดใจสงสัยอยู่เล็กน้อย พูดคุยกับชุนหว่านสองสามประโยคอย่างใจลอยแล้วก็เข้าไปในห้องนอน
ห้องนอนของนางมีสภาพไม่ต่างไปจากตอนที่นางออกไปเลยสักนิด บนพื้นเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน แม้แต่ฝุ่นสักนิดก็ไม่มี หากมิใช่เพราะโจวเสาจิ่นแน่ใจว่าเฉิงฉือใส่ของลงไป เกรงว่านางคงคิดว่าเหตุการณ์ที่ตนเห็นก่อนหน้านี้เป็นเพียงความฝันเป็นแน่
ชุนหว่านยังคงเจื้อยแจ้วอยู่ตรงนั้น “ซางมามาบอกว่าพ่อบ้านเซี่ยงคำนึงถึงว่าคุณหนูรองเติบโตอยู่ทางใต้ จึงตั้งใจหาผ้าห่มผ้าไหมมาให้เป็นพิเศษ เรียกให้เสี่ยวถานและข้าไปเลือก ข้าเลือกผืนที่มีน้ำหนักสองจินมาให้คุณหนูผืนหนึ่ง เหมาะสำหรับห่มในฤดูกาลนี้เป็นอย่างยิ่ง พ่อบ้านเซี่ยงยังซื้อผืนที่มีน้ำหนักหนึ่งจินและสามจินมาด้วย เดิมทีแล้วคิดจะซื้อผืนที่มีน้ำหนักสี่จินและห้าจินมาด้วยสักสองสามผืน แต่เนื่องจากถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ร้านค้าต่างเก็บเข้าคลังเก็บของไปหมดแล้ว จึงไม่ได้ซื้อมาด้วย บอกว่ารอให้ถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้วค่อยไปดูอีกทีเจ้าค่ะ…”
โจวเสาจิ่นพยักหน้าให้อย่างส่งๆ ล้างหน้าล้างตาอีกครั้งอย่างลวกๆ แล้วขึ้นเตียงนอน
อาจเป็นเพราะเข้าเดือนสี่แล้ว บนเสารอบเตียงนอนสลักลายดอกไม้ลงน้ำมันเคลือบสีดำแขวนผ้าม่านไหมโปร่งแสงลายคลื่นน้ำสีเขียวอ่อนเอาไว้ แสงไฟระยิบระยับจากตะเกียงส่องทะลุเข้ามา ลายคลื่นน้ำเหล่านั้นจึงราวกับมีชีวิตขึ้นมา ประหนึ่งว่านางซ่อนตัวอยู่ในทะเลสาบอันเงียบสงบก็ไม่ปาน
ข้าก็แค่ควบคุมตัวเองไม่ได้…
น้ำเสียงของเฉิงฉือที่เบาและอ่อนหวานดั่งสุรารสดีที่บ่มมานานปี อีกทั้งยังเจือรอยยิ้มดังสะท้อนอยู่ข้างหูของนาง…นางยังจำความรู้สึกตอนที่ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดต้นคอของนางได้อย่างแจ่มชัด…
โจวเสาจิ่นรู้สึกว่าตนมึนงงและตัวอ่อนปวกเปียกไปกว่าครึ่งร่าง จากนั้นนางก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้ ฝังศีรษะเข้ากับหมอนใบใหญ่ กอดหมอนใบใหญ่กลิ้งตัวไปมาอยู่บนเตียง
ท่านน้าฉือบอกว่า…ควบคุมตัวเองไม่ได้!
เขาก็ชอบนางขึ้นมาบ้างแล้วใช่หรือไม่!
โจวเสาจิ่นนึกถึงการปกป้องอย่างเงียบๆ ของเขาที่ศาลาซานจือ นึกถึงการยิ้มน้อยๆ อย่างเงียบๆ ของเขาในห้องพระที่เรือนหานปี้ซาน นึกถึงความผ่อนปรนให้ตอนอยู่บนหาดทรายที่แม่น้ำเฉียนถัง…ยังเล่นหมากเป็นเพื่อนนางอย่างเอาใจ…แววตาของเขาที่มองนางเมื่อครู่นั่นอีก…ใบหน้าของนางจึงร้อนผะผ่าว
ท่านน้าฉือเองก็ต้องชอบนางเหมือนกันอย่างแน่นอน!
แต่ความชอบนี้จะเป็นความชอบแบบเดียวกับของนางหรือไม่นะ
หรือว่า…ก็แค่เห็นว่านางหน้าตาดี ก็เลยตื่นเต้นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน ทว่าน้องสาวกลับพักอาศัยอยู่อีกที่หนึ่ง โจวชูจิ่นจะวางใจได้อย่างไร
ไม่ง่ายเลยกว่านางจะรอให้ถึงเช้าได้ หลังจากที่รับมื้อเช้าไปอย่างลวกๆ และสนทนาปราศรัยกับหลี่ซื่อไปสองสามประโยคแล้ว หลี่ซื่อก็ไปที่เรือนหลักเป็นเพื่อนนาง
พอเห็นว่าโจวเสาจิ่นพักอยู่ที่เรือนหลัก โจวชูจิ่นก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก
น้องสาวมิใช่คนเช่นนี้…
หลี่ซื่อหันไปส่งสายตาให้นางครั้งหนึ่ง กระซิบเอ่ยเสียงค่อยว่า “เรื่องนี้ประเดี๋ยวค่อยคุยกัน”
โจวชูจิ่นเห็นหลี่ซื่อมิได้มีความขุ่นเคืองใจอะไร จึงวางใจลงมา เข้าไปในห้องโถงพร้อมกับหลี่ซื่อ
โจวเสาจิ่นได้รับข่าวกะทันหัน จึงหลบไม่ทัน จึงประจันหน้ากับหลี่ซื่อและพี่สาวพอดี
“นี่เจ้าเป็นอะไร” โจวชูจิ่นรีบก้าวออกไปกอดโจวเสาจิ่นเอาไว้อย่างรวดเร็ว ฝืนเอาไว้ถึงได้ไม่หันไปมองหลี่ซื่อ เอ่ยขึ้นว่า “รีบให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!”
โจวเสาจิ่นเอามือปิดตาเอาไว้ไม่ยอมให้โจวชูจิ่นดู เอ่ยขึ้นว่า “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนเช้าตื่นมาก็เป็นเช่นนี้แล้วเจ้าค่ะ…”
เนื่องจากหลี่ซื่ออายุมากกว่าทั้งสองคนเล็กน้อย เอ่ยขึ้นว่า “หรือว่าภายในห้องยังมีกลิ่นของน้ำมันเคลือบเงาอยู่?”
โจวเสาจิ่นรีบกล่าวขึ้นว่า “น่าจะเป็นเช่นนั้น! ก่อนข้าเข้านอนยังดีๆ อยู่เลยเจ้าค่ะ!”
โจวชูจิ่นจึงสั่งการชุนหว่านว่า “เจ้ารีบไปบอกหม่าชื่อสักคำ ให้เขาไปเชิญท่านหมอมาสักคนหนึ่ง”
เหมือนกับชาติที่แล้ว สุดท้ายแล้วหม่าชื่อยังคงติดตามโจวชูจิ่นไปอยู่ที่ตระกูลเลี่ยวด้วยในฐานะคนติดตามเจ้าสาวของโจวชูจิ่น แต่สิ่งที่ไม่เหมือนชาติก่อนก็คือ ยังมิได้ย้ายไปตระกูลเลี่ยวหม่าชื่อก็ได้รับความไว้วางใจจากโจวชูจิ่นแล้ว หลังจากที่ย้ายไปตระกูลเลี่ยวแล้วจึงยิ่งกลายมาเป็นแขนซ้ายแขนขวาคนสำคัญของโจวชูจิ่น ไม่เพียงดูแลจัดการสินเดิมของโจวชูจิ่นเท่านั้น ยังดูแลทรัพย์สินของเลี่ยวเส้าถังที่บิดามารดาของเขามอบให้ตอนแต่งงานอีกด้วย
ถ้อยคำที่กล่าวไปนั้น…ประเดี๋ยวถ้าท่านหมอมาแล้วจะปิดบังอย่างไรดี
ชุนหว่านรู้สึกร้อนรนอยู่ในใจ ทว่าไม่แสดงออกมาให้เห็นบนใบหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว รีบเร่งฝีเท้าก้าวออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว
โจวเสาจิ่นเชิญหลี่ซื่อและโจวชูจิ่นนั่งลง
โจวชูจิ่นมองสำรวจเครื่องเรือนภายในห้องไม่หยุด ยังเข้าไปดูในห้องนอนด้วย ถึงได้วางใจลงมาได้ เอ่ยถามนางยิ้มๆ ว่า “นี่ผู้ใดเป็นคนตกแต่งห้องให้หรือ ถ้าหากว่าปลูกดอกอวี้หลาน[1]เอาไว้ตรงหน้าประตูด้วยสักต้นหนึ่ง ก็คงจะคล้ายกับห้องที่เจ้าอยู่ที่เรือนหว่านเซียงเจ็ดถึงแปดส่วนไปแล้ว”
หน้าประตูของนางปลูกดอกทับทิมเอาไว้ ล้วนกำลังออกดอกตูมแล้ว บางส่วนก็เริ่มเผยกลีบดอกสีแดงเพลิงออกมาให้เห็น
โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “ดอกอวี้หลานของทางเหนือไม่เหมือนกับของพวกเราที่ทางใต้ แม้จะดอกใหญ่ทว่าก็ไม่มีกลิ่นหอม มิสู้ปลูกดอกทับทิมดีกว่าเจ้าค่ะ!”
หลี่ซื่อกล่าวยิ้มๆ ว่า “ปลูกดอกทับทิมก็ดี! ดอกอวี้หลานโดนลมซัดสาดก็เหี่ยวเฉา ทว่าดอกทับทิมนั้นยิ่งเบ่งบานก็ยิ่งเป็นสีแดงเพลิงสดใส”
ยังเหมือนเป็นการอำนวยพรให้มั่งมีบุตรชายและความสุขอีกด้วย
เพียงแต่ว่าประโยคนี้ไม่อาจพูดต่อหน้าโจวเสาจิ่นที่ยังไม่ออกเรือนได้
โจวชูจิ่นเข้าใจความหมายดี จึงมองน้องสาวพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
……………………………………………………………….
[1]ดอกอวี้หลาน ดอกแม็กโนเลีย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน