คุณหนูรองโดยปกติแล้วพูดจาด้วยความสุภาพ อ่อนโยน เป็นมิตร และใจดี ทว่ายามจะดื้อดึงขึ้นมาแล้ว แม้แต่คุณหนูใหญ่ยังต้องยอมประนีประนอมลงให้
หากว่าที่คุณหนูรองกล่าวออกไปว่าต้องการขีดเส้นกั้นที่ชัดเจนกับคุณชายลู่ แล้วระหว่างที่ขบคิดเกิดเสียดายขึ้นมา เยี่ยงนั้นก็คงเป็นการกระทำแบบเด็กๆ ที่หยอกล้อแง่งอนกัน น่าขายหน้าแล้ว!
นางอดไม่ได้ร้องขึ้นเสียงเบา “คุณหนูรองเจ้าคะ” พลางกล่าว “ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ”
โจวเสาจิ่นดึงสติกลับคืนมา เห็นนางมีท่าทีที่ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ก็อดไม่ได้หลุดหัวเราะออกมา พลางกล่าว “ทำไมเจ้ายังยืนอยู่ที่นี่อีก ข้ายังรอให้เจ้าไปซื้อผลเหมยจื่อและผลซิ่งจื่อกลับมาให้ข้าได้ชิมสดๆ ใหม่ๆ อยู่นะ!”
“เจ้าค่ะๆๆ” ซือเซียงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มยินดีจนหน้าบาน พูดไม่หยุดว่า “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะๆ!”
โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะ เห็นนางออกจากประตูไปแล้ว ในใจกลับมีความรู้สึกหนักอกเล็กน้อย
ทว่าก็ไม่ตำหนิที่ซือเซียงจะไม่เชื่อนาง
แท้จริงแล้วที่ผ่านมานางใช้ชีวิตมาอย่างพล่าเลือนไม่ค่อยได้ใส่ใจอะไรนัก เรื่องในจวนล้วนเชื่อฟังพี่สาว เรื่องนอกจวนก็มีท่านพ่อและท่านลุงใหญ่ นางเพียงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในจวนหลังใหญ่ ที่นายุ้งฉางได้ผลผลิตเป็นจำนวนเท่าไหร่ บรรดาบ่าวไพร่เหตุใดถึงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ในเรือนของป้าทั้งหลายมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง นางไม่เคยถามไถ่มาก่อน เช่นนี้บรรดาสาวใช้จะหวังให้นางออกหน้าช่วยเหลือพวกนางได้อย่างไร บรรดาบ่าวชายที่ดูแลเรื่องในจวนจะหวังให้นางช่วยออกความเห็นหรือตัดสินใจแทนพวกเขาได้อย่างไร ถึงแม้ว่าทุกคนล้วนให้ความเคารพนาง ทว่ากลับไม่ใช่เป็นเพราะนางคือคุณหนูรอง แต่เป็นเพราะนางคือน้องสาวของโจวชูจิ่น ไม่เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อพี่สาว นอกจากความเคารพแล้ว ยังมากไปด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจอย่างที่สุด
คิดถึงตรงนี้แล้ว โจวเสาจิ่นอดไม่ได้หัวเราะออกมาอย่างกระอักกระอ่วน ลุกขึ้นเดินไปยังห้องหนังสือที่อยู่ทางปีกตะวันตก เตรียมหาหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา
ห้องหนังสือยังคงเป็นแบบที่อยู่ในความทรงจำของนาง โถงกว้างขนาดสามห้องถูกกั้นให้เป็นสามห้องด้วยฉากไม้กฤษณาหกบานพับที่ฉลุลายดอกไม้และต้นไม้ ด้านตะวันออกเป็นห้องหนังสือของพี่สาว ด้านตะวันตกเป็นห้องหนังสือของนาง ล้วนมีโต๊ะพิณวางไว้ที่บริเวณข้างหน้าต่าง บริเวณผนังเป็นชั้นวางของประดับตกแต่งและชั้นวางหนังสือ โต๊ะเขียนหนังสือตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างห้องด้านตะวันออกและตะวันตก และมีอ่างเคลือบลายดอกไม้และต้นไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้วย ห้องหนังสือของพี่สาวแขวนไว้ด้วยม้วนภาพวาด ส่วนห้องหนังสือของนางนั้นเลี้ยงปลาทองหนึ่งอ่างช่วงฤดูหนาว และเลี้ยงดอกบัวผันหนึ่งอ่างช่วงฤดูร้อน
ตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงต้นฤดูร้อน มีเพียงใบบัวเล็กใหญ่ไม่กี่ใบลอยอยู่บนผิวน้ำ ปลาทองสีดำสลับทองสองสามตัวแหวกว่ายไปมาอยู่ใต้ใบบัว
นางหยิบถุงอาหารปลาออกมาจากลิ้นชักข้างโต๊ะเขียนหนังสืออย่างคุ้นเคย ก้มศีรษะลงให้อาหารปลา
ปลาตัวเล็กๆ พุ่งเข้ามา น้ำโบกกระเพื่อมขึ้นเป็นสาย
โจวเสาจิ่นระบายยิ้ม
ทันใดนั้นมีหินก้อนหนึ่งตกลงไปในอ่าง น้ำสาดกระเซ็น ทำให้เสื้อด้านหน้าของโจวเสาจิ่นเปียกชุ่ม
นางหมุนตัว ก็เห็นเด็กชายผิวขาวเนียนละเอียดผู้หนึ่ง สวมชุดจื๋อตัว [1] สีดำ กลัดผมด้วยที่กลัดผมไม้ไผ่ กำลังพิงอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องหนังสือ หันมาทางนางแล้วหัวเราะอย่างชอบใจ
“ท่านพี่อี้!” โจวเสาจิ่นแผดเสียงออกมา “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ท่านลุงใหญ่เหมี่ยนมีบุตรชายเพียงสองคน เฉิงเก้าเป็นบุตรชายคนโต เฉิงอี้เป็นบุตรชายคนรอง เด็กชายที่พิงอยู่บนขอบหน้าต่างของนางผู้นี้ก็คือคุณชายรองแห่งตระกูลเฉิงจวนสี่ เฉิงอี้ผู้มีอายุสิบห้าปีนั่นเอง
เขาหัวเราะพลางหมุนตัวกระโดดเข้ามาให้ห้องหนังสือของโจวเสาจิ่น กล่าวขึ้น “เจ้าไม่สบายจริงๆ หรือ ทำไมข้าเห็นเจ้าก็สบายดี คงไม่ใช่ว่าเจ้าไม่อยากเรียนหนังสือกับเฉินต้าเหนียง ก็เลยแกล้งไม่สบายหรอกนะ?”
ในห้วงความคิดของโจวเสาจิ่นกลับปรากฎภาพของเขาที่หนีหน้านางไปเมามายอย่างขมขื่นอยู่ที่ยุ้งฉางกว้างเหตุเพราะสอบตกการสอบขุนนางในปีนั้น
นั่นเป็นความทรงจำสุดท้ายของนางที่มีต่อเขา
และก็เป็นครั้งนั้น นางรู้ว่าจวนสี่และจวนหลักมีเรื่องแตกหักกัน ในการสอบขุนนางจวนสี่ไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะ ในราชสำนักจวนสี่ไม่มีผู้ใดคอยสนับสนุน ท่านลุงรองหยวนค้างอยู่ในตำแหน่งยศผิ่นชั้นเจ็ด ไม่มีที่ใดให้ย้าย ทางเดินของท่านพี่เก้าก็ยากลำบากนัก กระทั่งอายุยี่สิบเจ็ดปีถึงได้รับการแต่งตั้งที่จินหลิง เฉิงสวี่นั้นติดสุราเรื้อรัง แม้แต่พู่กันก็ไม่อาจจับให้มั่นคงได้ มองดูแล้วไม่อาจกลับไปรุ่งโรจน์เหมือนเดิมได้ เฉิงสือแห่งจวนรองต้องการรับช่วงสืบทอดวงศ์ตระกูล จวนหลักต้องการผลักดันเฉิงรั่งบุตรชายของเฉิงเว่ย ทว่าหยวนซื่อ มารดาของเฉิงสวี่ไม่ยินยอม เฉิงเจิ้งแห่งจวนสามนั้นสองหน้าสามคมดาบ ซ้ายขวาล้วนพบแหล่งน้ำ กวนให้ในตระกูลไม่มีความสงบ จวนห้านั้นพอไม่มีการควบคุมจากจวนหลัก ก็เริ่มแอบนำทรัพย์สมบัติของตระกูลไปขาย จวนสี่ทราบเรื่องแล้วพอพูดไปก็เท่านั้น จวนสามทราบเรื่องแล้วแต่กลับไม่พูดอะไร เพียงปิดบังจวนหลักและจวนรองเอาไว้ ตระกูลนี้จึงต้องสูญสิ้นในไม่ช้า!
ทว่าตอนที่ท่านพี่เก้ามาเยี่ยมนางยามที่สอบซู่จี๋ซื่อ [2] ได้แล้วนั้นกลับไม่เอ่ยถึงอะไรเลย
โจวเสาจิ่นมองใบหน้าเยาว์วัยและหล่อเหลาที่เปล่งประกายด้วยความภาคภูมิและความสุขนั้นแล้ว ในใจก็อ่อนลงราวกับว่าสามารถหลั่งน้ำออกมาได้
นางยิ้มบางพลางกล่าว “ท่านทำไมไม่เดินเข้ามาดีๆ ทางประตู ชอบกระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง? ไม่ใช่ว่าท่านโดดเรียนอีกแล้ว? ระวังเถอะข้าจะฟ้องท่านยาย”
เฉิงอี้หัวเราะร่า เดินอย่างองอาจตรงไปยังเก้าอี้ไม้มีเท้าแขนในห้องของนางแล้วนั่งลง กล่าวว่า “ป้าเจียงที่เฝ้าอยู่หน้าประตู ดวงตามันวาวเอาเรื่องยิ่ง ข้าจะเข้ามาแต่ละทีไม่ง่ายนัก” กล่าวอีกว่า “เจ้ายังไปเรียนกับเฉินต้าเหนียงอยู่ใช่หรือไม่”
เรื่องนี้โจวเสาจิ่นยังไม่ได้ตัดสินใจ ทว่าเป็นที่ประจักษ์ว่าเฉิงอี้ไม่ใช่คนที่สามารถปรึกษาด้วยได้ และนางก็ไม่ได้เตรียมตัวมาถกเรื่องนี้กับเฉิงอี้ จึงเลี่ยงที่จะให้คำตอบ กล่าวขึ้นว่า “ท่านไถลตัวเข้ามาจากฝั่งสวนดอกไม้เล็กของจวนห้าอีกแล้วหรือ”
น้ำแกงทั้งหม้อเสียเพราะขี้หนูก้อนเดียวนั้น กล่าวแล้วนางรู้สึกว่าคือตระกูลเฉิงจวนห้าโดยแท้
นางอดไม่ได้กล่าวว่า “เรื่องของข้าท่านไม่ต้องยุ่ง ต่อจากนี้ท่านก็อย่าไปกินดื่มสร้างความบันเทิงกันที่สวนดอกไม้เล็กของจวนห้าอีกก็พอแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าก็จำเป็นต้องบอกท่านยาย!”
เฉิงอี้เบิกดวงตากว้าง พลางกล่าว “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะลากเฉิงลู่ออกมา?”
“เฉิงลู่ก็คือเฉิงลู่ ข้าก็คือข้า เขากับข้ามีอะไรเกี่ยวข้องกัน!” โจวเสาจิ่นรีบชี้แจงให้ชัดเจน “ท่านไม่ต้องเอาพวกข้าสองคนไปพูดด้วยกันอีก คนที่ไม่รู้ก็จะเข้าใจไปว่าข้ากับเขามีอะไรกัน! คนเป็นพี่ชายเขาทำเยี่ยงท่านกันหรือ”
ดวงตาของเฉิงอี้ยิ่งเบิกกว้างขึ้น กล่าวว่า “เช่นนั้นทำไมเฉิงลู่ยังให้ข้ามาถามเจ้าว่ายังไปเรียนกับเฉินต้าเหนียงอยู่หรือไม่”
โจวเสาจิ่นเข้าใจในทันที
คนที่อาศัยอยู่ในซอยจิ่วหรูทั้งหมดล้วนเป็นคนตระกูลเฉิง สำนักศึกษาแห่งตระกูลเฉิงนั้นตั้งอยู่ที่ท้ายซอยของซอยจิ่วหรู ซึ่งต่อเติมออกมาจากสวนเล็กที่ตั้งอยู่ห่างไกลแห่งหนึ่งของจวนตระกูลเฉิง และจวนห้าที่กั้นกางด้วยซอยเล็กซอยหนึ่ง ผู้ชายในตระกูลเฉิงเข้าศึกษาในสำนักศึกษาแห่งตระกูลเฉิง ภายหลังได้ทำการสร้างห้องหนังสือชื่อว่า ‘ห้องศึกษาสันติสุข’ ขึ้นบริเวณด้านข้างป่าไผ่ที่สวนดอกไม้ของจวน ให้เด็กผู้หญิงได้เรียนอ่านเขียนกับอาจารย์หญิงอยู่ที่นั่น สวนดอกไม้เล็กภายในของจวนห้ากับสวนดอกไม้ภายในของจวนตระกูลเฉิงกั้นกางด้วยน้ำที่หันเข้าหากัน ตรงกลางมีสะพานแผ่นหินซิกแซ็กเชื่อมต่อถึงกัน หากว่านางไปเรียนที่ ‘ห้องศึกษาสันติสุข’ เฉิงลู่ที่อยู่ฝั่งศาลาริมน้ำของจวนห้าสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวที่ห้องศึกษาสันติสุขได้รางๆ ถึงแม้ว่าไม่อาจพูดคุยกัน ทว่าสามารถให้บ่าวรับใช้ของจวนห้านำความมาทักทายได้
นี่เขาคิดจะแอบนัดพบตนเองเป็นการส่วนตัว!
โจวเสาจิ่นยิ้มเย็น
ตั้งแต่เมื่อก่อนนางก็ไม่เคยนัดพบกับเขาเป็นการส่วนตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้
โจวเสาจิ่นมองท่าทางที่ไม่รู้จักคิดของเฉิงอี้นั้นแล้ว ทั้งน่าโมโหและน่าขบขัน กล่าวขึ้นว่า “ข้าที่ผ่านมาเคยเป็นศัตรูกับท่านหรือ ท่านถึงได้ทำร้ายข้าเยี่ยงนี้ คำพูดของข้าท่านไม่เชื่อแม้สักประโยค ทว่าเฉิงลู่พูดอะไรท่านกลับไม่สงสัยแม้สักนิดเดียว เขาให้ประโยชน์อะไรกับท่านหรือ ท่านถึงได้เป็นธุระช่วยเขาเยี่ยงนี้ หากท่านยังเป็นเยี่ยงนี้อีก ข้าคงจำต้องไปฟ้องท่านยายจริงๆ แล้ว!”
——
[1] ชุดจื๋อตัว (直裰) ชุดคลุมหลวม เป็นชุดที่หลวงจีนสวมใส่กัน
[2] ซู่จี๋ซื่อ (庶吉士) ต้องสอบผ่านการเป็นซู่จี๋ซื่อก่อนถึงจะสามารถทำงานในกรมต่างๆ ได้
[3] ฉื่อ (尺) หน่วยวัดความยาวในสมัยโบราน หนึ่งฉื่อเท่ากับ 0.333 เมตร หรือ 1.094 ฟุตโดยประมาณ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน