เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 1036

บทที่ 1036 การเป็นฮ่องเต้

“พี่ฉินมีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องถามให้กระจ่าง”

“คุณหนูสามยังพอว่า แต่คุณหนูสี่จะต้องสืบทอดบัลลังก์เป่ยตี๋ ทว่าตอนนี้นางตั้งครรภ์ ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้คงไม่สามารถรับภาระหนักได้ หรือพวกเราจะรออยู่ที่เป่ยตี๋อีกปี”

ประเด็นนี้ฉินเฟิงได้พิจารณามาแล้ว

รวมถึงการคลอดบุตร และการเลี้ยงดู อย่างน้อยสองปีข้างหน้าจิ่งเชียนอิ่งจะไม่สามารถรับอำนาจอย่างเป็นทางการได้

แต่ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ตระกูลใหญ่ทางใต้ของแคว้นต้าเหลียงจะต้องมีความเคลื่อนไหวแน่ ฉินเฟิงจะรออยู่ที่เป่ยตี๋ไม่ได้ ต้องรีบเดินทางกลับเพื่อรับมือกับตระกูลใหญ่ทางใต้ที่กำลังจะก่อกวน

ดังนั้นก่อนที่ปีใหม่มาถึง ฉินเฟิงจำเป็นต้องกลับไปยังแคว้นต้าเหลียง

ฉินเฟิงวางเอกสารลง มองไปยังหลี่จางด้วยสีหน้าลึกล้ำ แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า

“ซื่อจื่อ เจ้าจะลองขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นฮ่องเต้สองปีหรือไม่?”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่จางก็ตะลึง เขาเงยหน้าหัวเราะลั่น

“ฮ่า ๆๆ พี่ฉิน คำพูดแบบนี้มีแต่เจ้าเท่านั้นที่กล้าพูด”

“ให้ข้าอยู่ที่นี่เป็นฮ่องเต้? เหตุใดเจ้าไม่ทำเองเล่า?”

ฉินเฟิงเบ้ปากด้วยความรังเกียจ กล่าวด้วยสีหน้าเหยียดหยัน “การเป็นฮ่องเต้เป็นตำปหน่งที่ดี ยืนอยู่เหนือคนนับหมื่นคน ได้รับความโอ่อ่าและความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จบ แล้วทำไมตกมาถึงเจ้า เจ้ายังไม่ยินดีอีกหรือ”

“ยิ่งกว่านั้น ในฐานะโอรสของหมิงอ๋อง เจ้าไม่มีทางได้เป็นฮ่องเต้ของแคว้นต้าเหลียงได้เลย ลองเป็นฮ่องเต้ที่เป่ยตี๋สักหน เพื่อสนองความปรารถนาสักครั้งไม่ดีหรือ”

ฉินเฟิงกล่าวด้วยความจริงจัง สีหน้าของหลี่จางเปลี่ยนไป คิ้วขมวดแน่น กล่าวเสียงต่ำ “พอได้แล้ว เจ้าคิดจริงหรือ!”

“ข้าเป็นซื่อจื่อต้าเหลียงจะมาเป็นฮ่องเต้อะไรที่เป่ยตี๋ได้อย่างไร”

ฉินเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าร้อนใจไปไย? หากกล่าวให้ถูกต้องก็ไม่ใช่ว่าเป็นฮ่องเต้เสียทีเดียว หากแต่เป็นผู้สำเร็จราชการ… แม้แต่การปกครองเมืองหลวงยังไม่ได้ เจ้าเพียงเป็นมือมืดเบื้องหลัง ทำงานหลวงแทนก็พอ”

สีหน้าหลี่จางยังคงไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด “เช่นนั้นก็ไม่ได้!”

“ข้าไม่มีหน้าตา เจ้ายังต้องมีหน้าตากว่า หากข้ายังคงอยู่ที่นี่และมีอำนาจ พวกพี่น้องคนอื่นจะคิดอย่างไรกับข้าเล่า?”

ฉินเฟิงส่งเสียงจิ๊จ๊ะ ตอบอย่างไม่เกรงใจ “พวกเขาอยากคิดอย่างไรก็คิดไปเถอะ!”

“เมื่อจิ่งเชียนอิ่งสืบทอดบัลลังก์ เสร็จสิ้นพิธีขึ้นครองราชย์ พวกเราก็จะออกเดินทางกลับแคว้นต้าเหลียง เจ้ารั้งอยู่เป่ยตี๋และเป็นมือมืดจัดการงานอยู่เบื้องหลัง”

“รอกระทั่งจิ่งเชียนอิ่งกลับสู่เป่ยตี๋ เจ้าค่อยส่งอำนาจคืนให้นางก็แล้วกัน”

หลี่จางหัวเราะด้วยความโกรธ “พี่ฉิน เจ้าไม่กลัวหรือว่าข้าจะไม่คืนไร!”

ฉินเฟิงจ้องมอง สายตาดุดัน “เจ้ากล้าหรือ?! ลืมแล้วหรือว่าบิดาของเจ้าอยู่ในมือข้า”

ได้ยินคำพูดนี้หลี่จางตกตะลึง เขาหัวเราะลั่น “ดี ปรากฏว่าเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่”

ฉินเฟิงวางสีหน้าจริงจัง “ซื่อจื่อ การมอบภารกิจที่หนักหนาเช่นนี้ให้เจ้า นอกเหนือจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของพวกเรา สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ ข้าไม่กลัวความวุ่นวาย”

“สถานการณ์เป่ยตี๋ตอนนี้เจ้าก็รู้ดี อย่าว่าแต่สองปีเลย เกรงว่าแม้แต่ยี่สิบปีก็คงไม่กลับมาสู่ช่วงสูงสุด ภายในห้าปีก็เช่นกัน จะไม่ฟื้นฟูกลับไปสู่ระดับก่อนสงครามได้หรอก”

“ยิ่งกว่านั้น การจัดวางกองกำลังใหม่ของฝ่ายต่าง ๆ ย่อมหลีกเลี่ยงความแตกแยกไม่ได้ อย่างน้อยสามถึงห้าปี หาไม่ก็อย่าหวังจะรวบรวมใจคนทั้งหมดได้”

“มีฉางสุ่ยเป็นเมืองสำคัญ ปกป้องเขตเมืองหลวง พรรคกบฏธรรมดา ๆ ย่อมก่อคลื่นใหญ่ไม่ได้”

“หากไม่ใช่เจ้า ครอบครัวของข้าคงยังใช้ชีวิตเยี่ยงนักโทษ บุญคุณนี้ข้าจดจำใส่ใจ หลี่หลางมีเจ้าเป็นพี่น้อง เขาก็ตายอย่างสงบแล้ว”

“ข้าจะอยู่ต่อก็ได้ แต่ก่อนจากไปเจ้าต้องทำให้สถานการณ์มั่นคง หาไม่เมื่อเจ้าก้าวเท้าเดินออกไป ข้าคงถูกพวกขุนนางเป่ยตี๋สังหารเอา ถึงตอนนั้นข้าจะไปร้องทุกข์ที่ใดได้เล่า”

ฉินเฟิงกดมือลงเบา ๆ เป็นสัญญาณให้หลี่จางคลายความกังวล

“หน่วยนกฮูกราตรีล่มสลายแล้ว เป่ยตี๋จะไม่เป็นขององครักษ์เสื้อแพรหรอกหรือ เมื่อควบคุมแหล่งข่าวได้อย่างเด็ดขาด เจ้ายังจะกังวลอะไรอีก”

“นอกจากนี้ ข้าจะทิ้งหน่วยอาวุธมืดที่ติดตามมากับองครักษ์ค่ายเทียนจีทั้งหมดไว้ข้างกายเจ้า ปกป้องเจ้าให้ปลอดภัย”

“ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใด ๆ พวกเขาล้วนเป็นกองกำลังชั้นเลิศที่สามารถรับประกันชีวิตเจ้าให้รอดไปถึงฉางสุ่ยได้ แล้วเจ้าก็ทำเช่นเดียวกับข้า พักอยู่ที่เมืองฉางสุ่ยสักระยะ”

พอทราบว่ามีแผนรองรับเช่นนี้หลี่จางก็ไม่ได้ยึดติดอีก เขาเอามือไผล่หลัง หมุนตัวเดินจากไปพลางพึมพำกับตัวเองว่า “ข้าคงเป็นหนี้เจ้ามาแต่ชาติก่อนเป็นแน่ ชาตินี้เลยต้องมาตามรับใช้เจ้าราวกับวัว”

มองหลี่จางบ่นอุบอิบ ฉินเฟิงยกยิ้ม หากไม่มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเหล่าพี่น้อง เขาคงไม่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้

ขณะนั้นเอง หนิงหู่กับสวีโม่ก็ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมา

“พี่ฉิน พวกข้าสองคนจะอยู่ปกครองเป็นฮ่องเต้ได้หรือไม่”

ฉินเฟิงมองหนิงหู่ สายตาเอือมระอา “เจ้าลองไปส่องหน้าตัวเองในน้ำเถิดว่ามีคุณสมบัติพอจะเป็นฮ่องเต้หรือไม่”

“เจ้าคิดว่าการเป็นฮ่องเต้ง่ายนักหรือ”

หนิงหู่หัวเราะลั่น ไม่คิดมาก “ข้าอาจเป็นฮ่องเต้ผู้เก่งกล้าไม่เป็น แต่การเป็นฮ่องเต้ที่โง่เขลาข้ายังพอทำได้อยู่”

สวีโม่อยากให้แผ่นดินวุ่นวายอีกคนจึงส่งเสียงแทรกขึ้น “เป็นฮ่องเต้ที่โง่เขลา? ฮ่า ๆ ข้าเองก็ทำได้เช่นกัน!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ