บทที่ 1038 การเปลี่ยนแปลงในวังหลวงเป่ยตี๋
มนุษย์ล้วนเห็นแก่ตัวและย่อมมีจุดอ่อน แม้แต่โจวผู่ผู้ซื่อสัตย์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
หากแค่เขาคนเดียว ต่อให้ร่างแหลกลานก็จะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย
แต่หากทั้งตระกูลต้องวอดวายไปด้วยจะไม่เป็นการอกตัญญูและไร้น้ำใจหรือ
ด้านหนึ่งคือการจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ปฏิบัติหน้าที่ทหารอันเป็นปณิธาน อีกด้านคือการปกป้องตระกูล โจวผู่ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่ความลังเลก็ไม่ได้ยืดเยื้อนาน เขาสูดลมหายใจ และตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
“แม้ตระกูลล่มสลาย! ทว่าบ้านเมืองตกอยุ่วิกฤติเป็นตาย พวกข้าย่อมต้องกล้าหาญและสละชีพ”
“แม้รู้ว่าไร้ความหมาย แต่จะขอร่วมชะตากรรมกับแผ่นดิน ตระกูลโจวไม่มีทางหลบหนีอย่างคนขี้ขลาด”
ได้ยินความแน่วแน่ของโจวผู่ หลี่อวี้เลิกคิ้วมอง “เจ้าคนเดียวตัดสินชีวิตและความตายของคนทั้งตระกูลโจว? คำปราศรัยกล้าหาญของเจ้านี้ได้รับความเห็นชอบจากทุกคนแล้วหรือ?”
โจวผู่ตวาดเสียงเย็น “เจ้ากำลังใช้เล่ห์เหลี่ยม!”
หลี่อวี้ยกยิ้มเย็นแฝงความหมายลึกซึ้ง “รองแม่ทัพโจว ที่นี่มีเพียงข้ากับเจ้า ไม่จำเป็นต้องวางท่าเป็นคนซื่อสัตย์ให้ดูดี เจ้ากำลังแสดงให้ใครดูกันเล่า!”
“หากเจ้าจริงใจ เมื่อข้าเอ่ยปากชักชวนให้จำนน เจ้าก็ควรชัดดาบสังหารข้าเสียตั้งแต่แรก!”
“หรือว่าตอนนี้เจ้ายังกังขาในบางสิ่ง? ข้าเป็นเพียงขุนนาง ส่วนท่านเป็นแม่ทัพควบคุมกองทัพ ภายในพระราชวังตอนนี้ผู้ใดมีอำนาจมากกว่ากัน ยังต้องถามอีกหรือ”
“เจ้าลังเลเพียงใดตัวเจ้าย่อมรู้”
“ความตายอาจหนักดั่งภูเขาไท่หรือเบาดั่งขนนก ดังที่เจ้ากล่าว หากตายอย่างมีความหมาย แม้ร่างกายจะแหลกสลายก็ไม่ไยดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การตายของเจ้าจะไร้ค่าต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และนำมาซึ่งความเสียหายด้วย”
“ทุกคนจะตายเพราะความดื้อรั้นของเจ้า สิ่งที่เจ้าเรียกว่าการพลีชีพเพื่อชาติ ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากข้ออ้างในการพรากชีวิตผู้อื่น!”
“ฮ่า ๆๆ ไม่ต้องมองไกลตัว เอาแค่ภรรยาของเจ้า นางเองก็อยากจะสละชีพเพื่อชาติหรือไม่ ลูกของเจ้าเล่า ยินดีตายเพื่อความถูกต้องแน่หรือ?”
กล่าวถึงตรงนี้หลี่อวี้หันมองไปยังวังหลัง
“แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ยังไม่อยากตาย”
ดวงตาของโจวผู่ที่พยายามมั่นคงอย่างยากลำบากวูบไหว ความจริงก่อนที่ฉินเฟิงจะเข้าเมืองหลวง โจวผู่ก็รับรู้ถึงบรรยากาศซึมเศร้าภายในพระราชวังแล้ว
กระทั่งเหล่าทหารรักษาพระองค์ของเขาเองก็ยังวางท่าทีราวกับรอคอยความตาย
ตรงตามที่หลี่อวี้กล่าว การต่อสู้ลเสียเลือดเนื้อไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
แต่รู้แล้วจะมีประโยชน์ใด โจวผู่ไม่อาจก้าวข้ามความรู้สึกในใจ หากต้องเป็นคนทรยศ เขาเลือกที่จะตาย
หลี่อวี้ย่อมทราบดีถึงความยากลำบากของโจวผู่ แต่ความโหดร้ายของความเป็นจริงบังคับให้ต้องเผชิญ
“ข้าจะทรยศต่อแผ่นดินต้าตี๋เราได้อย่างไร จะทรยศฝ่าบาทได้อย่างไร กระนั้นเมืองหลวงแห่งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดตาย ทว่าเพราะความกล้าหาญเพื่อชาติของเราจะนำความหายนะมาสู่ชาวเมืองหลวง”
“ตั้งแต่ชนชั้นสูงจนถึงสามัญชน ทุกคนจะถูกพัวพันในสงครามที่แน่นอนว่าพ่ายแพ้!”
“ตายโดยไร้ความหมาย หรือมีชีวิตอย่างทนทุกข์ ข้าเลือกอย่างหลัง!”
เผชิญหน้ากับคำเตือนที่ห่วงใยของหลี่อวี้ จุดยืนของโจวผู่เริ่มสั่นคลอน
เมืองหลวงอันรุ่งเรือง หากสงครามจะทำให้วอดวายกลายเป็นซากปรักหักพัง แม้ไปอยู่ยังแดนผีสางแล้ว โจวผู่ก็ไม่อาจชดใช้บาปหนักนี้ได้
หลี่อวี้ไม่ได้บังคับ เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย “แม่ทัพไม่ต้องรีบตอบ กลับไปคิดให้ดีก่อนเถิด”
“ความจงรักภักดีที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องสู้รบจนตัวตายโดยไม่ถอย หากแต่คือการสามารถในการรักษากองกำลังแผ่นดิน”
“ถูกต้องแล้ว แม้จะตายอย่างกล้าหาญในสนามรบ แต่หากเบื้องหลังกลายเป็นซากปรักหักพัง เช่นนี้ก็ไม่เพียงไม่ใช่วีรบุรุษ กลับกลายเป็นผู้ก่ออาชญากรรมเสียอีก”
เผชิญหน้ากับคำพูดของเหล่าผู้ใกล้ชิด โจวผู่ย่อมรู้ดีว่าพวกเขาเพียงแต่กำลังหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ปลอบใจตนเอง
หากมีทางเลือก ผู้ใดจะไม่ปรารถนาเป็นขุนนางผู้ทรงเกียรติที่ผู้คนสรรเสริญ
ทว่าเมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ใกล้ชิด หัวใจของโจวผู่ที่หนักอึ้งก็วางลง เขาไม่ลังเล สั่งให้คนสนิทเตรียมพร้อม ครั้นผ่านเที่ยงคืนก็ออกคำสั่ง
คนสนิทสองคนออกไปติดต่อกับทหารรักษาพระองค์ทั้งหมดที่ภักดีกับโจวผู่ แล้วมารวมตัวกันยังที่พักของผู้บัญชาการ
ช่วงเวลาเดียวกัน โจวผู่พาคนที่เหลืออีกสิบแปดคน อ้างว่ามีรายงานสถานการณ์ทางทหาร ผ่านเข้าไปในส่วนที่พักของผู้บัญชาการโดยไร้อุปสรรค
เมื่อผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ที่กำลังจุดเทียนรอเห็นคนสนิทของโจวผู่สวมเกราะครบชุด แววตาดุร้าย เขาก็เข้าใจสถานการณ์แล้ว
เขาหันไปคว้าดาบติดตัว เตรียมสู้ตาย
โจวผู่เจ็บปวดใจนัก แต่ไม่มีทางเลือก เขาโบกมือสั่ง บรรดาคนสนิทพุ่งเข้าสังหารทหารรักษาพระองค์
โจวผู่ทนดูไม่ได้ เขาหันหลัง แล้วมองไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้บัญชาการ ก่อนจะตะโกนเสียงดัง “ผู้บัญชาการตายแล้ว ทุกคนฟังให้ดี บัดนี้พวกเจ้าอยู่ภายใต้การบัญชาของข้า ผู้ใดกล้าต่อต้าน ฆ่าไม่ปรานี”
“ข้าหาใช่กบฏ แต่เพื่อปกป้องราชวงศ์จึงจำต้องทำ”
“ฉินเฟิงให้สัญญาแล้ว หากพวกเราเต็มใจมอบพระราชวัง เขาแตะต้องแม้แต่เส้นผม จะมีไม่การนองเลือด”
คนสนิทของผู้บัญชาการที่เดิมเตรียมจะพุ่งเข้าสับโจวผู่เป็นชิ้น ๆ พอได้ยินก็ชะงักมือ ตอนนี้เอง กองทัพที่โจวผู่เตรียมไว้ล่วงหน้าก็ล้อมเข้ามา
เมื่อเห็นสถานการณ์ แม่ทัพผู้ภักดีก็หมดใจจะต่อสู้แล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ