บทที่ 1265 การรวมญาติที่ล่าช้า
ภายใต้การติดตามของจ้าวหลี จางจงไห่ฝืนใจเดินไปหาฉินเฟิง แม้ว่าเขาจะเป็นผู้บัญการองครักษ์ชุดดำ เป็นคนสนิทที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงเพิ่งเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นยังมีอำนาจล้นฟ้าในราชสำนัก
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินเฟิง จางจงไห่ก็ยังรู้สึกใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ตื่นเต้นจนมือเหงื่อออกที่ฝ่ามือ
ถึงแม่จางจงไห่จะหยิ่งยโสเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดอย่างไร้เดียงสาว่าพลังของเขาจะสามารถปะทะกับฉินเฟิงได้โดยตรง
หยุดฝีเท้า มองดูฉินเฟิงที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม จางจงไห่กำลังจะเปิดปากพูด แต่กลับถูกฉินเฟิงพูดสวนกลับไปอย่างเย็นชาทันที
“หากเจ้ามาเพื่อโน้มน้าวให้คนตระกูลฉินกลับเมืองหลวง ก็ไม่ต้องเอ่ยปากให้เสียเวลา”
“แต่หากมาส่ง ข้าฉินเฟิงผู้นี้ย่อมยินดีต้อนรับ”
กล่าวถึงตรงนี้ ฉินเฟิงก็เปิดเผยข่าวสำคัญออกมา ดวงตาของเขาคมกริบดั่งเหยี่ยว ทำให้จางจงไห่รู้สึกกระวนกระวายใจ
“กลับไปบอกฝ่าบาทว่า ตำแหน่งอ๋องแห่งชายแดนเหนือนี้ ข้าไม่รับก็แล้วกัน!”
“ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางกับฮ่องเต้เดิมทีสามารถสร้างเรื่องราวดี ๆ ได้ แต่การกระทำของฝ่าบาทครั้งนี้ กลับทำให้ข้าใจสลายยิ่งนัก”
“หรือฝ่าบาทไม่ทรงทราบว่า ครอบครัวคือชีวิตของข้า? การที่ฝ่าบาททรงลงมือกับคนตระกูลฉิน ก็เหมือนกับการปักมีดเข้าที่หัวใจข้าโดยตรง”
จางจงไห่ถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่เคยคิดว่าฉินเฟิงจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้ แม้แต่ตำแหน่งอ๋องที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ก็สามารถปฏิเสธได้อย่างไม่ลังเล
เห็นได้ชัดว่า ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญกับฉินเฟิงมากไปกว่า ‘ครอบครัว’ อีกแล้ว
จางจงไห่ผู้ซึ่งชำนาญในการอ่านสีหน้าผู้อื่น ในใจก็เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ฉินเฟินเพื่อคนในตระกูลฉินแล้ว แม้กระทั่งจะเป็นศัตรูกับทั้งต้าเหลียงโดยไม่ลังเลเลยก็ได้
เมื่อเผชิญหน้ากับคนเช่นนี้ การพยายามโน้มน้าวให้เขาก้มหัวยอมแพ้นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
แต่เพื่อให้ภารกิจที่ฝ่าบาทมอบหมายสำเร็จลุล่วง จางจงไห่ก็ได้แต่ฝืนใจตนเองและพยายามโน้มน้าวต่อไป
“เพื่อครอบครัวแล้ว ฉินอ๋องยอมสละตำแหน่งอ๋อง ข้าน้อยผู้นี้นับถือท่านจริง ๆ”
“แต่การให้คนตระกูลฉินอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ก็เป็นพระเมตตาของฝ่าบาทเช่นกัน หากนับจากนี้ไป ตระกูลฉินจากเมืองหลวงไปอย่างสิ้นเชิง มิใช่เป็นการตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่าบาทกับตระกูลฉินหรอกหรือ?”
“เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่าบาทกับตระกูลฉินจะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อย ๆ มิใช่กลายเป็นคนจากไปน้ำชาเย็นชืดหรอกหรือ?”
“หรือว่าฉินอ๋องจะทนเห็นตนเอง กลายเป็นคนแปลกหน้ากับฝ่าบาทไปตลอดกาลได้เชียวหรือ?”
ฉินเฟิงอดขำในใจไม่ได้ การพูดเช่นนี้ในตอนนี้ ช่างดูเสแสร้งเกินไปสักหน่อย
ก่อนหน้านี้ที่ชายแดนใต้ จ้าวอวี้หลงเริ่มจากการกล่าวโทษฉินเฟิงก่อน จากนั้นก็แย่งชิงอำนาจบัญชาการแนวหน้า นอกจากจ้าวอวี้หลงจะเป็นคนแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยวแล้ว ย่อมต้องมีฮ่องเต้ต้าเหลียงคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างลับ ๆ แน่นอน
สงครามปราบปรามทางใต้ยังไม่ทันเริ่ม ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็เริ่มลดทอนอำนาจในมือฉินเฟิงในทางอ้อมแล้ว
หากฉินเฟิงไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ การที่คมมีดเพชฌฆาตจ่อคอฉินเฟิง ก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นเอง
มีความดีความชอบที่เกินกว่าผู้เป็นนาย นั่นคือคำสาปที่ไม่อาจแก้ไขได้ระหว่างฮ่องเต้กับขุนนางเสมอ
“ข้าบอกแล้วว่า ไม่ต้องเสียน้ำลายไปมากกว่านี้ เจ้าแค่หลีกทางให้ข้าก็พอ”
เห็นฉินเฟิงไม่มีท่าทีจะเจรจาเลย จางจงไห่ได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ เมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ เขาก็ทำได้เพียงใช้ไม้แข็ง
บางทีความสามารถโดยรวมของฉินเฟิงอาจจะแข็งแกร่งมาก แต่ที่นี่คือเขตจิงจี และฉินเฟิงก็เดินทางฝ่าภูเขาลำธารมาถึงที่นี่ มีกำลังทหารเพียงเท่านี้ติดตัวมา
อย่างน้อยในการรบครั้งนี้ จางจงไห่มั่นใจในชัยชนะอย่างแน่นอน
ส่วนผลที่ตามมาจากการลงมือกับฉินเฟิงนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เรื่องที่จางจงไห่ต้องกังวล แต่เป็นการเดิมพันระหว่างฮ่องเต้ต้าเหลียงกับชายแดนเหนือทั้งหมด
อย่างไรเสีย หน้ากากก็ต้องถูกฉีกทิ้งในไม่ช้า ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ จางจงไห่จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ไม่เพียงแต่คนตระกูลฉินต้องกลับไป แต่ฉินเฟิงก็จะถูกคุมตัวกลับเมืองหลวงด้วยเช่นกัน!
หลี่เซียวหลานตอนแรกยังเป็นกังวลเล็กน้อย กลัวว่าฉินเฟิงจะทนทุกข์มากเกินไปที่แนวหน้า แต่กลับพบว่าฉินเฟิงยังคงใจร้อนวู่วามเหมือนเดิม หัวใจที่แขวนค้างอยู่จึงตกลงสู่พื้นในทันที ตามด้วยความปลาบปลื้มยินดี
หลี่เซียวหลานแทบไม่เคยหัวเราะอย่างเปิดเผยจากใจจริง มีเพียงเวลาที่อยู่ต่อหน้าฉินเฟิงเท่านั้น นางจึงจะรู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองเช่นนี้
“เฟิงเอ๋อร์ ไม่คิดว่าเจ้าจะกลับมาทันจริง ๆ”
“เส้นทางนี้คงลำบากมากสินะ?”
เนื่องจากพวกเขาเป็นสามีภรรยาที่แต่งงานกันแล้ว หลี่เซียวหลานย่อมไม่กังวลอะไรอีกต่อไป นางยื่นมือออกไปลูบแก้มที่หยาบกร้านเล็กน้อยของฉินเฟิง
ฉินเฟิงจับมือของหลี่เซียวหลานไว้ แล้วหัวเราะร่า “ฮ่า ๆ ๆ ความลำบากแค่นี้จะนับเป็นอะไร? ต่อให้เป็นขุนเขากระบี่ทะเลเพลิง ข้าก็ต้องฆ่าฟันกลับมาให้ได้”
“ใครใช้ให้ข้าแต่งงานกับภรรยาที่งดงามเช่นนี้เล่า?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เซียวหลานหัวเราะคิกคักอย่างเขินอายไม่ได้ จะเป็นคนที่เก็บซ่อนความรู้สึกมากที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสี่ แต่ก็เป็นคนที่เปิดเผยที่สุดด้วย อย่างน้อยเมื่อเผชิญกับคำประจบของฉินเฟิงนางไม่เคยปฏิเสธ แต่นางกลับรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง
“เจ้านี่ ทำไมไม่เปลี่ยนไปเลยนะ? ยังเด็กเหมือนเดิม”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของหลี่เซียวหลาน หัวใจฉินเฟิงดีใจจนแทบบรรยายไม่ถูก การได้แต่งงานกับภรรยาเช่นนี้ ชาตินี้ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
เมื่อฉินเฟิงหันไปมองจิ่งเชียนอิ่ง ก็เป็นไปตามคาด น่องของเขาถูกเตะไปหนึ่งที
จิ่งเชียนอิ่งทำหน้าเย็นชา แล้วแค่นเสียงเบา ๆ “ข้าตามเจ้ากลับไปต้าเหลียง แต่เจ้ากลับทิ้งข้าไว้คนเดียวในเมืองหลวง เจ้าช่างเป็นคนไร้หัวใจจริง ๆ”
“หากรู้ว่าเจ้าไม่น่าเชื่อถือขนาดนี้ ตอนนั้นข้าก็ไม่แต่งงานกับเจ้าหรอก”
ฉินเฟิงไหนเลยจะกล้าลังเล รีบเดินเข้าไปจับมือเล็ก ๆ ของจิ่งเชียนอิ่ง แล้วปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้ากลับมาแล้วไม่ใช่หรือ? คราวนี้พวกเราทั้งครอบครัวจะไปอำเภอเป่ยซีด้วยกัน แบบนี้เจ้าก็อยู่ใกล้เป่ยตี๋แล้ว สามารถกลับบ้านเกิดได้ทุกเมื่อ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ