คมประกายที่สำแดงออกมาของกู่เจี้ยนสิงก็ไม่ด้อยกว่าฉู่ชิว เอาชนะคู่ต่อสู้คนหนึ่งภายในสิบกระบวนท่าได้!
ในขณะเดียวกันกับที่หลินสวินเอาชนะตงหลิวซื่อ คู่ต่อสู้คนที่สามก็ถูกกระบี่เดียวของเขาซัดกระเด็นออกไปจากสังเวียน
คู่ต่อสู้บาดเจ็บเจียนตาย
เขากลับไม่ได้รับบาดเจ็บ
ทั้งที่นั้นต่างหน้าเปลี่ยนสีเพราะเขา!
บนสังเวียนอื่นก็มีบุคคลที่ความสามารถน่าจับตามองบางคนเช่นกัน
โดยเฉพาะคนรุ่นอาวุโสคนหนึ่งนาม ‘สือหลง’ เพียงครู่สั้นๆ ก็โจมตีมกุฎราชันอริยะรุ่นเยาว์คนหนึ่งให้บาดเจ็บสาหัส ความกล้าแข็งของมรรควิถี ความดุดันของพลังต่อสู้ เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย
ตามที่ปรากฏในข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยทั่วไป สือหลงหยุดอยู่ที่ระดับมกุฎราชันอริยะขั้นต้นมาหกร้อยปีแล้ว นับเป็นเพียงผู้อาวุโสของสำนักซึ่งเป็นขุมอำนาจชั้นรองแห่งหนึ่ง
คนรุ่นอาวุโสเช่นนี้ก็ถูกคนเพิกเฉยได้ง่าย
แต่ตอนนี้ พลังต่อสู้ของสือหลงกลับทำให้ทุกคนตกตะลึงยกใหญ่!
เช่นนี้แล้ว แม้ภาพหลินสวินเอาชนะตงหลิวซื่อจะดึงดูดให้ชายตามองอยู่บ้าง แต่เทียบกันแล้วยังไม่ถือว่าสะเทือนเลื่อนลั่น
อย่างน้อย เถาซงถิงจากสำนักยุทธ์ว่างเปล่าก็คิดเช่นนี้
นี่ทำให้หญิงชุดเขียวถูกเรียกว่า ‘อวี๋ฮูหยิน’ นิ่วหน้าเล็กน้อย แต่นางยังไม่ทันเอ่ยปาก หงอวี่จากสำนักยุทธ์เสวียนจีก็เอ่ยเนิบๆ ขึ้นมาแล้วว่า
“พี่เถา ข้ากลับถือหางจินตู๋อีคนนี้นัก คิดว่าเขาต้องชนะสิบครั้งรวด ผ่านการคัดเลือกรอบแรกได้แน่”
“เช่นนั้นหรือ”
เถาซงถิงยิ้มหยัน “น้องหงอวี่ ข้ายังพูดตามนั้น เกิดจินตู๋อีคนนี้ทำไม่ได้ล่ะ”
ระหว่างเจ็ดสำนักใหญ่มีการประชันอันไร้รูปกันเองอยู่
แต่ในช่วงหลายปีนี้ สำนักยุทธ์ว่างเปล่าอยู่บนบัลลังก์ของสำนักอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเมฆาอย่างมั่นคงมาตลอด ดังนั้นจึงทำให้ยามเถาซงถิงเผชิญหน้ากับพวกหงอวี่จึงมีท่าทางเป็นผู้นำผู้สูงส่งอยู่กลายๆ
อวี๋ฮูหยินชื่นชมจินตู๋อีก็ช่างเถอะ หงอวี่ดันมาขัดคอตนเอาตอนนี้อีก นี่ทำให้ในใจเถาซงถิงก็ออกจะไม่ชอบใจอยู่บ้าง
“เหอะๆ แบบนี้ดีไหม ข้ากับพี่เถาก็พนันกันสักตั้งเป็นอย่างไร ถ้าจินตู๋อีถูกคัดออกในการคัดเลือกรอบแรกนี้ ข้าก็จะมอบสิ่งนี้ให้พี่เถา”
หงอวี่พูดพลางพลิกฝ่ามือ แล้วหยกสมบัติสีเทามอซอก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น บนนั้นมีสายเลือดเป็นริ้วๆ ปรากฏอยู่รางๆ กลิ่นอายคลุมเครือ
หยกประดับโลหิตจักรพรรดิ!
บุคคลระดับกึ่งจักรพรรดิอย่างหญิงชุดเขียวล้วนมีสีหน้าแตกต่างกันไป นี่เป็นสมบัติที่มีโลหิตสมบัติมหาจักรพรรดิอยู่ชิ้นหนึ่ง มูลค่าควรเมือง เพียงพอจะทำให้กึ่งจักรพรรดิใจเต้นและตาลุกวาวได้
เถาซงถิงก็ชะงักไป ในใจยิ่งไม่พอใจ นี่หงอวี่อยากจะขัดคอเขาจริงๆ ใช่ไหม
หงอวี่คล้ายไม่ได้สังเกตเห็นความไม่พอใจของเถาซงถิง ยิ้มเอ่ยว่า “ถ้าข้าชนะแล้ว พี่เถาก็ต้องมอบปิ่นที่ปักผมอยู่ให้ข้าเป็นอย่างไร”
“ได้!”
เถาซงถิงหัวเราะหยันรับปาก
เขาสวมชุดแดงดุจเพลิง ผมขาวดั่งหิมะ ปักปิ่นไม้สีหมึกสลักด้วยลายมรรคเป็นริ้วๆ เก่าแก่ลุ่มลึกเล่มหนึ่ง
ปิ่นไม้เล่มนี้เป็นสมบัติอัศจรรย์ชิ้นหนึ่ง มีนามว่า ‘ปิ่นไม้มงคล’ หากประดับไว้กับตัวจะทำให้จิตวิญญาณใสสะอาด หกรับรู้แจ่มกระจ่าง
ตอนฝึกปราณยิ่งมีคุณประโยชน์ป้องกันมารภายนอก เป็นสมบัติหายากที่ผู้แข็งแกร่งใช้ขัดเกลาจิตใจชิ้นหนึ่ง
เพียงแต่เถาซงถิงกลับคิดไม่ถึง ว่าเจ้าหงอวี่นี่ไม่เพียงขัดคอตน ยังออกความคิดเรื่องปิ่นไม้มงคลเล่มนี้ด้วย นี่ทำให้เขาสีหน้าไม่น่าดูเล็กน้อย
เพราะการพนันนี้ทำให้ระดับกึ่งจักรพรรดิคนอื่นต่างสนใจหงอวี่มากขึ้นอย่างอดไม่ได้ หรือเจ้าหมอนี่จะรู้ตื้นลึกหนาบางบางอย่างของจินตู๋อี
“พี่หงอวี่ ต่อให้สุดท้ายเจ้าชนะ จินตู๋อีคนนี้เจ้าก็แย่งข้าไปไม่ได้”
อวี๋ฮูหยินที่แต่งกายชุดเขียวทั้งตัวยิ้มหวาน พูดแหย่ว่า “ถ้าไม่เช่นนั้นข้าคงต้องสู้สุดตัวกับเจ้า”
หงอวี่ยิ้มละไม
เถาซงถิงยิ่งรู้สึกขัดตาหงอวี่
ละครคั่นฉากนี้ก็ทำให้ผู้แข็งแกร่งระดับกึ่งจักรพรรดิคนอื่นที่อยู่ในที่นั้นเริ่มปันใจมาสนใจการต่อสู้ของหลินสวินบ้าง
และในตอนนี้ คู่ต่อสู้คนที่สองขึ้นสังเวียนมาห้ำหั่นกับหลินสวินแล้ว
คนผู้นี้เป็นคนรุ่นอาวุโส มีนามว่าหวังเจินหยาง ยอดราชันอริยะขั้นสมบูรณ์ แม้ไม่เคยเหยียบย่างขอบเขตมกุฎ แต่ไม่ว่าจะเป็นมรรควิถีหรือว่าฝีมือการต่อสู้ ล้วนใช้คำว่าเจนจัด ลึกล้ำและน่ากลัวมาบรรยายได้
ในระดับเดียวกัน บรรลุขอบเขตมกุฎหรือไม่ก็เหมือนสวรรค์กับผืนดิน นำมาเทียบกันได้ยาก
แต่ความแข็งแกร่งของพลังต่อสู้ที่หวังเจินหยางสำแดงออกมาเหนือความคาดหมายของหลายคนโดยสิ้นเชิง กระทั่งทำให้หน้าเปลี่ยนสี
สาเหตุก็เพราะหวังเจินหยางควบคุมพลังมหามรรคได้อย่างจัดเจนเกินไ เหมือนเข้าขั้นสมบูรณ์แบบล้ำเลิศเป็นที่สุด
โดยเฉพาะ ‘อาภรณ์สวรรค์ไร้ตะเข็บ’ เขตแดนมรรคที่เขาใช้มือเดียวควบรวมขึ้นมา คล้ายตาข่ายสวรรค์ แผ่กระจายแต่ไม่รั่ว เผยลักษณะสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียว
แม้หลินสวินมีวิธีเอาชนะอยู่ก่อนแล้ว แต่กลับร่ำไรออมมือ สาเหตุก็เพราะขณะที่ต่อสู้แลกเปลี่ยนวิชากับหวังเจินหยาง ทำให้เขาได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปไม่น้อย ในใจเกิดการหยั่งรู้มากมาย
กระทั่งเขายังออกจะคิดไม่ถึงว่าคนรุ่นอาวุโสที่ไม่ได้ทะลวงขอบเขตมกุฎคนหนึ่ง เหตุใดถึงควบคุมมหามรรคได้อย่างอัศจรรย์ถึงขนาดนี้
เวลาหนึ่งถ้วยชาผ่านไป
หวังเจินหยางยิ้มขื่นสายหัว ออกตัวยอมแพ้ “สหายน้อยคนเดียวสามารถกำราบสิบคน ทำลายมรรคและวิชาของข้าได้โดยสมบูรณ์ แต่กลับอ่อนข้อถึงตอนนี้ ข้าคนแซ่หวังสู้ต่อไปก็ไม่รู้ดีชั่วแล้ว”
“วิชาต่อสู้ของผู้อาวุโสอัศจรรย์นัก ถ้ามีพลังขอบเขตมกุฎ เกรงว่าข้าน้อยคงครองความได้เปรียบยากนัก”
หลินสวินเอ่ยพลางกุมมือคารวะ
พอพูดถึงขอบเขตมกุฎ ดวงตาหวังเจินหยางก็ฉายแววหม่นหมอง ถอนหายใจแล้วหันหลังจากไป
นานมาแล้ว เดิมเขาก็เป็นผู้กล้าแห่งยุคที่มีชื่อเสียงเหนือดินแดนแถบหนึ่ง มีคุณสมบัติเพียงพอจะเหยียบย่างขอบเขตมกุฎ แต่เพราะตอนทะลวงระดับถูกศัตรูลอบโจมตีจนสูญเสียมกุฎมรรคา!
ไม่ถึงกับแค้นมากมาย แต่ทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ ในใจก็จะเสียใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
นี่ก็คือพลาดก้าวเดียวก็พลาดทุกก้าว!
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์