ชายาเกิดใหม่ของข้า นิยาย บท 127

ตอนที่ 127 มีความหมายอื่น

ตกดึกนางก็ให้เชียนซานไปเชิญฝ่าบาทให้เสด็จมา นางต้องการจะเอ่ยทูลขอร้องฝ่าบาทให้ทรงอนุญาติให้นางออกจากวังไปจวนอ๋องหนิงอานสักครั้ง นางอยากไปตรวจดูอาหารการกินของเฉินอวี่จู๋ด้วยตนเอง ในเมื่อร่างกายไม่อาจตรวจดูได้ว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ก็มีโอกาสเป็นไปได้อย่างยิ่งว่านี่จะเป็นการวางยาพิษ แต่ทว่านางก็ตรวจไม่พบสารพิษในร่างกาย ที่แสดงให้เห็นชัดก็มีเพียงเสียเลือดมากเท่านั้น สิ่งเดียวที่สามารถมองเห็นได้ในขณะนี้ก็คือเลือดของนางค่อนข้างผิดปกติ

แน่นอนว่าชูเซี่ยย่อมไม่เอ่ยเรื่องยาพิษให้ฝ่าบาททรงทราบเด็ดขาด นางบอกเพียงว่าต้องการตรวจดูอาหารให้แน่ชัดเท่านั้น ฝ่าบาทเองก็ทรงเห็นว่ายากนักที่นางจะยอมก้มหัวอ้อนวอนตนจึงไม่กล้าขัดใจนาง “พรุ่งนี้เช้าเราจะให้เว่ยเจียงและจู

ฟางหยวนตามเจ้าออกไปนอกวังด้วย!” ที่พระองค์เจาะจงให้เป็นพรุ่งนี้เช้าก็เพราะว่าพรุ่งนี้เช้าหลี่เฉินเย่นเองก็ต้องออกมาเข้าเฝ้าพระองค์ที่ท้องพระโรงตั้งแต่เช้าเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้อยู่ในจวนและทั้งคู่ก็คงไม่มีโอกาสได้พบกัน

ชูเซี่ยย่อกายลงช้าๆ “ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท!”

เดิมทีฝ่าบาทก็ทรงไม่ไว้วางพระทัยในตัวชูเซี่ยนักดังนั้นจึงมีรับสั่งให้เว่ยกงกงและจูฟางหยวนออกไปนอกวังพร้อมนางด้วยกอปรกับที่พระองค์มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับนางมานาน นางเองก็ไม่ยอมโอนอ่อน ส่วนพระองค์เองก็เป็นถึงฮ่องเต้ย่อมไม่อาจจะยอมก้มหัวให้นางได้ แต่มาวันนี้นางกลับเป็นฝ่ายมาขอร้องพระองค์เองด้วยท่าทีที่อ่อนข้อให้ พระองค์ก็ต้องถือโอกาสนี้ทำตนเป็นคนดีและเปลี่ยนใจของนางให้ได้

ในเช้าวันถัดมาชูเซี่ยก็ออกเดินทางไปจวนอ๋อง

ตานเสวี่ยเองก็ติดตามนางออกไปนอกวังด้วยกันเหลือเสี่ยวหลานไว้คอยดูแลเฉินอวี่จู๋อยู่ภายในวัง

ตานเสวี่ยนำรายการอาหารและวัตถุดิบที่เตรียมไว้สำหรับทำสำรับให้แก่เฉินอวี่จู่มอบให้ชูเซี่ยดูทั้งหมด ชูเซี่ยเองก็ตรวจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน อาหารและวัตถุดิบพวกนี้ต่อให้นำมากินร่วมกันหรือปรุงอย่างไรก็ไม่ทำให้เกิดพิษหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เลย แน่นอนว่าการตรวจค้นแบบนี้แทบจะไม่ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะหากว่ามียาพิษอยู่จริงก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกคนวางยาพิษกำจัดไปแล้ว

เมื่อฉ่ายเวินรู้ว่านางมาก็วิ่งอย่างร่าเริงมาหานาง เมื่อเห็นว่านางวุ่นวายอยู่ในครัวก็อดถามขึ้นอย่างสงสัยไม่ได้ “พี่สาว ท่านหาอะไรอยู่หรือเจ้าคะ”

ชูเซี่ยเงยหน้าขึ้นมองนางเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพลางหัวเราะน้อยๆ “ไม่ได้หาอะไรหรอก ก็แค่ตรวจดูว่าอาหารที่พระชายากินในแต่ละวันมีปัญหาอะไรหรือไม่”

ฉ่ายเวินก็ถามอย่างประหลาดใจ “อาหารจะไปมีปัญหาอะไรได้เล่าเจ้าคะ แล้วอาการของนางดีขึ้นบ้างหรือไม่เจ้าคะ”

ชูเซี่ยก็เอ่ยตอบ “อืม ก็นับว่าดีขึ้นแล้ว แต่ก็ต้องรอให้หายสนิทเสียก่อน อีกทั้งก็ต้องหาที่มาของโรคนี้ให้ได้ด้วย”

ฉ่ายเวินร้อง ‘อ๋อ’ ออกมาจากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ถ้าเช่นนั้นก็ดียิ่ง!”

ชูเซี่ยมองฉ่ายเวินด้วยประกายตาบางอย่าง “นางเพิ่งเริ่มป่วยหลังจากที่ท่านอ๋องไปออกรบหรือ แล้วเจ้ารู้เรื่องอาการป่วยของนางหรือไม่”

“ข้าพอรู้บ้างเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่านางจะร้ายแรงถึงเพียงนั้น แรกเริ่มข้าก็นึกว่านางเพียงแค่แกล้งป่วย ท่านก็รู้นี่เจ้าคะว่านางเป็นพวกคุณหนูเหยีบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ร่างกายสูงส่งกว่าคนทั่วไปอีกทั้งตอนนี้นางก็เริ่มตั้งครรภ์แล้วร่างกายจึงอ่อนแอเป็นปกติอยู่แล้ว ข้าจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก อีกอย่างจวนอ๋องเองก็มีหมอหลวงคอยดูแลนางอยู่แล้ว ข้าก็คิดว่าไม่นานนางก็คงจะหายดีไม่น่าห่วงเจ้าค่ะ”

แต่ไหนแต่ไรฉ่ายเวินก็ไม่ชอบเฉินอวี่จู๋อยู่แล้ว พอมายามนี้ที่พูดถึงอาการป่วยของอีกฝ่ายน้ำเสียงของนางไร้ความเมตตาสงสารเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าพูดถึงคนแปลกหน้า

ชูเซี่ยไม่ได้พูดอะไรอีก หญิงสาวตรวจตราของบำรุงที่ทางวังส่งมาให้เพื่อบำรุงครรภ์ของเฉินอวี่จู๋ แม้ว่าก่อนหน้านี้จูเก๋อหมิงจะมาตรวจแล้วครั้งหนึ่งและไม่พบปัญหาอะไร แต่ยามนี้นางก็ตรวจอีกครั้งเพื่อความมั่นใจและก็พบว่ามันไม่มีพิษเจือปนอยู่จริงๆ

หลังจากที่ชูเซี่ยเสร็จสิ้นธุระของตนแล้วฉ่ายเวินก็ดึงมือของนางไว้ “พี่สาว ข้าอยู่ในจวนอ๋องเบื่อเหลือเกิน ท่านพาข้าเข้าวังไปเล่นหน่อยได้หรือไม่”

ชูเซี่ยหันมามองเด็กสาว “อยู่ในวังยิ่งน่าเบื่อเข้าไปใหญ่ อิสระก็ไม่มีอยู่ในจวนไม่ดีกว่าหรือไงกัน”

สีหน้าของฉ่ายเวินดูผิดหวัง “ตอนนี้ศิษย์พี่ก็ยุ่งมาก หลี่ซี่เองก็ยุ่งไปกับเขาด้วย เดี๋ยวนี้พี่จูเก๋อก็ไม่ค่อยมาแล้ว ทุกวันที่ข้าอยู่ในจวนไม่มีอะไรทำเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน!”

“เรื่องของเจ้าและหลี่ซี่ไปถึงไหนกันแล้วเล่า เจ้าชอบเขาใช่หรือไม่ หากว่าชอบเขาแล้วก็คงต้องถึงเวลาจัดงานมงคลกันเสียที!” ชูเซี่ยเอ่ยถามอย่างสนใจ

ฉ่ายเวินส่ายหน้า สีหน้าของนางดูผิดหวัง “ศิษย์พี่เองก็พูดเช่นนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าข้าอายุก็ไม่น้อยแล้ว ผ่านปีนี้ไปก็อายุยี่สิบเอ็ดเข้าไปแล้ว แต่ว่าพี่สาว ข้าบอกตรงๆนะเจ้าคะว่าตัวข้าเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวของข้าเองรู้สึกอย่างไร มีบางครั้งข้าก็รู้สึกว่าเขาดีต่อข้าเหลือเกิน ช่วงเวลาที่ข้ากับเขาอยู่ด้วยกันก็มีคามสุขไม่น้อย แต่ถ้าหากต้องมาด้วยกันจริงๆข้าก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไปอยู่ดี” ชูเซี่ยชะงักมือของนางจากนั้นก็หันมามองใบหน้างามที่ฉายแววกังวลออกมา “หากเจ้าอยู่ที่นี่ไม่มีความสุขงั้นก็ตามข้าไปอยู่ในวังเถิด!”

สีหน้าของฉ่ายเวินค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นดีใจหนักหนา “เจ้าค่ะ ข้าจะรีบกลับไปเก็บของเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ!”

หลังจากที่ฉ่ายเวินจากไปแล้ว เสี่ยวฉิงก็ค่อยๆเดินมาหานาง “หวงกุ้ยเฟยเพคะ โหร่วยเฟยอยากเชิญท่านไปพบสักครู่!”

มี่เหอ? ชูเซี่ยเกือบลืมไปเสียแล้วว่ายามนี้โหร่วเฟยถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในตำหนักของตนเอง เมื่อมานึกดูแล้วนางเองก็ไม่ได้พบมี่เหอนานมากแล้วไม่รู้ว่ายามนี้หญิงสาวจะเป็นเช่นไรบ้าง นางเองก็กังวลเรื่องของมี่เหออยู่บ้าง เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับหลิวหยิงหลงหรือนางนอดีต เรื่องสายสัมพันธ์พี่น้อง นางรู้ดียิ่งกว่าใครว่ามี่เหอไม่ได้เป็นคนทำร้ายนางแน่

หลิวมี่เหอผ่ายผอมลงไปมาก มีผ้าคลุมผืนใหญ่ห่อหุ้มร่างบางของนางไว้ ยามที่หญิงสาวยืนอยู่ที่ลานกว้างเกรงว่าหากมีลมพัดมาแรงหน่อยร่างบอบบางของนางก็อาจจะปลิวไปกับสายลมได้ มี่เหอกำลังแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย นอกจากกำไลข้อมือที่สวมใส่อยู่ทั้งร่างของนางรวมถึงศีรษะก็ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดอีก ร่างบอบบางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆและเดียวดายอยู่เช่นนั้น ดวงตากลมดูปูดโปนเล็กน้อยด้วยความที่นางผอมจนเกินไปจึงดูน่ากลัวอยู่บ้าง

หญิงสาวย่อกายลงน้อยๆ “หม่อมฉันถวายบังคมหวงกุ้ยเฟยเพคะ!”

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชายาเกิดใหม่ของข้า