ฮั่วหยุนเซียวกระชับวงแขนกอดเฉินมู่แน่นขึ้นอีกนิด และพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแบบที่โอวจินไม่เคยได้ยินมาก่อน “ผมมาช้าไป”
เฉินมู่จุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก พลางเอนศีรษะเข้าหาอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะสลบไสลไปในอ้อมแขนของฮั่วหยุนเซียว
“โอวจิน!” ฮั่วหยุนเซียวตะโกนเรียก
โอวจินรีบวิ่งเข้ามาตรวจสอบทันควัน “แค่หมดสติไปน่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
ฮานเฉิงลากประธานจางที่หน้าซีดเผือดให้เดินเข้ามาใกล้ พร้อมถามเสียงนิ่ง “บอสครับ จะจัดการยังไงต่อดี?”
ฮั่วหยุนเซียวหันไปมองประธานจางแวบหนึ่ง แววตาของเขาดำมืดเหมือนคลื่นใต้น้ำ มันลึกจนไม่อาจเห็นก้นบึ้งของความคิด
เพียงมองแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ประธานจางตกใจกลัวจนตัวสั่น เจ้าตัวหมอบลงกับพื้นแล้วเอาศีรษะโขกอย่างเอาเป็นเอาตาย “บอสฮั่ว! บอสฮั่ว! ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นคนของท่านนะครับ! ผม...”
ฮั่วหยุนเซียวกล่าวเสียงเย็น “ตัดแขน ตัดขาแล้วเอาไปขังคุกซะ”
“บอสฮั่ว! บอสฮั่ว!” ประธานจางร้องไห้ฟูมฟาย แต่ฮั่วหยุนเซียวกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง
เมื่อถึงโรงพยาบาล โอวจินตรวจสอบร่างกายของเฉินมู่อย่างละเอียด พอฉีดยาและพันผ้าพันแผลเสร็จอีกครั้งถึงได้เดินกลับไปที่ห้องทำงาน
ฮั่วหยุนเซียวเบนสายตามองเพื่อนสนิท เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นคงเท่าที่ควร “เป็นยังไงบ้าง?”
โอวจินถอดเสื้อกาวน์ออก “วางใจเถอะ เป็นแค่แผลภายนอกที่ทำให้คนมองตกใจก็เท่านั้น บาดแผลทั่วร่างรวมกันยังไม่ร้ายแรงเท่าแผลที่ข้อมือเลย”
ฮั่วหยุนเซียวกำแก้วในมือแน่น “มีกี่แผล?”
โอวจินชะงักไป “นั่นฉันไม่ได้นับไว้ อาจจะสิบกว่าแผลมั้ง มีรอยขีดข่วน แล้วก็ยังมีรอยถูกเฆี่ยนกับรอยฟกช้ำอีกด้วย”
พลันบอสฮั่วก็ยกยิ้มเย็น เสียงทุ้มต่ำว่าตอบ “เก่งจริงนะ ตระกูลเฉิน ฝีมือไม่เบาเลย”
ได้ยินแบบนั้น โอวจินก็ถึงกับตัวสั่นงันงก
ฮั่วหยุนเซียวอยู่ในตำแหน่งที่สูงมาเป็นเวลานาน แทบจะไม่มีใครกล้าไปยั่วยุเขาเพื่อรนหาที่ตาย ทว่าครั้งนี้ โอวจินรับรู้ได้อย่างเฉียบคมว่าอาการบาดเจ็บของเฉินมู่ได้ทำให้ฮั่วหยุนเซียวโมโหเข้าแล้ว
โอวจินเอ่ยเตือนออกมาเสียงเบา “หยุนเซียว การตัดแขนตัดขาเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดแล้ว ในประเทศที่มีสภาพแวดล้อมแบบนี้ จะทำมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ”
แก้วในมือของฮั่วหยุนเซียวถูกวางลงบนโต๊ะหินอ่อนดังเคร้ง เสียงสะท้อนดังกังวานไพเราะราวกับเข็มเงินที่ตกลงสู่พื้น แต่มันกลับทำให้ผู้คนที่ได้ยินหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ
เสียงเข้มเอ่ยชัดเจน “ฉันแค่ไม่ได้มือเปื้อนเลือดมาสองสามปี แต่มันกลับทำให้คนพวกนี้ลืมไปแล้วสินะ ว่าทั้งบนพื้นและใต้ดินในโลกสีขาวดำของเมืองปินไห่แห่งนี้ ใครกันแน่ที่เป็นราชาตัวจริง!”
บรรยากาศกดดันราวกับว่าห้องทั้งห้องนั้นมืดมนไปหมด ทว่าทันใดนั้นก็มีพยาบาลผลักประตูเข้ามาพลางพูดตะกุกตะกัก “ท่านคณบดีคะ...คุณหนูเฉินฟื้นแล้วค่ะ”
“ฟึบ” ฮั่วหยุนเซียวลุกขึ้นยืนแล้วก้าวยาว ๆ ออกจากห้องทำงานไปทันที ส่วนฮานเฉิงเองก็ตามหลังไปติด ๆ
ขายาวเดินเร็วจนมาถึงห้องพักผู้ป่วย หญิงสาวที่อ่อนแรงเมื่อครู่ก่อน ตอนนี้ได้นั่งอยู่บนเตียงและขมวดคิ้วพูดคุยบางอย่างอยู่กับนางพยาบาล
“ฮานเฉิง” จู่ ๆ ฮั่วหยุนเซียวก็พูดออกมา “ให้เวลานายสามวัน ฉันต้องการข้อมูลของเฉินมู่ทั้งหมดตั้งแต่เด็กจนโต”
เดิมทีเขาคิดว่า เฉินมู่ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของตระกูลเฉินขนาดนั้น แต่พอมองตอนนี้ ไม่เพียงแค่ไม่ได้รับความรักแล้ว ตระกูลเฉินยังอยากจะทำทุกทางให้เธอตายเลยด้วยซ้ำ!
“ครับ บอส” ฮานเฉิงตอบรับ พลันรีบไปจัดการทันที
ฮั่วหยุนเซียวเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย เฉินมู่ยกแก้วน้ำในมือขึ้นแล้วจิบน้ำอึกเล็ก ๆ
ไอน้ำร้อนลอยขึ้นมาจนหน้าเธอแดงไปหมด มันดูงดงามและน่ารักมาก ไม่เหมือนคนที่ฮั่วหยุนเซียวเห็นตอนที่บุกเข้าไปในห้องเลยสักนิด เธอในตอนนั้นเป็นเหมือนนักรบหญิงที่เกือบจะฆ่าผู้ชายรูปร่างกำยำจนตาย
“เฉินมู่” ฮั่วหยุนเซียวเรียกเธอ
เฉินมู่ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเงยหน้ามองไปยังฮั่วหยุนเซียว เธอเลิกคิ้วขึ้นพร้อมฉีกยิ้ม “คุณชายฮั่ว คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ?”
ชายหนุ่มเจ้าของชื่อเดินเข้ามานั่งลงที่ขอบเตียงเพื่อไถ่ถาม “ยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหม? โอวจินอยู่ที่นี่ ควรให้เขาช่วยตรวจดูอีกสักรอบหน่อยดีกว่า”
เฉินมู่ส่ายหน้า “ไม่เจ็บแล้ว มันเป็นแค่บาดแผลภายนอกเท่านั้นเอง”
เธอยิ้มออกมาจากดวงตา ไม่มีความอ่อนแอแม้แต่น้อย
แต่ฮั่วหยุนเซียวกลับปวดใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ปกติผู้หญิงที่พบเจอประสบการณ์เหล่านี้ ในเวลาแบบนี้พวกเธอจะร้องไห้ออกมาด้วยจิตใจที่แตกสลาย แต่สำหรับเฉินมู่แล้ว มันเปรียบเหมือนเรื่องทั่วไปที่พบได้ในกิจวัตรประจำวัน
ฮั่วหยุนเซียวยกยิ้ม “นี่เรียกว่าดีสำหรับเธอแล้ว?”
เฉินมู่ชะงักไป ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอกหรือ! อย่างว่า ถึงเธอจะโตมาขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่เคยได้สัมผัสกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงมาก่อนเลย เธอไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ทว่าตอนนี้ มีผู้ชายที่หล่อเหลาและรวยมากมาคอยเอาใจใส่กันอยู่ แบบนี้ยังไม่เรียกว่าดีอีกหรือ?
ฮั่วหยุนเซียวพูดเสริม “งั้นคุณก็รู้สึกว่าผมดีกับคุณมาตลอดเลยสินะ”
แต่คำพูดที่เฉินมู่คิดจะตอบกลับดันติดอยู่ที่ปลายลิ้น จึงทำได้เพียงเงียบแล้วกลืนมันกลับไป จากความคิดของเธอ เธอคิดออกแค่ว่าฮั่วหยุนเซียวอาจจะมีชีวิตที่ขาดสีสัน เขาเลยมาหาความสนุกสนานกับเธอ
เพราะความจริงแล้วฮั่วหยุนเซียวก็ไม่ใช่คนสายตาสั้นนะ อีกฝ่ายก็มองเห็นแผลเป็นทั้งหมดบนใบหน้าของเธอนี่
แต่ต่อให้ชายคนนี้มาหาความสนุกธรรมดา มันก็ยังทำให้เฉินมู่รู้สึกว่าตัวเองยังคงตกอยู่ในอันตรายอยู่ดี
ฮั่วหยุนเซียวไม่ได้ดึงดันอะไรมาก เสียงทุ้มเอ่ยเพียง “พักผ่อนเถอะ เรื่องอื่นพวกเราค่อยว่ากัน”
เฉินมู่ร้องตอบ “อื้อ” แล้วล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย
หลังจากชายหนุ่มร่างสูงเดินออกไป มือบางก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากใต้หมอนแล้วเปิดเครื่องติดตาม ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นศพคนคนนั้นด้วยตาตัวเอง ภายในจิตใจเธอก็ยังไม่ยอมสงบนิ่ง
โอวจินที่อยู่ในห้องทำงานอย่างสุดแสนจะเบื่อหน่ายได้แต่นั่งถอนหายใจ รออยู่นานหลายนาที ในที่สุดฮั่วหยุนเซียวก็กลับมา คนเป็นเพื่อนสนิทจึงรีบเอ่ยถามอย่างหยอกล้อ “หยุนเซียว ดอกรักของนายมันจะผลิบานเร็วไปหน่อยไหม? สนิทมากจนห่างไม่ได้เลยนะ?”
ฮั่วหยุนเซียวส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เปิดแค่ฝ่ายเดียว”
“อะไรคือเปิดแค่ฝ่ายเดียว?” โอวจินถาม
ฮั่วหยุนเซียวคิดไปคิดมาอยู่พัก พลางเอ่ย “เปิดใจแค่ฉันฝ่ายเดียวไง”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งและต้องการปฏิบัติต่อเธอด้วยหัวใจ
แต่ว่าเฉินมู่คนนี้ พอดีกับเธอแบบโจ่งแจ้งเกินไป การป้องกันตัวของเธอก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น มักจะถอยออกพร้อมเว้นระยะห่างอย่างเงียบ ๆ ทำให้ฮั่วหยุนเซียวปวดหัวอยู่เล็กน้อย
โอวจินถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง เป็นถึงบอสใหญ่ผู้สง่าผ่าเผย กว่าจะตกหลุมรักผู้หญิงสักคนก็ยากเย็นแสนเข็ญ แต่คาดไม่ถึงเลยว่าผู้ชายคนนี้จะไม่สามารถทำให้คนอีกที่อยู่ในห้องพักผู้ป่วยเริ่มเปิดหูเปิดตาและเปิดใจให้ตัวเองได้ น่าแปลกเสียจริง?
ถ้าไปบอกใครว่าเป็นพี่น้องกับคุณชายโอวผู้เชี่ยวชาญด้านความรักนี่มันจะน่าขายหน้าเกินไปแล้ว เอาล่ะ ถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงไปบ่นจู้จี้เรื่องคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่ของการช่วยชีวิตคนในวันนี้เสียหน่อยแล้ว!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่อีกครั้งกับยัยขี้เหร่