เวลาหนึ่งทุ่มตรง เฉินมู่เปลี่ยนเสื้อผ้า มัดผมหางม้าโดยไร้ความลังเลหรือเขินอายแม้แต่น้อย
เมื่อไม่มีเส้นผมมาปิดบังแล้ว รอยแผลเป็นบนใบหน้าก็ปรากฎให้เห็นในสายตาอย่างชัดเจน
เฉินมู่ไม่สนใจถ้าลู่ซีเจ๋อจะเห็นมัน กลับกันเธอน่ะเป็นคนที่สะอิดสะเอียนเขาด้วยซ้ำ พอได้ของแล้วเธอก็จะกลับ
เมื่อมาถึงร้านอาหารที่ลู่ซีเจ๋อจองเอาไว้ พนักงานพาเธอเข้ามาในห้องรับรองส่วนตัว เฉินมู่ไม่ได้มารอลู่ซีเจ๋อ แต่กลับเป็นการมารอเฉินชิงเสวี่ยที่กำลังสวมรองเท้าส้นสูงอยู่
เฉินชิงเสวี่ยยิ้มตาหยีให้เฉินมู่ เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมะนาวและส่งให้กับเฉินมู่ “พี่คะ รอสักครู่นะ ซีเจ๋อยังอยู่ระหว่างทางอยู่เลย”
เฉินชิงเสวี่ยมองเฉินมู่ที่กำลังจะดื่มน้ำเข้าปาก พริบตาเธอกลับเทน้ำลงบนโต๊ะจนไม่เหลือสักหยด
เธอมองเฉินชิงเสวี่ยอย่างเย้ยหยัน “เฉินชิงเสวี่ย ให้ฉันเดา ในน้ำนี่ต้องใส่อะไรไว้ใช่ไหม? เธอจงใจให้ฉันดื่มมัน ทำไมเหรอ อยากให้ฉันอับอายขายขี้หน้าล่ะสิใช่ไหม?”
พอละครถูกเปิดโปง กิริยาของเฉินชิงเสวี่ยจึงเริ่มบิดเบี้ยวขึ้น เธอฉีกยิ้มที่ใบหน้าและกัดฟันพูดว่า “พี่พูดเรื่องอะไรกันคะ ฉันจะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน?”
เฉินมู่หยิบน้ำมะนาวขึ้นมา แล้ววางแก้วลงที่ด้านหน้าของเฉินชิงเสวี่ยเสียงดัง “ปึก” ก่อนจะพูด “ไม่มีอย่างนั้นเหรอ? ถ้างั้นเธอลองดื่มให้ฉันดูสักอึกสิ!”
ก่อนหน้านี้เธอเคยโดนเฉินชิงเสวี่ยใช้แผนแบบนี้เล่นงานมาก่อน จากนั้นจึงถูกเกลี้ยกล่อมให้ไปที่โรงแรม ทำร้ายเธอจนฆ่าตัวตาย
แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่เฉินมู่คนก่อนอีกต่อไป เฉินชิงเสวี่ยยังคิดที่จะลอบกัดเธออีกอย่างนั้นเหรอ?
เฉินมู่หยิบผ้าเช็ดมือมาเช็ดน้ำบนมือออก ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนช้า ๆ “เฉินชิงเสวี่ย ฝากบอกลู่ซีเจ๋อด้วย ฉันไม่ได้ว่างจะมาเล่นกับพวกเธอแบบ....”
ยังไม่ทันพูดจบ เฉินมู่ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาทันที ร่ายกายเธอโยกไหวไปมาจนต้องวาดมือไปคว้าขอบโต๊ะไว้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้? เธอยังไม่ได้ดื่มเข้าไปแม้แต่หยดเดียวด้วยซ้ำ!
เฉินชิงเสวี่ยรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดรูจมูก อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “นังแพศยา! น้ำหอมในห้องรับรองที่นี่น่ะ มันเป็นแบบน้ำมันหอมระเหย แม้แต่เครื่องระบายอากาศฉันก็สั่งให้คนจัดการไว้แล้ว แกคิดว่าจะสามารถป้องกันตัวได้จริง ๆ น่ะเหรอ?”
เธอเดินไปด้านหน้า เล็บที่ถูกตกแต่งอย่างประณีตจิกเข้าที่แก้มของเฉินมู่อย่างไร้ความปราณี ความเจ็บปวดที่คมชัดแล่นผ่านรอยแผลเป็น เจ็บถึงขนาดที่ทำให้ใบหน้าของเฉินมู่บิดเบี้ยวขึ้นมาเล็กน้อย
เธอประมาทมากเกินไป ไม่คิดเลยว่าเฉินชิงเสวี่ยคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่มีชีวิตอยู่บนความสุขสบายไม่เคยต้องทำอะไรด้วยตัวเองจะสามารถคิดแผนการที่มันแยบยลได้ถึงขนาดนี้!
ราวกับว่าเสียงของเฉินชิงเสวี่ยนั้นเคลือบไปด้วยยาพิษ มันทั้งเย็นชาและโหดเหี้ยม “เฉินมู่ นี่แกไม่ได้ดูหนังหน้าของตัวเองที่ทำให้ผู้คนตกใจหน่อยเหรอ! ถ้าแกกล้ามาสู้กับฉัน ฉันนี่แหละจะทำให้แกต้องตายอย่างทุกข์ทรมานเอง!”
เฉินชิงเสวี่ยออกแรงเหวี่ยงทำให้เฉินมู่ล้มลงบนเก้าอี้ จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ออกมา “ท่านประธานจางคะ ทางนี้ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว รับรองได้เลยว่าคุณจะต้องพอใจเป็นอย่างมาก! วางใจเถอะค่ะ จะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังอย่างแน่นอน...”
ในขณะที่เฉินชิงเสวี่ยพูดพล่ามกับโทรศัพท์ไม่ยอมหยุด เฉินมู่ใช้แรงทั้งหมดของเธอกดโทรออกไปยังเบอร์ที่เคยคุยด้วยล่าสุดพร้อมตะโกนด้วยแรงทั้งหมดที่มีออกไป “ช่วยด้วย!”
“เฉินมู่?”เสียงของฮั่วหยุนเซียวดังออกมาจากโทรศัพท์
เฉินชิงเสวี่ยรีบปัดโทรศัพท์ในมือของเฉินมู่ทิ้งแล้วใช้รองเท้าส้นสูงบดขยี้มันจนแตกละเอียด จากนั้นเธอจึงตบเข้าที่ใบหน้าของเฉินมู่อย่างแรงหนึ่งครั้งพร้อมด่าเธอ “นังสารเลว! ครั้งนี้ฉันจะดูสิว่าใครยังจะสามารถช่วยแกได้อีก!”
เฉินมู่โดนตบจนในหัวก้องไปด้วยเสียงวิ้ง ๆ ไม่นานก็หมดสติไปแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว เฉินมู่รู้สึกถึงความเปียกชุ่มไปทั้งใบหน้า เธอยกมือขึ้นถูไถใบหน้าจนฝ่ามือเหนียวเหนอะไปหมด
หญิงสาวลืมตาขึ้นเผชิญหน้ากับดวงตาสีเหลืองขมิ้นคู่นั้น เธอจ้องมันอย่างตาไม่กระพริบ ในใจของเธอสั่นสะท้าน ร่างกายของไม่กล้าขยับเขยื้อนเลยสักนิด
ที่อยู่ต่อหน้าเธอ มันเป็นสุนัขล่าเนื้อที่ตัวสูงเกือบเท่าคน!
จมูกของสุนัขล่าเนื้อตัวนี้กำลังสูดดมเฉินมู่ดังฟุตฟิต ๆ มันยื่นลิ้นออกมา น้ำลายหยดแล้วหยดเล่าค่อย ๆ หยดลงบนใบหน้าซีดขาวของเฉินมู่
เฉินมู่ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งถึงได้รู้สึกตัวว่าถูกขังเอาไว้ คล้ายว่าเธอเป็นเพื่อนเล่นของเจ้าสุนัขล่าเนื้อตัวนี้
เพื่อนเล่น...หรือเป็นเหยื่อกันแน่!
เฉินชิงเสวี่ยโหดเหี้ยมอำมหิตกว่าที่เธอคาดเอาไว้มากทีเดียว! การอยู่ในตระกูลเฉินที่ไม่สามารถไว้ใจคนในครอบครัวได้ ทุกที่ล้วนมีแต่คนคิดที่จะฆ่ากันทั้งนั้น!
ประตูห้องถูกเปิดออก มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาคนหนึ่ง ร่างกายท่อนบนนั้นเปลือยเปล่า เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่ท้องอย่างชัดเจน เขายิ้มตาหยีให้เธอ “สาวน้อยคนสวย เธอฟื้นแล้ว? ชอบของขวัญที่ฉันให้เธอหรือเปล่า?”
เฉินมู่ลอบถอนหายใจ “คุณตาบอดหรือไง? สภาพฉันเป็นแบบนี้ ยังจะเรียกคนสวยอีกเหรอ?”
ในตอนที่แส้ถูกฟาดลงมาอีกครั้ง เฉินมู่จับมันเอาไว้ ฝ่ามือของเธอเจ็บราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เธอใช้แรงมหาศาลดึงตัวคนเข้ามา เธอรัดคอของชายหนุ่มเอาไว้และกัดฟันพูดว่า “แกมันก็แค่ของชิ้นหนึ่ง กล้าดียังไงถึงได้มาแหกปากใส่ฉัน?”
“แก...แก...” ประธานจางตกใจจนพูดไม่ออก เขาเล่นกับผู้หญิงมาก็มาก แต่ว่าไม่เคยเจอผู้หญิงที่แรงเยอะหรือเก่งจนน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน ยิ่งไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้ของผู้หญิง สายตาที่ดูเหมือนกับสามารถฆ่าเขาได้!
“แกกล้าแตะตัวฉัน...ก็อย่าคิดว่าจะได้ออกไป!” ประธานจางพูดขู่ออกมาอย่างไม่ชัดถ้อยชัดคำ
เฉินมู่ถ่มน้ำลายออกมา “อย่างนั้นก็ไม่ต้องออกไป ฉันจะคอยดูสิว่าคอของแกจะทนให้ฉันรัดได้จนถึงเมื่อไหร่!”
มือของเฉินมู่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยจนเสียงกระดูกลั่นออกมา ใบหน้าของประธานจางเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมม่วง…
ในหัวสมองปรากฏภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาเป็นฉาก ๆ มันเกือบจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเธอ
เธอขจัดอุปสรรคและสิ่งที่กีดขวางที่อยู่ด้านนอกเพื่อแลกกับการเป็นคนทรยศ!
เธอเห็นเพื่อนร่วมทีมของเธอล้มลงทีละคนด้วยตาของตัวเอง แต่เธอกลับต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้ช็อตไฟฟ้าในความผิดฐานที่เป็นคนทรยศ
เฉินมู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าเธอฆ่าคน นั่นก็หมายความว่ามือของหญิงสาวคนนี้ที่เคยใสสะอาดก็จะต้องถูกย้อมไปด้วยเลือด
แต่ว่า ถ้าไหน ๆ โลกนี้มันก็โสมมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำไมเธอต้องใส่ใจด้วยว่ามือคู่นี้จะสะอาดหรือไม่?
ทันใดนั้น ประตูห้องถูกถีบออกอย่างแรง น้ำเสียงที่คุ้นเคยได้ดังขึ้นดึงเธอกลับออกมาจากจิตสังหาร “เฉินมู่!”
เฉินมู่เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงของฮั่วหยุนเซียวเหมือนแสงสว่างที่ส่องไปถึงขุมนรก มันได้ทำลายความมืดในหัวใจของเธอจนหมดสิ้น
มือที่สกปรกถูกมือใหญ่ของชายคนนั้นกอบกุมไว้ ตามมาด้วยน้ำเสียงที่ปลอบประโลมจิตใจ “เฉินมู่ ปล่อยมือ แล้วฟังผม”
เฉินมู่กระพริบตา คลายมือออก ประธานจางล้มลงบนพื้นแล้วไอโขลกออกมาชุดใหญ่
กรงถูกเปิดออก เฉินมู่ปล่อยกายล้มลงในอ้อมกอดของฮั่วหยุนเซียว เธอยกมุมปากขึ้นยิ้มพร้อมเอ่ยเสียงแผ่วเบา “คุณชายฮั่ว คุณมาอีกแล้วเหรอคะ...”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่อีกครั้งกับยัยขี้เหร่