“สวัสดี เอสทีร่า! ”
“เชิญค่ะ คุณหนู”
ทันทีที่เปิดประตูโรงแพทย์เข้าไป เอสทีร่าก็ต้อนรับเธอด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
ฟีเรนเทียรู้สึกกระอักกระอ่วนนิดหน่อยที่พูดจาไร้หางเสียงกับเอสทีร่าที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ในเมื่อมันเป็นวิธีการปฏิบัติต่อเหล่าลูกจ้าง เธอจึงไม่อาจเลี่ยงได้
แน่นอนว่าเครย์ลีบันซึ่งเป็นอาจารย์ หรือดอกเตอร์โอมัลลี่ที่อายุมากแล้ว และบรรณารักษ์โบรชูล ถือเป็นข้อยกเว้น
ระหว่างที่เอสทีร่าช่วยรักษาแผลที่ข้อมือของเธอให้แทนดอกเตอร์โอมัลลี่ พวกเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นพอสมควร
“วันนี้เอาเค้กผลไม้มาด้วยละ! ”
ไม่สิ ต้องบอกว่าเธอพยายามเพื่อที่จะสนิทกับเอสทีร่าให้มากขึ้นจะถูกต้องมากกว่า
ผิดคาดที่เอสทีร่าซึ่งมองภายนอกแล้วน่าจะชอบพวกชารสชมมากกว่าของหวานคนนี้ กลับเป็นพวกคลั่งไคล้ของหวานเป็นอย่างมากแต่ด้วยเงินเดือนเพียงน้อยนิดของเอสทีร่าแล้ว นางไม่อาจทานของหวานชั้นเลิศราคาแพงได้อย่างที่ใจอยาก ฟีเรนเทียจึงฉวยโอกาสใช้จุดนั้นแทรกซึมเข้าไปทีละนิด
“ขอบคุณค่ะ คุณหนู”
พอเห็นเธอหยิบเค้กออกมาจากกระเป๋าปิกนิก รอยยิ้มก็เบ่งบานบนใบหน้าคมได้รูปของเอสทีร่า
“เอามาหมดทั้งปอนด์เลย เพราะฉะนั้นเอากลับไปกินที่หอพักด้วยก็ได้นะ!”
เวลาแบบนี้ เรื่องที่เธอคือหลานสาวตระกูลลอมบาร์เดีย ซึ่งใกล้เคียงกับการมีทรัพย์สินไม่อั้นแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่ทำให้ชีวิตสบายขึ้นจริงๆ
ถ้าหากเอสทีร่าอยากจะซื้อเค้กหนึ่งปอนด์แบบนี้แล้วละก็ นางจะต้องไปที่ร้านขนมหวาน หลับตาแน่นกลั้นใจซื้อมัน แต่เธอแค่คว้าตัวคนงานที่เดินผ่านไปผ่านมาสักคน ขอให้ไปเอาเค้กสักปอนด์ที่จะใส่ลงในกระเป๋าปิกนิกขนาดพอให้เธอถือได้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ถ้ามีเวลา คุณหนูเองก็อยู่ทานชาสักแก้วกับเค้กด้วยกันสิคะ”
ช่างเป็นเสียงน่ายินดีในบรรดาเรื่องที่ได้ยินจริงๆ เพราะยังไงเธอก็จำเป็นต้องหาข้ออ้างเพื่ออยู่สนทนากับเอสทีร่าอยู่แล้ว
เธอพยักหน้าแข็งขัน เอสทีร่าจึงหยิบกาน้ำชาตั้งบนเตา
“ถ้างั้นระหว่างรอน้ำเดือด มาดูข้อมือกันหน่อยดีมั้ยคะ”
“อื้อ นี่”
เอสทีร่าสำรวจข้อมือของเธอที่ตอนนี้มองภายนอกดูไม่เป็นอะไรแล้วอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังลูบใบไม้ร่วงที่แห้งแตกได้ง่าย
“นี่ก็ดูเหมือนจะหายดีแล้วนะคะเนี่ย”
“ข้าบอกตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่หรือไง ว่าตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วน่ะ”
“ถ้าประมาท ต่อไปอาจจะเจ็บหนักกว่านี้ก็ได้ ไม่ได้หรอกค่ะ”
เพราะอย่างนั้นเธอเลยสามารถสนิทสนมกับเอสทีร่าได้มากขึ้น สำหรับเธอก็ถือว่าดีแล้วแหละ
หลังจากที่ได้รับการประเมินว่าหายดีสมบูรณ์แล้ว ก็ได้เวลาตัดเค้กแบ่งออกมาหนึ่งชิ้น ดื่มด่ำกับเวลาน้ำชาอันแสนผ่อนคลาย
เวลาผ่านไปได้สักพัก ในตอนที่คิดว่าเอสทีร่าคงจะเอร็ดอร่อยกับรสชาติของเค้กไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว เธอก็เอ่ยถามโดยแสร้งทำราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“ความฝันของเอสทีร่าคืออะไรเหรอ”
คำว่า ‘ความฝัน’ อาจจะฟังดูเหมือนคำถามเด็กๆ ของเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่เอสทีร่ากลับไม่มีสีหน้าแบบนั้น
นางครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบออกมาในทันที
“เป้าหมายของข้าคือ การได้เข้าร่วมอะคาเดมี เพื่อวิจัยค้นคว้าทางด้านสมุนไพรค่ะ”
“อา สมุนไพรศาสตร์”
เป็นไปตามที่คิดไว้จริงๆ ที่แท้เอสทีร่าก็มีแผนชีวิตแบบนั้นตั้งแต่สมัยนี้แล้วนี่เอง
เธอแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ เอียงคอด้วยความงุนงง พลางเอ่ยพูด
“แต่อะคาเดมีมันแพงไม่ใช่เหรอ”
อะคาเดมีที่ปฐมกษัตริย์แลมบลูจัดตั้งขึ้นโดยได้รับการบริจาคจากตระกูลลอมบาร์เดียนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่สอบผ่านก็สามารถเข้าศึกษาได้โดยไม่มีการแบ่งแยกฐานะ แต่ก็ยังคงมีชื่อเสียงด้านลบเรื่องค่าเทอมที่แพงหูฉี่อยู่ดี
อีกอย่างพวกสามัญชนส่วนใหญ่ก็เป็นคนไม่รู้หนังสือ ดังนั้นหากจะมองว่าอะคาเดมีนั้นเป็นสถานที่ให้ความรู้สำหรับพวกชนชั้นสูงก็ไม่ผิดนัก
“ค่ะ ใช่แล้วล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นถึงได้พยายามรวบรวมเงินอยู่น่ะค่ะ ตั้งใจว่าถ้าหาเงินค่าเทอมได้สักประมาณหนึ่งปี หลังจากนั้นก็น่าจะลองขอทุนการศึกษาได้ค่ะ”
“ตอนนี้รวบรวมได้เท่าไหร่แล้วล่ะ”
“ประมาณครึ่งหนึ่ง…”
ปลายหางเสียงประโยคของเอสทีร่าสั่นไหว
ฝุ่นผงไม่ว่าจะรวบรวมอย่างไรก็ได้เพียงแค่เศษฝุ่น
แต่ถึงยังไงที่รวบรวมได้กว่าครึ่งหนึ่งก็ถือว่าเก่งมากจริง ๆ
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ วิจัยด้านสมุนไพรศาสตร์ในสถาบันศึกษาแล้วอยากจะทำอะไรต่อ”
คำถามนี้มันผิดคาดไปหน่อยหรือไงนะ
เอสทีร่ามองเธอด้วยนัยน์ตาแปลกใจพิกล
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าคุณหนูอายุแค่เจ็ดขวบจริงๆ”
“อีกไม่กี่วันก็แปดขวบแล้วนะ!”
อันที่จริงจะเจ็ดหรือแปดขวบมันก็ไม่ได้แตกต่างกันนักหรอก
เธอเชิดคางขึ้นเอ่ยพูดหน้าด้านๆ
“ข้า…อยากจะศึกษาสมุนไพรศาสตร์อย่างเป็นระบบ แล้วสร้างโรงแพทย์ที่แม้แต่คนไม่มีเงินก็สามารถมารับการรักษาได้ค่ะ”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล [นิยายแปล]
น่าสนุก...