ตอนที่ 474 ชวี่เหวินเซี่ยปรากฏตัว
ชวี่เหวินเซี่ย ?
เป็นศิษย์สำนักใดกัน ?
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็หันมามองหน้ากันทันที
“ท่านพี่ สำนักของพวกท่านมีศิษย์ชื่อนี้หรือไม่ ? ”
“สายนอกข้ามิแน่ใจ แต่สายในมิมีศิษย์ชื่อนี้อย่างแน่นอน ข้าสาบานได้ ! ”
“แต่เช่นนี้ก็มิถูกนะ ฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่ายแล้ว ชวี่เหวินเซี่ยผู้นี้หาใช่คนธรรมดาไม่ กลับกันน่าจะเป็นผู้ที่มีความสามารถที่ธรรมดาอย่างแน่นอน”
“หรือว่าความจริงแล้วมิมีศิษย์ชื่อนี้ เพียงแต่อีกฝ่ายต้องการกลั่นแกล้งพวกเรา ? ”
“มิน่าใช่ มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงทำลายค่ายกลป้องภูผาไปนานแล้ว”
“……”
“……”
ระหว่างที่ทุกคนต่างถกเถียงกันอยู่นั้น
ดวงตาของอู๋ไท่เหอก็เปล่งประกายบางอย่างออกมา ก่อนจะส่งสายตาให้แก่ขงซิงเจี้ยนที่อยู่ข้าง ๆ
เรื่องชวี่เหวินเซี่ย พวกเขาสองคนย่อมรู้ดี
เพราะนางเป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของหนิงซู่ซู่
อีกทั้งศิษย์ผู้นี้มิเพียงมีพรสวรรค์อันโดดเด่น ทว่ายังตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างมากอีกด้วย
ก่อนหน้านี้พวกเขาสองคนยังปรึกษากันอยู่ว่า จะปลดเจี้ยนอู๋เหินออกจากตำแหน่งศิษย์เอกหรือไม่ แล้วแต่งตั้งชวี่เหวินเซี่ยให้เป็นศิษย์เอกของนิกายกระบี่สวรรค์แทน และภายภาคหน้าก็จะให้นางเป็นผู้สืบทอดสำนักต่อไป
แต่จนใจเพราะช่วงที่ผ่านมาจู่ ๆ หนิงซู่ซู่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และมิได้ข่าวคราวใด ๆ อีกเลย
บัดนี้ยังมีคนมาขอให้ส่งตัวชวี่เหวินเซี่ยให้กับพวกเขา
แม้ดูเหมือนว่าจะมีความสัมพันธ์ที่มิธรรมดา ทว่าจนใจที่ชวี่เหวินเซี่ยเป็นศิษย์สายตรงเพียงผู้เดียวของหนิงซู่ซู่
ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังเป็นเซียนทุรชนที่แปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลของเส้นทางโบราณอีกด้วย
ดังนั้นหากบุ่มบ่ามส่งตัวชวี่เหวินเซี่ยให้ มิต้องเอ่ยถึงว่าเซียนทุรชนที่แข็งแกร่งผู้นี้จะทำลายนิกายกระบี่สวรรค์หรือไม่ แต่หนิงซู่ซู่จะต้องอาละวาดจนนิกายกระบี่สวรรค์โกลาหลอย่างแน่นอน
แต่หากมิส่งตัวชวี่เหวินเซี่ยให้ สำนักเซียนใหญ่ทั้งสามจะต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่ไปด้วยเป็นแน่
ควรทำเช่นไรดี ?
ยาก !
ช่างตัดสินใจยากจริง ๆ !
“ศิษย์น้องขง เจ้าเห็นเป็นเยี่ยงไร ? ”
อู๋ไท่เหอไตร่ตรองซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายก็ต้องส่งกระแสจิตไปถามความเห็นของขงซิงเจี้ยนอยู่ดี
“คำตอบของข้ามีเพียงสามคำ ให้มิได้ ! ”
ขงซิงเจี้ยนขมวดคิ้วมุ่น พร้อมกับตอบด้วยท่าทางจริงจัง “แม่หนูชวี่เหวินเซี่ยมีพรสวรรค์สูงส่ง ทั้งยังขยันบำเพ็ญเพียรออกปานนั้น ความสำเร็จในภายภาคหน้าจะต้องมิอาจประเมินได้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของศิษย์น้องหนิงอีกด้วย”
“แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ นางยังเคยบำเพ็ญเพียรร่วมกับท่านเย่มาก่อน หากบุ่มบ่ามส่งตัวชวี่เหวินเซี่ยไป แล้วท่านเย่เกิดมิพอใจขึ้นมาจะทำเช่นไร ? ”
อู๋ไท่เหอชำเลืองมองข้างกาย ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ “ศิษย์น้องขง ที่เจ้าเอ่ยมาก็มีเหตุผล แต่พวกเราจะบอกนิกายจื่ออวิ๋นและจวนหนานหลิงเยี่ยงไรเล่า ? ”
“เรื่องนี้ท่านปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”
มุมปากของขงซิงเจี้ยนโค้งขึ้น พลางเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “บัดนี้ทั้งสามสำนักเป็นพันธมิตรกัน มิว่าจะต้องเผชิญหน้ากับการเข่นฆ่าของเซียนทุรชน หรือว่าราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ที่เวลานี้กำลังอยู่ระหว่างทางมาที่นี่ พวกเราล้วนต้องร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้”
“ขอเพียงพวกเราเถียงหัวชนฝา เชื่อว่านิกายจื่ออวิ๋นและจวนหนานหลิงต้องเข้าข้างพวกเราอย่างแน่นอน”
อู๋ไท่เหอจึงพยักหน้าน้อย ๆ อย่างเห็นด้วย
ตอนนั้นเองนักพรตจิ่วอั้นก็ได้หันมาเอ่ยว่า “ท่านพี่อู๋ ศิษย์นามว่าชวี่เหวินเซี่ยผู้นี้อยู่ที่นิกายกระบี่สวรรค์ของพวกท่านหรือไม่ ? ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋ไท่เหอที่เดิมมิสันทัดเรื่องการโกหกก็นิ่งงันไปทันที
คิดว่าขอเพียงมีเย่ฉางชิงคอยปกป้อง ต่อให้ท่านบรรพบุรุษเข้ามาใกล้ ก็คงมิกล้าทำอันใดบุ่มบ่ามต่อหน้าของเย่ฉางชิงอย่างแน่นอน
แต่นางรู้ดีว่าชวี่สิงหยางที่มีชีวิตอยู่มายาวนานผู้นี้ ยิ่งก้าวสู่เส้นทางโบราณล้มเหลวจนตกต่ำกลายเป็นเซียนทุรชน นั้นมีความโหดเหี้ยมมากเพียงใด
ดังนั้นเมื่อนางใคร่ครวญดูแล้ว จึงได้ตัดสินใจออกมาเผชิญหน้ากับบรรพบุรุษของตนท่านนี้
มิเช่นนั้นหากนางมิยอมมาปรากฏตัว เชื่อว่านิกายกระบี่สวรรค์จะต้องนองไปด้วยเลือด และทั่วทั้งหลิงโจวก็จะประสบเคราะห์กรรมนี้ไปด้วย
แน่นอนว่ายังมีอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
นั่นก็คือ ตอนที่นางยังเป็นองค์หญิงผู้สูงส่งของราชวงศ์กู่หยางเซียน
เสด็จพ่อเคยบอกนางว่า ขอเพียงภายภาคหน้าท่านบรรพบุรุษยึดร่างของนางได้สำเร็จ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะขจัดสิ่งอัปมงคลบนกายได้ และกลับไปสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง
และยังสามารถก้าวสู่เส้นทางโบราณ เพื่อขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณและก้าวสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียน
ด้วยเหตุนี้หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว นางจึงตัดสินออกมาเผชิญหน้า เพื่อยุติหายนะในครั้งนี้ด้วยตนเอง
ในเวลาเดียวกัน หลังจากเห็นชวี่เหวินเซี่ยที่สวมกระโปรงสีแดงสดเหาะเข้ามา คนของสามสำนักเซียนใหญ่ก็สามารถเข้าใจถึงฐานะของผู้ที่มาได้ในทันที
เห็นได้ชัดว่าหากมิมีสิ่งใดผิดพลาดล่ะก็ สตรีที่สวมอาภรณ์สีแดงนางนี้ ก็คือ ชวี่เหวินเซี่ย ที่เซียนทุรชนขอให้ส่งตัวให้นั่นเอง
ขณะเดียวกัน อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสน
เด็กคนนี้มาได้เยี่ยงไรกัน !
หรือว่า……นางจะสัมผัสได้ตั้งนานแล้ว ?
ใช่แล้ว !
คงสัมผัสอันใดบางอย่างได้เป็นแน่ !
แต่หากส่งตัวนางไป จะบอกกับหนิงซู่ซู่และท่านเย่เยี่ยงไรเล่า !
หลังจากลังเลอยู่สักพัก อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนก็กัดฟันและทะยานขึ้นฟ้าไปทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน