ตอนที่ 507 พวกเจ้าต้องมาเป็นสัตว์ขี่ของข้า
เวลานี้เมื่อเห็นเหล่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าปีศาจยอมขอร้องอ้อนวอน
เย่ฉางชิงเพียงแค่ปรายตามอง ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง
‘น่าขันสิ้นดี ! ’
‘หากหยุดตอนนี้ ข้าจะยังแสดงตัวเป็นผู้เก่งกาจต่อหน้าคนของนิกายกระบี่สวรรค์ได้เยี่ยงไรกัน ? ’
‘อีกทั้งช่วงที่ผ่านมา ข้ายังสั่งให้เจี้ยนอู๋เหินออกไปตามล่าหาสัตว์ป่าทุกวัน ทว่าก็ยังมิมีตัวไหนถูกใจข้า’
‘สุดท้ายพวกเจ้ากลับมาให้ข้าเชือดถึงที่’
‘หากข้าปล่อยพวกเจ้าไป สวรรค์จะให้อภัยข้าจริง ๆ น่ะหรือ ? ’
‘อีกอย่างหากปล่อยพวกเจ้าไปแล้ว คืนนี้ข้าจะกินอันใดเล่า ? ’
แต่ขณะเดียวกันเย่ฉางชิงก็ตกใจกับจิตกระบี่ของตนเองเช่นกัน
ความจริงแล้วนับตั้งแต่ที่เขาคิดค้นจิตกระบี่แห่งแสงนี้ขึ้นมา เขารู้ดีว่าพลานุภาพของจิตกระบี่แห่งแสงของตนนั้น มิได้ด้อยไปกว่าจิตกระบี่หยั่งรู้ของเจี้ยนอู๋เหินแต่อย่างใด
แต่สิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือ พลานุภาพของจิตกระบี่แห่งแสงจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ถึงขนาดทำให้ปีศาจเหล่านี้ยอมคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนได้
จากนี้ไปต่อให้เขามิมีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนา ทว่าแค่จิตกระบี่แห่งแสงที่เขาคิดค้นขึ้น ก็เพียงพอที่จะบีบให้ศัตรูล่าถอยได้แล้ว
มิเลว !
เยี่ยมเลย !
เยี่ยมสุด ๆ !
ในตอนนั้นเองผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าปีศาจอย่างพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวที่อยู่ในร่างเดิม เห็นเย่ฉางชิงเอามือไพล่หลัง พร้อมกับหลับตาลง ท่าทางราวกับมิแยแสใด ๆ
พวกเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่า ผู้เก่งกาจที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวท่านนี้ คงมิคิดที่จะออมมือให้อีกแล้วดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องสร้างค่ายกลห้าสัตว์ป้องสวรรค์อีกครั้ง เพื่อต้านทานจิตกระบี่แห่งแสงที่ทรงพลังไร้ที่เปรียบ
เมื่อเห็นท่าทางมิแยแสของเย่ฉางชิงเช่นนั้น พวกเขากลับมิกล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาอีก
เยี่ยงไรซะพวกเขาก็เป็นฝ่ายล่วงเกินก่อนจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังเป็นถึงผู้สูงส่งที่พวกเขามิอาจคาดเดาได้
เพราะในโลกบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ มิว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ หรือเผ่าปีศาจอย่างพวกเขา รวมถึงเผ่าอื่น ๆ ทั่วทั้งสวรรค์บูรพา หากตบะบารมีพัฒนาขึ้นอยู่ในระดับสูงส่งแล้ว ศักดิ์ศรีของตนย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด
ดังนั้นจิตกระบี่แห่งแสงสายนี้จึงเป็นไปได้สูง ที่จะเป็นกระบี่ที่ผู้สูงส่งท่านนี้ฟาดฟันออกมา เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเขาเอง
หากพวกเขาฝืนต้านทานเอาไว้ได้ ถึงตอนนั้นค่อยหมอบลงขอร้องอ้อนวอนอีกสักครั้ง บางทีอีกฝ่ายอาจจะเมตตาไว้ชีวิตพวกเขาก็เป็นได้
มินานพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวที่อยู่ในร่างเดิมก็รวมตัวกันสร้างค่ายกลห้าสัตว์ป้องสวรรค์ขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงชั่วประกายไฟแลบ
ในวินาทีที่จิตกระบี่แห่งแสงพุ่งเข้าสังหารพวกเขานั้น
ค่ายกลห้าสัตว์ป้องสวรรค์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนช้า ๆ กระดานเซียนที่สลักสัญลักษณ์และลวดลายค่ายกลประจำเผ่าโบราณต่าง ๆ ก็ยืดออกไปหลายร้อยจั้งแทบจะในพริบตา
จากนั้นลำแสงที่แผ่กลิ่นอายโบราณหลายสายก็พุ่งขึ้นฟ้า ราวกับเสาแห่งสวรรค์ที่ใช้ค้ำฟ้าดิน ไอพลังโกลาหลตลบอบอวล และมีสัญลักษณ์มหามรรคามากมายนับมิถ้วนปกคลุมอยู่……
ภาพเช่นนี้ช่างดูตระการตาและน่าตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก !
ทว่าหลังจากจิตกระบี่แห่งแสงที่เจิดจ้าราวกับเปลวไฟพุ่งเข้ามา
ลำแสงที่ดูทรงพลังหลายสายนั้นก็พังทลายลงภายในเสี้ยววินาที ห้วงอากาศพังทลายลง พลังโกลาหลจำนวนมหาศาลราวกับสายน้ำพุ่งออกมาพร้อม ๆ กัน
แต่เห็นได้ชัดว่าในวินาทีที่จิตกระบี่แห่งแสงตัดไปที่ลำแสงนั้น พลันเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น จากนั้นทุกสิ่งก็ช้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด
และพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวที่ถูกสะกดจิตวิญญาณไว้ก่อนหน้านี้ ก็เหมือนจะเกิดการขยับได้
ปัง !
ปัง !
ปัง !
ปัง !
ทุกที่ที่จิตกระบี่แห่งแสงตัดผ่าน กลับมีเสียงอันกึกก้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยน รวมถึงคนอื่น ๆ ที่ยืนไกลออกไปหลายลี้ก็ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกตัวชาและร่างสั่นเทามิได้
ส่วนเหล่าผู้อาวุโสที่มีตบะบารมียังมิแก่กล้ามากนัก อู๋ไท่เหอก็ได้สะบัดแขนหนึ่งครั้งให้พวกเขาลอยออกไปไกลหลายสิบลี้ มิเช่นนั้นพวกเขาจะมีโอกาสสูงที่จิตวิญญาณจะได้รับความเสียหายจากคลื่นเสียงอันน่ากลัวนี้
เพียงพริบตาเมื่อพวกอู๋ไท่เหอได้สติขึ้นมา จึงทอดสายตามองออกไปอีกครั้ง ก็พบว่าลำแสงสิบแปดสายที่ตั้งตระหง่านบนกระดานเซียนขนาดใหญ่ ได้ถูกฟันขาดจนหมดแล้ว
“น้องพยัคฆ์ดำ เจ้ายอมเสียสละตนเองเถอะ มิเช่นนั้นวันนี้พวกเราคงต้องตายอยู่ที่นี่กันหมดแน่”
“พยัคฆ์ดำ เจ้าวางใจ ขอเพียงวันนี้พวกข้ามิตาย และสามารถหนีกลับแดนปีศาจได้ เผ่าพยัคฆ์ดำของเจ้าจะได้รับการคุ้มครองจากเผ่าราชาทั้งห้าของพวกเราอย่างแน่นอน”
ดูท่าจิตกระบี่แห่งแสงนี้คงมีจุดบกพร่องอยู่ ต่อไปต้องตั้งใจแก้ไขให้สมบูรณ์ให้ได้
“ผู้อาวุโส ก่อนหน้านี้ผู้น้อยมิได้ตั้งใจล่วงเกิน ขอท่านได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะขอรับ”
“ผู้อาวุโส ครั้งนี้เป็นเพราะพวกเรามุทะลุเกินไปจริง ๆ หากทราบว่าท่านอยู่ที่นี่ มิว่าเยี่ยงไรพวกเราก็คงมิกล้ามาก่อเรื่องที่นี่แน่นอนขอรับ ! ”
“ขอท่านได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะขอรับ พวกเราสำนึกผิดแล้วขอรับ”
“……”
“……”
เมื่อเห็นเหล่าจ้าวปีศาจที่มีเลือดโซมกาย ร่างกายใหญ่โตแต่กลับมีสภาพสะบักสะบอมจนแทบจะดูมิได้
ทันใดนั้นเย่ฉางชิงก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้
ตอนนี้เขามีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนา และมีความแตกฉานในวิถีกระบี่ถึงเพียงนี้ รอพิธีแต่งตั้งของนิกายกระบี่สวรรค์จบลงแล้ว เขาก็จะออกเดินทางไปตอนกลางของสวรรค์บูรพาแล้ว
‘หนทางยาวไกล ข้าควรจะมีสัตว์ขี่เท่ ๆ และร้ายกาจไว้ใช้งานด้วยสิ ถึงจะเหมาะสมกับฐานะของข้าในตอนนี้ และปีศาจที่แปลงกายเป็นร่างเดิมตรงหน้าเหล่านี้ แต่ละตัวมีร่างกายใหญ่โต เกล็ดและขนเป็นประกายเงางาม อีกทั้งยังมีหมอกแสงอันเจิดจ้าแผ่ออกมาอีกด้วย’
‘ล้วนตรงกับที่ใจคิดมิใช่หรือ ? ’
‘อีกอย่างพวกมันยังสามารถเปลี่ยนร่างไปมาได้อีกด้วย’
‘อืม ! ’
‘ความคิดนี้มิเลว ! ’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงก็กวาดตามองจ้าวปีศาจทั้งหลายที่หมอบอยู่กับพื้น พลางเอ่ยอย่างวางอำนาจว่า “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าหนึ่งครั้ง พวกเจ้ายินดีจะคว้าเอาไว้หรือไม่?”
ทันทีที่สิ้นเสียง พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวถึงกับสะดุ้งโหยงขึ้นมาทันที ราวกับเจอฟางเส้นสุดท้ายในชีวิต
“ขอผู้อาวุโสเอ่ยมาได้เลยขอรับ พวกผู้น้อยยินดีทำตามอย่างยิ่งขอรับ ! ”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงที่ร่างทั้งร่างเปลวเพลิงอันลุกโชนเผาไหม้อยู่ เอ่ยขึ้นอย่างมิลังเล
เย่ฉางชิงได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้น พร้อมกับพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ทำให้คนฟังตื่นตระหนกออกมา “พวกเจ้าต้องมาเป็นสัตว์ขี่ของข้า”
มาเป็นสัตว์ขี่ ?
พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวถึงกับดวงตาเบิกโพลงในทันที ท่าทางตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน