ตอนที่ 509 คงต้องรบกวนท่านเย่เสียแล้ว
เย่ฉางชิง “……”
เมื่อเห็นพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวยอมหมอบกราบ และคารวะตนเป็นเจ้านาย
เย่ฉางชิงก็รู้สึกเอ่ยอันใดมิออกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าให้อย่างมิชอบใจนัก
เดิมเขาคิดว่าผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจเหล่านี้ คงจะมีสักตนสองตนที่เป็นตายเยี่ยงไรก็จะมิยอมก้มหัวให้ง่าย ๆ แต่สุดท้ายมิเพียงแค่เสือขาวตัวนี้เท่านั้นที่ยอมรับเขาเป็นนาย ทว่าปีศาจที่เหลือต่างก็ยอมรับเขาทั้งสิ้น เช่นนี้ก็หมายความว่าเขาจะได้กินแค่เนื้อของเสือดำเพียงตัวเดียวน่ะสิ
‘ผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจอย่างพวกเจ้า เหตุใดถึงได้ไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้ ? ’
‘สู้กับข้าต่อสิ ! ’
‘พวกเจ้าวางใจได้ ต่อให้พวกเจ้าสู้กับข้าต่อ ข้าก็จะมิสังหารพวกเจ้าจนหมดในคราเดียวหรอก’
‘เพราะข้ามิสามารถกินอาหารเลิศรสอย่าง เนื้อมังกรตุ๋นน้ำแดง เต่าตุ๋นน้ำแกง นกเพลิงนึ่งเกลือ ได้หมดในครั้งเดียวหรอก’
‘เฮ้อ ! ’
‘ผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจอย่างพวกเจ้า ก็มีดีแค่นี้เองหรอกหรือ ? ’
‘ข้าผิดหวังจริง ๆ ! ’
มิกี่อึดใจต่อมา
เพื่อมิให้ตนเองรู้สึกหงุดหงิดไปมากกว่านี้ เย่ฉางชิงจึงได้เอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าแปลงร่างเป็นมนุษย์เถอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็ส่งสายตาสื่อสารกัน ก่อนจะเพ่งสมาธิ จากนั้นรอบกายก็เปล่งแสงออกมา ก่อนจะกลายร่างเป็นมนุษย์เหมือนก่อนหน้านี้
ตอนนั้นเองเมื่อเก็บตำหนักเทพวาสนาเรียบร้อยแล้ว เย่ฉางชิงก็ได้เอ่ยขึ้นอีกว่า “พวกเจ้าช่วยนำซากเสือดำตัวนั้นไปทำความสะอาดให้ข้าที คืนนี้ข้าจะกินหม้อไฟเสือดำ”
เอ่ยถึงตรงนี้เย่ฉางชิงก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ พลางส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเหาะไปทางยอดเขาที่พำนักอยู่ทันที
ทิ้งให้พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง รวมทั้งจ้าวปีศาจหน้าหยกที่ยังคงมิได้สติ
‘ทำความสะอาด ? ’
‘หม้อไฟเสือดำ ? ’
‘นายท่านจะกินจ้าวปีศาจพยัคฆ์ดำ ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นี่มันจะป่าเถื่อนที่สุด ! ’
‘และทั่วทั้งสวรรค์บูรพา คงมีเพียงนายท่านเพียงผู้เดียวกระมัง ที่มีความกล้าและพลังไร้เทียมทานเช่นนี้ ! ’
‘เพราะเผ่าพยัคฆ์ดำเป็นถึงหนึ่งในเผ่าราชาของแดนปีศาจ ภายในกายมีสายเลือดสัตว์เทพอันสูงส่งและทรงพลังไหลเวียนอยู่’
‘มิเพียงเท่านั้น ก่อนที่จ้าวปีศาจพยัคฆ์ดำจะดับสูญ ตบะบารมีของเขายังอยู่ในระดับสูงสุดบนสวรรค์บูรพาอีกด้วย’
‘ต่อให้ตอนนี้ร่างของเขาจะดับสูญไปแล้ว ทว่าปราณชีวิตอันรุนแรงที่แฝงอยู่ในกายเนื้อก็มิใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะสามารถกินเข้าไปได้’
‘จริงสิ ! ’
‘ดูจากท่าทางที่ผิดหวังของนายท่านเมื่อครู่แล้ว เขาคิดที่จะกินพวกข้าด้วยงั้นหรือ ? ’
‘ใช่ ! ’
‘ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ! ’
‘แต่โชคดีที่พวกเรารีบก้มกราบยอมเป็นลูกสมุน มิเช่นนั้นจุดจบคงมิต่างจากจ้าวปีศาจพยัคฆ์ดำอย่างแน่นอน’
สูด !
‘เหมือนคำกล่าวของพวกมนุษย์ที่ว่า อยู่ใกล้ผู้มีอำนาจก็มิต่างจากอยู่ใกล้พยัคฆ์ ! ’
เมื่อคิดได้ดังนั้นพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวต่างก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น พร้อมกับส่งสายตาสื่อสารกัน
ทว่าเมื่อพวกเขามองไปทางจ้าวปีศาจคิ้วแดงที่มีสีหน้าหม่นหมอง ก็อดมิได้ที่จะเผยแววตาดูแคลนออกมา
“คิ้วแดง เมื่อครู่โชคดีที่พวกเรามิเชื่อคำกล่าวของเจ้า มิเช่นนั้นพวกเราคงมีจุดจบมิต่างจากจ้าวปีศาจพยัคฆ์ดำกระมัง ? ”
“หึ ที่ผ่านมาเจ้าภูมิใจกับวิชาทำนายอนาคตของเจ้านักมิใช่หรือ หากสามารถรู้ทุกอย่างล่วงหน้าได้จริง แล้วเหตุใดพวกเราถึงได้ไปล่วงเกินนายท่านได้เล่า ? ”
“คิ้วแดง ข้าคงตาบอดหลงเชื่อเจ้าไปจริง ๆ เจ้ารอก่อนเถอะ หากนายท่านอนุญาตเมื่อใด ข้าจะขอสู้กับเจ้าสักตั้งคอยดูเถอะ”
“ทุกท่าน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะมาโทษข้าเพียงคนเดียวก็มิได้นะ”
“พวกเจ้าลองคิดดูสิ นายท่านเป็นผู้ที่น่ากลัวถึงเพียงนั้น ต่อให้ข้าจะมีวิชาทำนายแม่นยำเพียงใด แต่ก็มิอาจทำนายถึงการมีตัวตนอยู่ของนายท่านได้ ? ”
“ทุกท่านพอแค่นี้เถอะ เรามาหาช่วยกันทำความสะอาดศพจ้าวปีศาจพยัคฆ์ดำก่อนจะดีกว่า”
“จริงสิ เจ้าหน้าหยกตอนนี้ยังสลบอยู่ หรือพวกเราจะจัดการเขาและให้นายท่านกินไปด้วยเลยดีหรือไม่ ? ”
“น้องไป๋จือเอ่ยถูก เนื้อของเผ่าวิญญาณจิ้งจอกเทียบกับพยัคฆ์ดำแล้ว คงจะนุ่มกว่าเป็นแน่”
“……”
ผ่านไปพักใหญ่
ระหว่างที่พวกอู๋ไท่เหอกำลังดูถูดเหยียดหยาม และวิพากษ์วิจารณ์พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวอยู่นั้น
ผู้อาวุโสสายในผู้หนึ่งก็รีบเข้ามาด้วยความร้อนรน โดยเฉพาะใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ
“ท่านบรรพจารย์อู๋ ท่านบรรพจารย์ขง แย่แล้วขอรับ”
ผู้อาวุโสสายในที่มีผมและหนวดขาวโพลนหอบหนัก ๆ ออกมา ก่อนจะเอ่ยอย่างร้อนรนว่า “กองทัพ….กองทัพปีศาจจำนวนมากกำลังบุกเข้ามาในนิกายกระบี่สวรรค์ของเรา ตอนนี้กำลังมุ่งหน้ามาทางเขากระบี่สวรรค์ขอรับ”
ทันทีที่สิ้นเสียง
“ตกใจอันใดกัน ! ”
ขงซิงเจี้ยนแค่นเสียงออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างมิแยแสว่า “ผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจเหล่านี้ล้วนศิโรราบให้แก่ท่านเย่แล้ว ส่วนกองทัพปีศาจจะทำอันใดได้ ? ”
“ท่านบรรพจารย์ขง ท่านคงยังมิรู้”
ผู้อาวุโสสายในผู้นี้ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยอย่างหน้านิ่วคิ้วขมวดว่า “กองทัพปีศาจในครั้งนี้หาใช่ธรรมดาไม่ ตามข่าวที่เชื่อถือได้พวกมันมาจากชางโจว เรียกได้ว่าเป็นเหล่ายอดฝีมือ ในนั้นยังมีเหล่าปีศาจที่มีพลังแข็งแกร่งมาด้วยนะขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้นท่านคงทราบดีว่าหลังจากศึกครั้งก่อน ค่ายกลป้องภูผาของเราแทบจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น ดังนั้นการขัดขวางกองทัพปีศาจมิให้เข้ามาในสำนักแทบจะเป็นไปมิได้เลยนะขอรับ”
ได้ยินดังนั้นอู๋ไท่เหอก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ พร้อมเผยสีหน้าเคร่งขรึมออกมา
“ศิษย์น้องขง ในเมื่อเรื่องนี้มิได้ง่ายอย่างเช่นที่พวกเราคิดเอาไว้ เช่นนั้นพวกเราก็ไปดูด้วยตนเองสักครั้งเถอะ”
อู๋ไท่เหอลูบที่หนวดของตนขณะสบตากับขงซิงเจี้ยน พลางเอ่ยขึ้น
ขงซิงเจี้ยนลังเลชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ
จนเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
พวกอู๋ไท่เหอก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่นิกายกระบี่สวรรค์ชั้นนอก
ส่วนด้านล่างของพวกเขา มีกองทัพปีศาจกำลังมุ่งหน้ามาทางเขากระบี่สวรรค์ ราวกับน้ำป่าไหลหลาก
เมื่อเห็นภาพอันน่าตื่นตระหนกเช่นนี้ และภายในกองทัพปีศาจครั้งนี้ยังมีปีศาจที่ทำให้แม้แต่พวกเขายังต้องหวาดกลัวรวมอยู่ด้วย
อู๋ไท่เหอจึงทอดถอนใจออกมาว่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าหากจะบีบให้กองทัพปีศาจถอยกลับไป คงต้องรบกวนท่านเย่เสียแล้ว ! ”
ขงซิงเจี้ยนรวมถึงบรรพบุรุษอีกสองท่านของนิกายจื่ออวิ๋นต่างพากันถอนหายใจออกมา ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน