เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 510

ตอนที่ 510 ต่อไปมีเรื่องอันใดขอให้บอกพี่ไป๋ได้เลย

หลังจากเงียบไปสักพัก แววตาของขงซิงเจี้ยนก็มีประกายบางอย่างพาดผ่าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่อู๋ แต่ท่านเย่เพิ่งจะปราบผู้แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจไป หากจะเชิญให้เขามาช่วย อีกคงมิค่อยเหมาะกระมัง ? ”

สิ้นเสียง อู๋ไท่เหอก็เม้มริมฝีปากอย่างจนปัญญา ก่อนเอ่ยตอบไปว่า “แต่หากมิขอให้ท่านเย่ช่วย พวกเราจะต้องทนมองกองทัพปีศาจเหล่านี้บุกเข้ามาทำลายเขากระบี่สวรรค์ และโดยที่พวกเรามิทำอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”

ขงซิงเจี้ยนถอนหายใจออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างลังเล

ส่วนนักพรตจิ่วอั้นกลับพยักหน้าเห็นด้วย พลางเอ่ยสนับสนุน “ท่านพี่อู๋ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราคงทำได้แค่ไปขอร้องท่านเย่ให้ช่วยเหลือแล้วล่ะ”

เมื่อปรึกษากันแล้ว และพวกเขาเตรียมหมุนกายกลับไปที่เขานิกายกระบี่ เพื่อขอร้องเย่ฉางชิงนั้น

จู่ ๆ ร่างอรชรอ้อนแอ้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นทางด้านหลังของพวกเขา

เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาก็คือ หนิงซู่ซู่ ที่เพิ่งกลับมาจากเมืองกระบี่สวรรค์

ทว่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว บุคลิกท่าทางของนางมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ไอพลังวิถีเซียนถูกสะกดไว้จนหมด ใบหน้าแลดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง อีกทั้งชุดกระโปรงยาวสีขาวที่นางสวมใส่ ยิ่งขับให้นางดูงดงามราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ก็มิปาน

เห็นดังนั้นพวกอู๋ไท่เหอต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที

โดยเฉพาะอู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยน ที่บัดนี้แววตาได้เปล่งประกายระยิบระยับออกมาจนปิดมิมิด

“ศิษย์น้องหนิง เจ้าบรรลุแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ”

อู๋ไท่เหอลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ แล้วเอ่ยถามขึ้นเสียงเบา

หนิงซู่ซู่ส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบด้วยท่าทางเย็นชาว่า “ยังหรอก แต่ความรู้แจ้งในมหามรรคาและตบะบารมีของข้าล้วนสมบูรณ์แล้ว ขอเพียงข้าต้องการก็สามารถก้าวสู่ระดับเทพพิภพได้ตลอดเวลา”

ขงซิงเจี้ยนยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า “ศิษย์น้องหนิง เช่นนั้นเจ้ามีวิธีขัดขวางกองทัพปีศาจด้านล่างนี้หรือไม่ ? ”

หนิงซู่ซู่ส่ายหน้าน้อย ๆ พร้อมเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “เวลานี้ข้าได้ใช้สมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งสะกดตบะบารมีและจิตวิญญาณเอาไว้ จึงมิสามารถใช้พลังวิญญาณในร่างมากจนเกินไปได้ มิเช่นนั้นหากเสียการควบคุมก็จะทำให้เกิดทัณฑ์สวรรค์พิฆาตขึ้น ถึงตอนนั้นข้าก็คงจะต้องไปยังอีกฝั่งของมหาสมุทรแท้จริง ก้าวสู่เส้นทางโบราณและค้นหาโอกาสขึ้นแดนเซียนโบราณ”

เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนก็ชะงักไปเล็กน้อย พร้อมกับมีสีหน้าเคร่งขรึม

ตอนนั้นเองหนิงซู่ซู่ก็ได้เอ่ยขึ้นว่า “แต่หากจะขวางมิให้กองทัพปีศาจทำลายนิกายกระบี่สวรรค์ สามารถไปขอร้องให้เขายื่นมือเข้ามาช่วยได้”

“ท่านเย่งั้นหรือ ? ”

อู๋ไท่เหออ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างอึกอักว่า “แต่เมื่อครู่นี้ท่านเย่เพิ่งจะปราบเหล่าผู้แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจไป”

“เวลานี้หากขอให้เขาออกหน้าอีก จะดูมิเหมาะสมหรือไม่ ? ”

จู่ ๆ หนิงซู่ซู่ก็ยกยิ้มออกมา ทว่ารอยยิ้มของนางราวกับน้ำแข็งละลายก็มิปาน

“มิเป็นไร เขามายังสวรรค์บูรพาก็เพื่อสัมผัสกับการบำเพ็ญเพียร หากให้เขาหมกมุ่นอยู่แค่การบำเพ็ญเพียรเพียงอย่างเดียว หากภายภาคหน้าผนึกความทรงจำของเขาถูกเปิดออก เขาอาจจะมิพอใจก็เป็นได้”

หนิงซู่ซู่เอ่ยกับอู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนด้วยความมั่นใจ

อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสองจะเผยสีหน้ายินดีออกมา

‘จริงด้วย ! ’

‘ท่านเย่ผนึกความทรงจำและตบะบารมีของตนเอง ก็เพื่อจะได้สัมผัสความยากลำบากในการบำเพ็ญเพียร’

‘หากพวกเรามัวแต่หวั่นเกรงและให้ความเคารพเช่นนี้ ก็จะทำให้เขามุ่งมั่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียรเพียงอย่างเดียว หากวันหนึ่งเมื่อความทรงจำของเขาถูกเปิดออก มิแน่อาจจะรู้สึกมิพอใจก็เป็นได้’

‘อีกอย่างศิษย์น้องหนิงมั่นใจถึงเพียงนี้ แสดงว่านางรู้ว่าจนถึงตอนนี้ท่านเย่ยังมิได้ปลดผนึกความทรงจำออก’

‘ศิษย์น้องหนิงเอ่ยถูกแล้ว ! ’

เวลาผ่านไปมิถึงหนึ่งเคอ พวกอู๋ไท่เหอจึงมิลังเลใด ๆ อีก จากนั้นก็รีบแปลงกายเป็นลำแสง มุ่งหน้าไปทางนิกายกระบี่สวรรค์ทันที

……

……

ขณะเดียวกัน ส่วนลึกของนิกายกระบี่สวรรค์ชั้นใน

เพื่อตามล่าหาเนื้อสัตว์ป่าให้แก่เย่ฉางชิง เจี้ยนอู๋เหินต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าไปไกลหลายพันลี้ และตระเวนไปทั่วทั้งป่าเพื่อล่าสัตว์ปีศาจนับร้อยชนิด

ทว่าระหว่างทางที่กลับมาเมื่อครู่ กลับบังเอิญเจอเนื้อสัตว์ป่าที่ถูกชำแหละแล้วหลายชิ้น

สิ่งที่ทำให้เขาดีใจอย่างมาก ก็คือ เนื้อสัตว์ป่าที่มีขนาดเท่ากับหินโม่แป้งเหล่านี้ มิเพียงสดใหม่แต่ยังแฝงปราณชีวิตจำนวนมากเอาไว้อีกด้วย

เขาคิดว่าเนื้อเช่นนี้หากได้ลองกินสักครั้ง เกรงว่าเขาคงต้องใช้เวลาหลายเดือนในการกลั่นปราณวิญญาณที่รุนแรงนี้ได้หมด แต่สำหรับเย่ฉางชิงนั้นกลับต่างออกไป นี่ต้องเป็นอาหารรสเลิศอย่างแน่นอน

ดังนั้นเขาจึงนำชิ้นเนื้อที่เจอทำความสะอาดซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะเก็บเนื้อเหล่านั้นเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ

จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม

ขณะที่เจี้ยนอู๋เหิน กลับมายังยอดเขาอันเป็นที่พักชั่วคราวของเขาและเย่ฉางชิง พร้อมรอยยิ้มกว้างนั้น เพียงเสี้ยววินาที จิตสังหารอันน่ากลัวก็ได้ปกคลุมเขาเอาไว้

ทำให้เจี้ยนอู๋เหินมีสีหน้าเข้มขึ้นทันที ก่อนจะรีบชูนิ้วชี้และนิ้วกลาง กระตุ้นพลังวิญญาณภายในกายอย่างรุนแรง เตรียมพร้อมลงมือตลอดเวลา

แม้จะรู้สึกหวาดกลัว ทว่าเขาก็ยังรวบรวมความกล้า พยายามปรับเสียงให้สงบลง ก่อนจะเอ่ยออกไปว่า “ข้าเป็นศิษย์ที่คอยรับใช้ข้างกายท่านเย่ หากเจ้ากล้าทำร้ายข้าล่ะก็ ท่านเย่ต้องมิปล่อยไปเจ้าแน่ ! ”

ทันทีที่สิ้นเสียงจ้าวปีศาจไป๋จือพลันชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะพิจารณาเจี้ยนอู๋เหินที่มีสีหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นจนเต็มขมับ

‘เกือบลืมไปเลย ! ’

‘เวลานี้นายท่านอยู่ในสำนักเซียนของพวกมนุษย์ ข้างกายย่อมต้องมีศิษย์คอยดูแลรับใช้’

‘บุรุษหนุ่มที่มีไอพลังสงบเยือกเย็นผู้นี้ รากฐานวิถีเซียนนับว่ามิเลว และคงจะเป็นศิษย์ที่รับใช้นายท่านเป็นแน่’

ที่สำคัญที่สุด ก็คือ บุรุษหนุ่มผู้นี้คงจะติดตามนายท่านมาสักพักแล้ว ดังนั้นต้องรู้จักนิสัยของนายท่านเป็นอย่างดี หากสามารถผูกมิตรกับเขาได้ เชื่อว่าจะได้ข้อมูลบางอย่างที่ตาเฒ่าคนอื่น ๆ มิรู้เป็นแน่

สวรรค์เมตตาข้าแล้ว

คิดได้ดังนั้น จ้าวปีศาจไป๋จือก็สะกดความน่าเกรงขามบนกายลงทันที ใบหน้าเย็นชาปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา อย่างที่มิเคยมีมาก่อน

“น้องชาย ดูท่าคงจะเกิดความเข้าใจผิดกันเป็นแน่”

จ้าวปีศาจไป๋จือเอ่ยด้วยท่าทางยินดี “เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าขอแนะนำตนเองสักหน่อย ข้า…ข้ามีนามว่าไป๋จือ วันนี้เพิ่งจะได้คารวะนายท่าน…หรือที่เจ้าเรียกว่าท่านเย่เป็นเจ้านาย ดังนั้นต่อไปนี้พวกเราก็นับว่ามิได้เป็นคนอื่นไกลกันแล้ว”

“และแม้พลังของข้าจะสูงกว่าเจ้ามาก อีกทั้งยังมีชีวิตมายาวนานเกือบหมื่นปี แต่ต่อหน้านายท่าน เจ้ากับข้าก็เป็นเพียงบ่าวรับใช้ของเขาเท่านั้น ดังนั้นหากเจ้ามิว่าอันใดล่ะก็ เรียกข้าว่าพี่ไป๋ก็ได้”

‘พี่ไป๋ ? ’

‘อยู่มาเกือบหมื่นปี ? ’

‘เช่นนี้เขาต้องมีตบะบารมีระดับใดกัน ? ’

‘อีกอย่างแค่ความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาเมื่อครู่ คาดว่าคงจะเทียบเคียงได้กับบรรพจารย์หนิงแล้ว’

‘หรือตบะบารมีของเขาก็อยู่ในระดับเดียวกันกับบรรพจารย์หนิง ? ’

‘เช่นนี้ข้า เจี้ยนอู๋เหิน มิเท่ากับว่ามีพี่ชาย ที่มีความสามารถเทียบเท่าบรรพจารย์หนิงหรอกหรือ ? ’

‘แม่เจ้า ! ’

‘ข้าฝันอยู่เยี่ยงนั้นหรือ ? ’

ขณะที่เจี้ยนอู๋เหินกำลังตื่นเต้นดีใจ จนใจตัวลอยอยู่นั้น

จ้าวปีศาจไป๋จือก็เดินมาตรงหน้าของเจี้ยนอู๋เหิน และตบที่บ่าของเจี้ยนอู๋เหินเบา ๆ และยังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนว่า “น้องชาย ต่อไปมีเรื่องอันใดขอให้บอกพี่ไป๋ได้เลย”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน