ตอนที่ 522 เบาะแสของตู๋กูชิงเฟิง
วินาทีต่อมา
หลังจากเย่ฉางชิงแตะนิ้วไปที่กลางอากาศเบา ๆ
ในเสี้ยววินาที
จิตกระบี่อันทรงพลังก็พุ่งออกไปจากรอบกายของเขาราวกับเขื่อนแตก จนปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในพริบตา
จากนั้นแสงสายหนึ่งก็เปล่งออกมา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงอันเจิดจ้าที่เต็มไปด้วยพลังอันมหาศาล ที่ฟาดฟันใส่ความว่างเปล่าได้ราวกับมีดหั่นเต้าหู้ก็มิปาน ก่อนจะพุ่งไปทางบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์
ช่างเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก !
ต้องบอกว่าจิตกระบี่แห่งแสงที่เย่ฉางชิงสำแดงออกมาในเวลานี้ หากเทียบกับก่อนหน้านี้แล้วกลับแตกต่างกันอย่างมาก
เพราะหลังจากที่เย่ฉางชิงได้คิดทบทวนถึงจุดบกพร่องของจิตกระบี่ และได้นั่งสมาธิอยู่นานเป็นเวลาหลายวันก่อนหน้านี้
จนขมับทั้งสองข้างของเขามีผมขาวแซมขึ้นมา ทว่าเขากลับสัมผัสได้ว่าตนเองนั้นสามารถทำความเข้าใจในจิตกระบี่ได้ดียิ่งขึ้น ราวกับได้เปิดพันธนาการบางอย่างบนกายออก
ด้วยเหตุนี้หลังจากเขาได้ลองพิจารณาใหม่อยู่หลายครั้ง จิตกระบี่แห่งแสงของเขาจึงสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทำให้พลานุภาพทรงพลังอย่าวมิอาจเทียบกันได้เลย
ตอนนั้นเอง เมื่อพวกจ้าวปีศาจคิ้วแดงสัมผัสได้ว่าความน่ากลัวของจิตกระบี่แห่งแสงนั้นเปลี่ยนไป ก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว จนต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่อย่างหวาดหวั่น
ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนตนเองได้รอดชีวิตจากหายนะก็มิปาน
‘ครั้งนี้นายท่านเอาจริงแล้วใช่หรือไม่ ? ’
‘คิดมิถึงว่าจิตกระบี่แห่งแสงที่แท้จริงจะทรงพลังถึงเพียงนี้ ! ’
‘หากก่อนหน้านี้นายท่านใช้จิตกระบี่แห่งแสงเช่นนี้ฟาดฟันใส่พวกเรา มิเท่ากับสามารถสังหารพวกเราได้ภายในดาบเดียวหรอกหรือ ? ’
‘ดูท่าก่อนหน้านี้นายท่านคงจะลงมืออย่างปรานีจริง ๆ เพื่อต้องการให้พวกเรามาเป็นสัตว์เลี้ยง และมอบสุดยอดโอกาสและวาสนาให้เท่านั้น’
‘พวกเราช่างมีสายตาที่ตื้นเขินยิ่งนัก อีกทั้งยังเข้าใจผิดในตัวนายท่านอีกด้วย’
‘แต่เวลานี้แม้ว่าสตรีจากเผ่าสวรรค์จะมีพลังที่แข็งแกร่งมากก็จริง อีกทั้งเผ่าสวรรค์ยังเป็นเผ่าที่เก่าแก่และลึกลับ’
‘แต่นางจะสามารถต้านทางจิตกระบี่นี้ของนายท่านได้จริงหรือ ? ’
ขณะเดียวกัน เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันน่ากลัวของจิตกระบี่แห่งแสงที่แผ่ออกมา
บรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์พลันขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาหงส์คู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
นางมีชีวิตอยู่มาเกือบสองหมื่นปี ตบะบารมีของนางก็อยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่ตอนหนึ่งหมื่นปีแล้ว
ช่วงที่ผ่านมานางได้ประมือกับผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนมากมาย และแน่นอนว่าย่อมมีผู้ที่เก่งกาจในวิถีกระบี่รวมอยู่ด้วย
ทว่าจิตกระบี่ที่ทรงพลังเช่นนี้นางมิเคยพบมาก่อนจริง ๆ
‘นี่เป็นฝีมืออันไร้เทียมทานของผู้ที่เหนือกว่าระดับสูงสุดเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘หากมองเผินๆ อาจดูธรรมดามิมีอันใดพิเศษ ทว่าเมื่อแผ่ไอพลังออกมากลับทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้’
‘ด้วยตบะบารมีของข้าจะสามารถต้านทานจิตกระบี่สายนี้ได้จริงหรือ ? ’
หลังจากลังเลอยู่สักพัก สตรีลึกลับก็รีบเพ่งสมาธินำเอาเจดีย์แก้วโปร่งใส ที่แผ่กลิ่นอายโบราณหลังหนึ่งขึ้นมาตรงหน้าในทันที
เจดีย์แก้วหลังนี้พิเศษอย่างมาก
หลังจากที่สตรีลึกลับผสานพลังวิญญาณจำนวนมหาศาลเข้าไป จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างทำท่ามุทราอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้เคล็ดวิชาลับควบคุม
ทันใดนั้นบนเจดีย์แก้วก็ปรากฏไอหมอกสีขาว ที่แผ่ความเย็นจนเข้ากระดูกออกมา ราวกับจะแช่แข็งบริเวณและหยุดเวลาเอาไว้
พร้อมกันนั้นสัญลักษณ์มหามรรคาอันเก่าแก่และซับซ้อนมากมายก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับแผ่ไอพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เพียงชั่วประกายไฟแลบ
เจดีย์แก้วก็ขยายใหญ่ขึ้นร้อยเท่า จิตกระบี่แห่งแสงที่พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรงก็เกิดระเบิดขึ้น
ทว่าสิ่งที่สตรีลึกลับคาดมิถึง ก็คือ เจดีย์แก้วของนางนั้นนับได้ว่าเป็นหนึ่งในสมบัติเซียนขั้นกลาง ที่มีอยู่มิมากของเผ่าสวรรค์
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปะทะกับจิตกระบี่แห่งแสงของเย่ฉางชิง กลับสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นรอยร้าวขึ้นในทันที
ตู้ม !
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว
คลื่นพลังอันรุนแรงสายหนึ่งสาดส่องไปทั่วทุกทิศทุกทาง ทุกทีที่ที่คลื่นพลังเคลื่อนผ่านความว่างเปล่าก็ปรากฏรอยแยกขึ้นทันที ยอดเขาถูกฟาดฟัน สายน้ำถูกตัด……
และขยายออกไปหลายร้อยจั้งภายในพริบตา ก่อนจะค่อย ๆ เบาบางลง
ส่วนเจดีย์แก้วของสตรีลึกลับ เพียงเสี้ยววินาทีก็ระเบิดขึ้นจนกลายเป็นผุยผง
เมื่อเห็นภาพอันน่าตื่นตระหนกตรงหน้า
สตรีลึกลับที่เรียกตนเองว่าอวิ๋นจงเอี้ยนสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่อีกครั้ง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งว่า “เรียนท่านเย่ ความจริงแล้วมีคนในเผ่าสวรรค์ของข้าผู้หนึ่งต้องการพบท่านเจ้าค่ะ”
‘คนในเผ่า ? ’
‘คนของเผ่าสวรรค์ผู้หนึ่งต้องการพบข้า ? ’
‘แล้วคนในเผ่าสวรรค์ของเจ้าต้องการพบข้า ข้าก็ต้องวิ่งไปหาที่เผ่าสวรรค์ของพวกเจ้าด้วยงั้นหรือ?’
‘เผ่าสวรรค์ของเจ้าช่างมีอำนาจบาตรใหญ่จริง ๆ ! ’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดดูซะบ้าง’
‘ให้เผ่าสวรรค์ของพวกเจ้าได้รู้ว่า ฝีมือของข้านั้นแข็งแกร่งเพียงใด’
คิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงก็ค่อย ๆ ยกแขนขึ้นอีกครั้ง พลางเอ่ยกับอวิ๋นจงเอี้ยนว่า “ในเมื่อเผ่าสวรรค์ของเจ้ายโสถึงเพียงนี้ ข้าก็ควรจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเสียหน่อย”
อวิ๋นจงเอี้ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบอธิบายด้วยความตื่นตระหนกว่า “ท่านเย่ คนในเผ่าสวรรค์ของข้าผู้นี้มีนามว่า อวิ๋นซี มิใช่ เรียกให้ถูกก็คือนามของนางก่อนหน้านี้คือ ตู๋กูชิงเฟิง หลังจากนางขึ้นมายังสวรรค์บูรพาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นอวิ๋นซีเจ้าค่ะ”
‘ตู๋กูชิงเฟิง ? ’
หลังจากได้ชื่อที่คุ้นเคยนี้
เย่ฉางชิงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับชะงักงันไป
ความจริงแล้วนับตั้งแต่ได้รู้จากหนานกงเสวียนจีว่าคนที่เคยติดตามข้างกายเขา แม้แต่ราชันทมิฬก็ขึ้นมายังสวรรค์บูรพาแล้ว
เขาก็คิดเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งเมื่อบำเพ็ญเพียรสำเร็จแล้ว ก็จะออกจากเขากระบี่สวรรค์ ออกจากแคว้นหลิงโจว เพื่อไปยังที่ต่าง ๆ ของสวรรค์บูรพาและตามหาพวกเขา
นี่ก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่เขามุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร
มาบัดนี้แม้ว่าระดับวิถีเซียนของเขาจะยังมิได้สูงมากนัก แต่โชคดีที่มีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนา และอาศัยความรู้แจ้งในวิถีกระบี่ของตนติดกาย เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาออกท่องไปยังที่ต่าง ๆ ในสวรรค์บูรพาได้แล้ว
ทว่าสิ่งที่เขาคาดมิถึง ก็คือ ตู๋กูชิงเฟิงได้เข้าไปอยู่ในเผ่าสวรรค์ อีกทั้งยังเปลี่ยนชื่อใหม่อีกด้วย
มิเพียงเท่านั้นนางยังไหว้วานขอให้คนมาตามหาตนอีกด้วย
ทันทีที่ได้สติ
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ความหงุดหงิดภายในใจของเย่ฉางชิงพลันมลายหายไปจนสิ้น ก่อนจะเอ่ยกับอวิ๋นจงเอี้ยนด้วยรอยยิ้มว่า “เอาอย่างนี้ พวกเราค่อยคุยกันระหว่างทางเถอะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน