ตอนที่ 534 ครั้งนี้ดูท่าข้าจะเล่นใหญ่เกินไปเสียแล้ว
เมื่อเสียงของเย่ฉางชิงเงียบลง
ทุกคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของเขากลับงุนงงไปตาม ๆ กัน
‘เก็บผ้า ? ’
‘ประโยคนี้หมายความว่าเยี่ยงไรกัน ? ’
‘มิเข้าใจจริง ๆ ! ’
ขณะเดียวกัน เมื่อเย่ฉางชิงเอ่ยจบ จึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
ที่นี่หาใช่เมืองเสี่ยวฉือที่โลกเบื้องล่างไม่ แต่เป็นแดนต้องห้ามบนมหาสมุทรแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้นด้านหลังของเขายังเป็นเหล่าผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนมากมาย หาใช่ชาวเมืองเสี่ยวฉือที่เป็นคนซื่อ ๆ ไม่
ทว่านี่มิใช่ครั้งแรกที่เย่ฉางชิงเอ่ยคำกล่าวไร้สาระเช่นนี้ออกมา
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่นิกายกระบี่สวรรค์ ทุกครั้งที่ฝนตกฟ้าร้องเขาก็มักจะตะโกนเช่นนี้ออกมาโดยมิรู้ตัว
เพียงแต่ตอนนั้นเป็นเจี้ยนอู๋เหินที่มิค่อยเฉลียวฉลาดเท่าไรนัก ทุกครั้งที่เขาตะโกนประโยคที่ฟังดูไร้สาระออกมา เจี้ยนอู๋เหินก็จะพุ่งตัวออกไปนอกเรือนอย่างลนลาน จากนั้นก็จะเดินกลับเข้ามาด้วยความงุนงงทุกครั้งไป
ทว่าบัดนี้อยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งมากมายเช่นนี้ แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้เฒ่าที่อยู่มามิรู้กี่ร้อยกี่พันปี มิมีทางหลอกได้ง่าย ๆ เหมือนเจี้ยนอู๋เหินอย่างแน่นอน
‘ข้าควรทำเช่นไรดี ? ’
‘จะอธิบายกับทุกคนเช่นไรดี ? ’
‘ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงแค่นิสัยส่วนตัวของข้าก็เท่านั้น ? ’
‘ครั้งนี้ช่างอับอายขายขี้หน้าชะมัด ! ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ เย่ฉางชิงก็ยังคงปั้นหน้าให้ดูเรียบนิ่ง ก่อนจะหมุนกายไปมองทุกคน
“พวกเจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป”
จากนั้นเย่ฉางชิงก็ได้เอ่ยตามตรงว่า “เห็นพายุฝนฟ้าคะนองเช่นนี้ ข้าเพียงแค่หวนคิดถึงชีวิตที่สงบสุขตอนอยู่โลกเบื้องล่าง คิดถึงเรื่องเก่า ๆ และสหายเก่าขึ้นมาก็เท่านั้น”
คำอธิบายของเย่ฉางชิงในครั้งนี้ ถือเป็นคำกล่าวที่ออกมาจากใจของเขาจริง ๆ
นับตั้งแต่ขึ้นมายังสวรรค์บูรพาแห่งนี้ แม้เขาจะสามารถบำเพ็ญเพียรได้แล้ว อีกทั้งบัดนี้ยังมีตบะบารมีระดับแดนก่อกำเนิด แต่เขากลับรู้สึกว่าเส้นทางบำเพ็ญเพียรของเขานั้นดูเหมือนราบรื่นเกินไป
เพราะหลังจากบังเอิญได้ขึ้นมายังสวรรค์บูรพาแล้ว เขาก็มีโอกาสได้เข้าไปบำเพ็ญเพียรในสำนักเซียนลึกลับอย่างสำนักชิงหยาง
จากนั้นก็ถูกส่งมายังนิกายกระบี่สวรรค์ และยังถูกคนทั้งนิกายกระบี่สวรรค์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน ยิ่งไปกว่านั้นยังได้สาบานเป็นพี่น้องกับประมุขคนแรกของนิกายกระบี่สวรรค์ และยังนับได้ว่าเป็นคู่ชะตาบำเพ็ญเพียรกับบรรพจารย์ท่านหนึ่งของนิกายกระบี่สวรรค์อีกด้วย
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ยังได้มีจ้าวปีศาจแห่งแดนปีศาจและบรรพบุรุษของปีศาจทะเลเผ่าต่าง ๆ มาเป็นสมุนอีกด้วย
กองทัพที่ยิ่งใหญ่และอลังการเช่นนี้ เกรงว่าทั่วทั้งสวรรค์บูรพาคงมีเพียงหยิบมือเท่านั้นกระมัง ?
เพียงแค่เขาออกคำสั่ง คนเหล่านี้ก็พร้อมจะเอาตัวเข้าไปขวางภยันตรายแทนโดยมิลังเลแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนาอยู่ในมือ และมีความแตกฉานในวิถีกระบี่ที่สูงส่งอีกด้วย
ทว่าด้วยเหตุนี้บางครั้งเขาจึงอดคิดมิได้ว่า การบำเพ็ญเพียรเช่นนี้กลับสบายและมีอิสระสู้ตอนที่อยู่เมืองเสี่ยวฉือมิได้
ตอนนั้นเอง หลังจากได้ยินเสียงเย่ฉางชิงถอนหายใจออกมา
ทุกคนต่างก็หันไปสบตากัน ก่อนจะแสดงท่าทีอิจฉาออกมา
‘ใช่แล้ว ! ’
‘พวกเขายังต้องต่อสู้ดิ้นรนบนเส้นทางเซียน ทว่าท่านเย่ดูราวกับเหนื่อยหน่ายในชีวิต และปรารถนาเพียงชีวิตธรรมดาที่สุขสงบมากกว่า’
‘สิ่งนี้ก็คือระดับจิตใจอันสูงส่งของท่านเย่นี่เอง ! ’
‘เมื่อไหร่พวกเขาถึงจะสามารถปล่อยวางและมีจิตใจที่สูงส่งเช่นนี้ได้ ! ’
อวิ๋นจงเอี้ยนถึงกับชะงักงัน ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาเป็นคนแรกว่า “จิตใจที่สูงส่งเช่นนี้ของท่านเย่ เกรงว่าทั้งชีวิตพวกเราคงยากที่จะได้สัมผัสเป็นแน่”
เย่ฉางชิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ พลางโบกมือไปมา “ช่างเถอะ คิดว่าทีนี้คงมิมีเรื่องจุกจิกกวนใจเกิดขึ้นบนมหาสมุทรแท้จริงแล้ว เช่นนั้นพวกเรามาเล่นดนตรีและดื่มสุราต่อกันดีกว่า”
สิ้นเสียงทุกคนต่างก็ประสานมือคารวะและพยักหน้าเห็นด้วย
จนผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
ระหว่างที่พวกเย่ฉางชิงกำลังดื่มสุราและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนั้น
ผู้เฒ่าชุดดำก็เหาะกลับมา เพียงแต่สภาพของเขาในเวลานี้กลับมีผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ไอพลังบนกายปั่นป่วนไปหมด ดูสะบักสะบอมยิ่งนัก
เพราะเมื่อครู่นี้แม้ว่าเสวียนเทียนจะปล่อยให้เขาหนีรอดมาได้ แต่เขาก็ยังลงมือสังหารเซียนทุรชนเหล่านั้นจนสิ้นต่อหน้าของเสวียนเทียน
เพราะเหตุนี้จึงทำให้เสวียนเทียนที่เป็นถึงเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาโกรธเกรี้ยวขึ้นมา และเปิดศึกกับเขาในทันที
อีกทั้งร่างเดิมของเขาก็ได้รับความเสียหายมาก่อนแล้ว และเสวียนเทียนยังสามารถควบคุมพลังหลักเต๋า รวมถึงพลังแห่งกฎอันน่าสะพรึงกลัวของสวรรค์บูรพาเอาไว้ทั้งหมด
จึงทำให้ในที่สุดเขาก็ต้องเป็นพ่ายแพ้
อีกทั้งยังมีสายตามากมายกำลังจับจ้องเขาอยู่
หากเวลานี้เขามิแสดงออกใด ๆ เลย มิเท่ากับทำให้พวกเขาเกิดความสงสัยหรอกหรือ ?
อีกอย่างนับตั้งแต่รู้แจ้งจิตกระบี่แห่งแสงมา ยังมิมีผู้ใดสามารถต้านทานกระบี่ของเขาได้แม้แต่ผู้เดียว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะให้คนผู้นั้นมาทดสอบความร้ายกาจของกระบี่นี้สักหน่อย
ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของทุกคน
เย่ฉางชิงก็ได้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะทะยานขึ้นฟ้าแล้วกระโดดขึ้นไปบนก้อนเมฆ
“ท่านเป็นผู้ใดกัน ถึงกล้าลงมือกับคนของข้า ควรอธิบายเหตุผลให้ข้าทราบด้วยมิใช่หรือ ? ”
เย่ฉางชิงมิมีเคล็ดวิชาลับใด ๆ ที่จะใช้แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ ดังนั้นจึงได้อาศัยกระแสจิตอันแข็งแกร่งของตนเองส่งเสียงออกไป
ทันใดนั้น เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเย่ฉางชิง ก็ดังขึ้นในโสตประสาทของทุกสรรพสิ่งทั่วทั้งมหาสมุทรแท้จริง ราวกับเสียงอสนีบาตก็มิปาน
ดังนั้นชางหลันและเสวียนเทียนที่กำลังเตรียมจะไปจากมหาสมุทรแท้จริง ย่อมได้ยินเสียงนั้นด้วยเช่นกัน
ห๊ะ ! ! !
จู่ ๆ ก็มีเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นในหัว ทว่ากลับมิสามารถสัมผัสได้ถึงความผันผวนในกระแสจิตของอีกฝ่าย
ชางหลันและเสวียนเทียนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะหันมาสบตากันอย่างมิได้นัดหมาย
“พี่เสวียนเทียน ดูท่าสถานการณ์จะมิสู้ดีแล้วนะ ! ” ชางหลันขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึม
มุมปากของเสวียนเทียนยกยิ้มเย็นออกมา ก่อนจะเอ่ยอย่างมิแยแสว่า “ข้าเป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา ต่อให้อีกฝ่ายมิได้มาจากสวรรค์บูรพา และพลังมิได้ด้อยไปกว่าข้า แต่หากจะสู้กับข้าที่นี่แล้วล่ะก็คงต้องคิดให้ดีเสียก่อน”
ชางหลันส่ายหน้าน้อย ๆ พลางเอ่ยอย่างเคร่งเครียดว่า “พี่เสวียนเทียน ข้ารู้สึกสังหรณ์มิดีเอาซะเลย”
ทว่าเสวียนเทียนยังคงยิ้มเช่นเดิม “มิเป็นไร ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ใดกันแน่ที่มาเยือนสวรรค์บูรพาของข้า”
เอ่ยถึงตรงนี้ เสวียนเทียนก็ตอบกลับไปทันที “ข้าเป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาแห่งนี้ บ่าวรับใช้ของเจ้าขัดขวางแผนการของข้า ก็ควรได้รับบทลงโทษที่สาสมแล้ว”
เจ้าแห่งสวรรค์บูรพางั้นหรือ ?
อีกด้านหนึ่ง
เย่ฉางชิงที่ยืนอยู่บนหมู่เมฆ พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
‘ครั้งนี้ดูท่าข้าจะเล่นใหญ่เกินไปเสียแล้ว ! ’

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน