เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 536

ตอนที่ 536 แปดเปื้อนผลกรรม

เย่ฉางชิงยืนอยู่บนหมู่เมฆเพียงลำพัง และมีตำหนักเทพวาสนาอยู่ด้านบนศีรษะ สายตาจับจ้องไปยังสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบ

ส่วนพลานุภาพฟ้าดินที่ผู้คนด้านล่างได้รับ เขากลับมิรู้สึกใด ๆ เลยแม้แต่น้อย มีแค่บางครั้งที่รู้สึกเหมือนมีลมพัดมาก็เท่านั้น

‘นี่ถือเป็นการเปิดศึกหรือยังนะ ? ’

‘หรือว่าอีกฝ่ายมิได้ลงมือ เพียงแต่บังเอิญมีฟ้าร้องและฝนตกในเวลานี้พอดี ? ’

‘อืม ! ’

‘คงยังมิได้ลงมือกระมัง’

‘เยี่ยงไรซะอีกฝ่ายก็เป็นถึงเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาแห่งนี้ หากเปิดศึกจริงสถานการณ์ควรจะรุนแรงกว่านี้มิใช่หรือ ? ’

‘ต้องเกิดพายุฝนฟ้ากระหน่ำอย่างรุนแรง ห้วงอากาศหมื่นลี้พังทลาย สุดยอดของวิเศษแตกสลายกลายเป็นผุยผง นี่ต่างหากถึงเป็นพลังที่แท้จริงของเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา’

คิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงก็ได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ คำกล่าววิ่งมาจุกที่คอหอย จากนั้นก็ต้องกลืนกลับลงคอไป

‘การที่อีกฝ่ายมิยอมลงมือสักทีเช่นนี้ แท้จริงแล้วหมายความว่าเยี่ยงไรกันแน่’

‘ข้ายืนอยู่บนนี้และเป็นฝ่ายท้าทายเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา’

‘หากอีกฝ่ายมิยอมลงมือเพราะเหตุผลบางอย่าง แล้วจากไปดื้อ ๆ เช่นนั้นเขาก็ต้องเป็นฝ่ายเสียหน้าน่ะสิ’

‘ส่วนข้ามิว่าอีกฝ่ายจะลงมือหรือว่าหนีไป’

‘ในสายตาของผู้คนด้านล่าง มิว่าเยี่ยงไรข้าก็ยังเป็นผู้ที่น่าเกรงขามอยู่ดี มิใช่เจ้าแห่งสวรรค์บูรพาเช่นเขา’

คิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

ทว่าในตอนนั้นเอง

โฮก !

เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าบริเวณนี้อีกครั้ง

มังกรสายฟ้าที่โผล่ศีรษะออกมาจากส่วนลึกของกลุ่มเมฆตัวนั้น บัดนี้ได้แปลงกายเป็นสายฟ้าจำนวนมาก พลันแหวกว่ายในอากาศ ก่อนพุ่งมาทางเย่ฉางชิงเพื่อหวังสังหารเขา

ช่างเป็นภาพที่น่ากลัวยิ่งนัก !

ทว่าเย่ฉางชิงกลับยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งและมิไหวติงแม้แต่น้อย ผมขาวที่แซมอยู่บนขมับทั้งสองข้างค่อย ๆ ปลิวสยายไปทางด้านหลัง

แน่นอนว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายฟ้าที่น่าสะพรึงกลัวมากมายเช่นนี้

เย่ฉางชิงมิใช่คนโง่ เขาย่อมมิมีทางยืนรอความตายอยู่เฉย ๆ อย่างแน่นอน

ทันใดนั้น เขาก็ได้เพ่งสมาธิอีกครั้ง ตำหนักเทพวาสนาที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขาก็ขยายขึ้นอีกนับร้อยเท่าภายในพริบตา ราวกับภูเขาเซียนโบราณลูกใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าและดิน เพื่อจะสะกดทุกสิ่งบนโลกเอาไว้

ขณะเดียวกัน ภายในหัวของเขาก็ได้ทำการถอดจิตกระบี่แห่งแสงอีกครั้ง

เพียงชั่วประกายไฟแลบ

จิตกระบี่จำนวนมหาศาลพลันปรากฏออกมาจากกายของเย่ฉางชิง และปกคลุมท้องนภาบริเวณนั้นเอาไว้ในทันที

ในเสี้ยววินาที

จากนั้นเขาก็ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นมา ฟาดฟันลำแสงสีขาวอันเจิดจ้าสายหนึ่งใส่สายฟ้าที่น่ากลัวนั้นทันที

ทว่าจิตกระบี่แห่งแสงที่เย่ฉางชิงปล่อยออกไปในเวลานี้กลับรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า แสงสีขาวสว่างไสวสาดส่องไปทั่วท้องฟ้า

โดยเฉพาะไอพลังที่แผ่ออกมานั้น ช่างน่าสะพรึงกลัวจนมิอาจบรรยายออกมาได้

ทันใดนั้น เมื่อเห็นว่าจิตกระบี่แห่งแสงที่ตนเองปล่อยออกมาน่ากลัวถึงเพียงนี้

เย่ฉางชิงเองก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน

‘จิตกระบี่แห่งแสงนี้ควบคุมยากจริง ๆ ! ’

‘เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ใช้’

‘หรือสิ่งนี้จะมิได้เกี่ยวข้องกับระดับความรู้แจ้ง แต่ขึ้นอยู่กับความชำนาญ ? ’

‘มิถูกต้อง ! ’

‘จะทำให้ปกติเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขามิได้เลยหรือเยี่ยงไรกัน ? ’

ระหว่างที่เย่ฉางชิงกำลังพร่ำบ่นอยู่ในใจนั้น

จิตกระบี่แห่งแสงที่สว่างจ้าจนแสบตาก็ปะทะเข้ากับสายฟ้าจำนวนมหาศาลที่ฟาดฟันลงมาจากเบื้องบน

ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ก็คือ บริเวณที่จิตกระบี่แห่งแสงของเย่ฉางชิงพาดผ่าน กลับมีพลังกวาดล้างอันรุนแรงแผ่ออกมาด้วย

เสี้ยววินาทีที่สายฟ้าที่เต็มไปด้วยพลังแห่งหลักการเต๋าเข้าปะทะกับจิตกระบี่แห่งแสง ทันใดนั้นสายฟ้าก็ได้มลายหายไปในอากาศทันที

แค่ดูก็รู้แล้วว่าจิตกระบี่แห่งแสงนี้ แท้จริงแล้วน่ากลัวเพียงใดกัน !

……

เสวียนเทียนกุมขมับพลางส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเอ่ยอย่างท้อแท้ว่า “คนผู้นี้มิธรรมดาจริง ๆ หากไม่ได้หยั่งเชิงดูก่อนและลงมือไปเลยล่ะก็ เกรงว่าวันนี้ข้าคงต้องตายอยู่ที่นี่เป็นแน่”

ชางหลันยิ้มแห้งออกมา ก่อนจะขยับฝีเท้าไปทางด้านหลังอย่างเงียบ ๆ

“พี่เสวียนเทียน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านจะทำเช่นไรต่อไป ? ”

ชางหลันเอ่ยถามเสวียนเทียนด้วยรอยยิ้ม

เสวียนเทียนขมวดคิ้วแน่น พร้อมทั้งถามกลับไปว่า “พี่ชางหลัน ท่านช่วยข้าคิดหน่อยสิว่าต่อจากนี้พวกเราควรทำเช่นไรดี ? ”

ชางหลันโบกมือไปมา พร้อมกับถอยหลังอย่างเงียบ ๆ อีกครั้ง “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วท่านก็ลองตัดสินใจเองก็แล้วกัน”

เอ่ยเพียงเท่านั้น ชางหลันก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนประสานมือคารวะให้แก่เสวียนเทียน พร้อมกับเอ่ยว่า “พี่เสวียนเทียน ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องรีบไปจัดการ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปโลกชางหลันก่อนก็แล้วกันนะ”

เอ่ยจบ ชางหลันก็หมุนกายพร้อมก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นร่างทั้งร่างก็ค่อย ๆ เลือนรางลง ก่อนจะหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

เห็นดังนั้นเสวียนเทียนก็เผยสีหน้างุนงงออกมาทันที

‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ’

‘เจ้านี่เดินหมากกับข้ามาตั้งหลายหมื่นปี เหตุใดจู่ ๆ ถึงมีเรื่องด่วนต้องรีบไปจัดการเช่นนี้ได้ ? ’

‘อีกอย่างเมื่อครู่เขาถอยหลังไปเงียบ ๆ เหมือนตั้งใจถอยห่างจากข้า’

‘หรือข้าแปดเปื้อนผลกรรมอันใดมาเยี่ยงนั้นหรือ ? ’

คิดได้ดังนั้น เสวียนเทียนก็สะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ตรงหน้าพลันปรากฏคันฉ่องสัมฤทธิ์บานหนึ่งขึ้นมา

เขามองดูตนเองที่มีสภาพน่าอนาถในคันฉ่อง ก่อนจะทอดถอนใจออกมาอย่างอดมิได้ว่า “เสวียนเทียนเอ๊ยเสวียนเทียน เจ้าในเวลานี้แม้จะดูสะบักสะบอม แต่เหตุใดถึงยังหล่อเหลาได้ถึงขนาดนี้กัน ? ”

“ถุย……บ้าจริง ! ”

“ข้ากำลังทำอันใดอยู่เนี่ย ! ”

เสวียนเทียนลูบใบหน้าของตนเอง ก่อนจะสำรวจตนเองในคันฉ่องอีกครั้ง พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “อีกอย่าง……ทำไม……มิใช่สิ เหตุใดบนหน้าผากของข้าถึงได้มีไอสีดำปรากฏขึ้นมา หรือข้าแปดเปื้อนผลกรรมอันน่ากลัวเข้าจริง ๆ ? ”

“เป็นไปมิได้ เป็นไปมิได้ ผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนเช่นข้า จะแปดเปื้อนผลกรรมง่าย ๆ ได้เยี่ยงไรกัน ? ”

เสวียนเทียนส่องกระจกพลางเช็ดไอสีดำบนหน้าผากหลายต่อหลายครั้ง ทว่าไอสีดำกลับมิได้จางหายไปแต่อย่างใด

ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าตนเองได้แปดเปื้อนกับผลกรรมมาจริง ๆ

หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วขณะ เสวียนเทียนก็หมุนกายมองไปทางทิศเหนือ บนใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความลังเล

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน