ตอนที่ 564 ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นหัวฉางก็เหลือบมองกระดานหมากที่วางอยู่ตรงหน้าของเย่ฉางชิง มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะเข้าใจได้
หลังจากที่เขาขึ้นมาบนเรือวิเศษลำนี้ ก็เหมือนมิได้เอ่ยสิ่งใดผิด
ทว่าสุดท้ายนอกจากบุรุษหนุ่มผู้นี้แล้ว คนอื่น ๆ ล้วนจ้องมองเขาราวกับเป็นศัตรู
ขนาดอวิ๋นจงเอี้ยนที่เป็นคนของเผ่าสวรรค์เองก็เช่นกัน
ทว่าแม้บุรุษหนุ่มผู้นี้จะมีสีหน้าเป็นมิตร แต่บนกระดานหมากกลับยังมีหมากวางทิ้งไว้
‘หรือเด็กน้อยคนนี้คิดจะข่มข้าด้วยหมากบนกระดานนี้เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘ไร้เดียงสา ! ’
‘ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก ! ’
‘แม้ข้าจะมิได้บำเพ็ญเพียรวิถีหมากเป็นวิถีหลัก แต่ความแตกฉานในวิถีหมากของข้าก็มิเป็นรองผู้ใด’
‘นี่มิเท่ากับรนหาที่ให้ตนเองอับอายขายหน้าหรอกหรือ ? ’
‘แต่ก็เอาเถอะ ! ’
‘เห็นแก่หน้าของยัยหนูอวิ๋นซี ข้าจะพยายามมิให้เจ้าแพ้ยับเยินจนเกินไปก็แล้วกัน’
คิดได้ดังนั้น อวิ๋นหัวฉางจึงเอ่ยกับเย่ฉางชิงด้วยรอยยิ้มว่า “เด็กน้อย เจ้าอยากประลองหมากกับข้าสักตางั้นหรือ ? ”
‘ประลองหมาก ? ’
เย่ฉางชิงได้ยินดังนั้น ดวงตาพลันเปล่งประกายออกมา พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “ที่แท้ท่านก็บำเพ็ญเพียรวิถีแห่งหมากหรอกหรือ ? ”
เนื่องด้วยตลอดทางที่ผ่านมาเนื่องจากเส้นทางยาวไกล เย่ฉางชิงจึงนำกระดานหมากออกมา และเชิญทุกคนบนเรือวิเศษมาประลองหมากกับเขา
ทว่ากลับมิมีผู้ใดกล้าที่จะนั่งลงเลยด้วยซ้ำ
ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
เขาจึงได้แต่พิจารณากลหมากเพียงลำพัง
แต่ระหว่างนั้นเขากลับสามารถคิดกลหมากขึ้นมาได้กลหนึ่ง
ตอนนี้หมากขาวดำกำลังสูสีกันอยู่ มิว่าจะเป็นหมากขาวหรือว่าหมากดำ ล้วนแต่กำลังเข้าตาจน
หากเดินหมากพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียว หมากทั้งกระดานก็จะจบลงทันที
นี่คือเหตุผลที่เย่ฉางชิงจำต้องหยุดลงชั่วขณะ และเปลี่ยนอิริยาบถไปยืนทอดสายตาอยู่หน้าราวกั้น
เพื่อใคร่ครวญการเดินหมากก้าวสำคัญนี้อยู่
ทว่าสิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือ ผู้เฒ่านามว่าอวิ๋นหัวฉางผู้นี้เหมือนจะบำเพ็ญเพียรวิถีแห่งหมากพอดี
แต่เขาก็ยังคงกังวลอยู่ดี
เพราะก่อนหน้านี้เขามีโอกาสเจอผู้แข็งแกร่ง ที่บำเพ็ญเพียรวิถีแห่งหมากมาแล้วหลายคน ทว่าสุดท้ายเมื่อเดินหมากได้เพียงมิกี่ตา ทุกคนต่างก็ยอมแพ้จนสิ้น
มิหนำซ้ำแต่ละคนยังมีสีหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดขึ้นเต็มขมับ ราวกับธาตุไฟจะเข้าแทรกก็มิปาน
“ข้าบำเพ็ญเพียรวิถีแห่งเวลา”
อวิ๋นหัวฉางเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้ม พลางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า “แต่ข้าคิดว่าความแตกฉานในวิถีหมากของตนก็มิได้ด้อยไปกว่าผู้ใด”
“ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หน้าของอวิ๋นซี ข้าจะขอถามเจ้าอีกสักครั้ง ว่าเจ้าต้องการประลองหมากกับข้าจริงหรือ ? ”
ได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็เผยสีหน้ายินดีออกมา
“ที่แท้ก็เป็นยอดฝีมือวิถีหมาก เชิญนั่ง”
เย่ฉางชิงเอ่ยเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้มยินดี
ทว่าเวลานี้นอกจากอวิ๋นจงเอี้ยนจะมีสีหน้าแดงก่ำ ท่าทางเต็มไปด้วยความเดือดดาลแล้ว ส่วนหนิงซู่ซู่กลับมีท่าทีเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด
และเมื่ออวิ๋นหัวฉางค่อย ๆ นั่งลงแล้ว
เย่ฉางชิงจึงได้นั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
“กลหมากนี้เป็นกลหมากที่ข้าวางเอาไว้โดยบังเอิญระหว่างทางมาที่นี่”
เย่ฉางชิงเอ่ยอธิบาย “กลหมากค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องทำให้หมากทั้งสองฝั่งเดินต่อได้เสียก่อน”
“อีกทั้งหมากขาวและหมากดำล้วนตกอยู่ในสถานการณ์เข้าตาจน มิว่าจะหมากดำหรือว่าหมากขาวหากเดินผิดแม้เพียงก้าวเดียว ก็จะทำให้หมากกระดานนี้จบลงทันที”
“มิเป็นไร……”
อวิ๋นหัวฉางเอ่ยขึ้น ขณะใช้สองนิ้วคีบหมากสีขาวขึ้นมาตัวหนึ่ง
ทว่าวินาทีต่อมา ร่างของเขาก็พลันแข็งค้าง และเอาแต่จ้องเขม็งไปที่กลหมากบนกระดาน
‘นี่มัน ? ? ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นี่มันกลหมากอันใดกัน ? ’

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน