เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 571

ตอนที่ 571 ความคิดของตู๋กูชิงเฟิง

เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ

หลังจากเงียบไปชั่วครู่

บรรพบุรุษเผ่าสวรรค์ที่ทั้งกายอบอวลไปด้วยไอมรณะท่านนั้น ก็เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

“จงเอี้ยน ในเมื่อเจ้าสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของท่านเย่ผู้นี้มาแล้ว แต่ก็ยังพาเข้ามาที่นี่แสดงว่าเจ้าคงตัดสินใจดีแล้วใช่หรือไม่ ? ”

บรรพบุรุษท่านนี้เอ่ยถามอวิ๋นจงเอี้ยนด้วยน้ำเสียงฝืดเฝื่อน

ทันทีที่สิ้นเสียง ทุกคนต่างก็มองไปทางอวิ๋นจงเอี้ยนอีกครั้ง

หากล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ตู๋กูชิงเฟิงเข้าไปในหอบรรพชนเพื่อบูชายัญ เช่นนั้นเมื่อใดกันถึงจะมีผู้ที่สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นอีก ?

ยุคสมัยหน้า ?

หรือว่ายาวนานกว่านั้น !

หากเป็นเช่นนั้นเผ่าสวรรค์จะสิ้นหวังเพียงใด

แต่หากมิทำเช่นนั้นแล้วท่านเย่เกิดทราบเรื่องนี้เข้า ว่าตู๋กูชิงเฟิงต้องเข้าไปบูชายัญในหอบรรพชนเพื่ออนาคตของเผ่าสวรรค์ ถึงตอนนั้นเขาจะคิดเช่นไร ?

หากเผ่าสวรรค์ต้องชดใช้ให้แก่ตู๋กูชิงเฟิงด้วยชีวิต พวกเขาจะทำเช่นไรได้ ?

คงทำได้เพียงนั่งรอความตายเท่านั้น !

อวิ๋นจงเอี้ยนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างแน่วแน่ “อวิ๋นซีเคยบอกข้าว่าหากสามารถให้นางได้พบกับท่านเย่อีกครั้ง นางจะยอมใช้ร่างตนเป็นเครื่องบูชายัญ เพื่อขจัดคำสาปให้เผ่าสวรรค์”

“ดังนั้นความหมายของข้าก็คือ……ยังทำตามแผนการเดิม”

เอ่ยถึงตรงนี้ อวิ๋นจงเอี้ยนก็ลุกขึ้นยืนพลางกวาดตามองทุกคนแล้วเอ่ยต่ออีกว่า “แต่ก่อนหน้านั้นเผ่าของเราต้องเตรียมรับมือ หากจะต้องถูกทำลายเอาไว้ด้วย”

“ดังนั้นหากอวิ๋นซีเปิดค่ายกลโบราณของหอบรรพชนขึ้นเมื่อใด ก็ให้พวกเรารีบขจัดคำสาปบนกายซะ จากนั้นก็รีบไปบนเส้นทางโบราณเพื่อตามหาโอกาสในการขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณทันที”

“แต่ก่อนหน้านั้นต้องส่งคนในเผ่าส่วนหนึ่งไปยังดินบรรพบุรุษเสียก่อน และเปิดใช้งานค่ายกลเร้นกาย รอจนยุคสมัยใหม่เริ่มต้นขึ้นค่อยออกมาภายนอกอีกครั้ง”

“ท่านบรรพบุรุษ ทว่าค่ายกลเร้นกายนั้นจุคนได้มากสุดเพียงมิกี่พันเท่านั้น”

หัวหน้าเผ่าสวรรค์คนปัจจุบันอวิ๋นเฉินเฟิง ขมวดคิ้วแน่นพลางเอ่ยต่ออีกว่า “แต่คนในเผ่าของเรามีอยู่เรือนแสน หรือคนที่เหลือจะต้องสังเวยชีวิตชดใช้ให้กับอวิ๋นซีเยี่ยงนั้นหรือขอรับ ? ”

“ท่านต้องการให้คนในเผ่าของเราที่เหลือ สู้กับท่านเย่จนตัวตายเยี่ยงนั้นหรือขอรับ ? ”

อวิ๋นจงเอี้ยนเอ่ยด้วยสีหน้าอันเย็นชา “อวิ๋นเฉินเฟิง เจ้าช่างไร้เดียงสาจริง ๆ ”

“อย่าว่าแต่ท่านเย่เลย แค่เหล่าบ่าวรับใช้ที่ติดตามข้างกายท่านเย่ โดยเฉพาะผู้เฒ่าชุดดำผู้นั้น ที่แม้เป็นเพียงจิตวิญญาณอาวุธ หากเขาลงมือล่ะก็ เผ่าสวรรค์ของเราต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่อย่างแน่นอน”

อวิ๋นเฉินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเอ่ยมิออก ท่าทางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

ฝีมือของท่านเย่ผู้นี้น่ากลัวเพียงใดนั้น วันนี้เขาได้เห็นมากับตาตนเองแล้ว

มิหนำซ้ำบ่าวรับใช้ของเขาก็ยังเก่งกาจถึงขนาดทำให้ท่านบรรพจารย์ชื่นชมได้ถึงเพียงนี้อีกงั้นหรือ

เพื่อขจัดคำสาปที่เผ่าสวรรค์มีมาแต่กำเนิด

ต้องเดิมพันด้วยชีวิตของคนในเผ่าเรือนแสน เช่นนี้คุ้มค่าแล้วจริงหรือ ?

ยิ่งไปกว่านั้นการใช้เลือดของผู้สืบทอดหญิงขจัดคำสาปของเผ่าสวรรค์ วิธีนี้ก็มิได้มีการรับประกันว่าจะสำเร็จอีกด้วย !

คิดถึงตรงนี้ อวิ๋นเฉินเฟิงก็หันไปมองทุกคน ด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความสับสน

ตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสสูงสุดท่านหนึ่งจึงเอ่ยกับอวิ๋นจงเอี้ยนว่า “ท่านบรรพจารย์ เรื่องนี้มิมีทางเลือกอื่นแล้วเยี่ยงนั้นหรือขอรับ ? ”

อวิ๋นจงเอี้ยนปรายตามองผู้อาวุโสสูงสุดท่านนั้นเล็กน้อย แต่กลับมิได้ตอบกลับแต่อย่างใด

จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป

บรรพจารย์ที่มีใบหน้าตอบอีกท่านหนึ่งก็ได้ถอนหายใจออกมา “ข้าว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้ก็คงต้องทำตามแผนที่วางเอาไว้แล้วล่ะ”

“แผนการนี้สำหรับเผ่าสวรรค์ของเราแล้ว ก็มิต่างอันใดกับหายนะที่จะล้มล้างเผ่าของเราจนสิ้น ทว่าหากสามารถขจัดคำสาปบนกายของพวกเราได้จริง ๆ ต่อให้มีเพียงคนในเผ่ามิกี่พันคนที่รอดชีวิตก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”

“เยี่ยงไรซะนับแต่นี้ไปเผ่าสวรรค์ของเราก็มิต้องทุกข์ทรมานจากคำสาปอีก และจะสามารถใช้พรสวรรค์ของตนทะลวงพันธนาการสุดท้าย เพื่อขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ หากโชคดีบนแดนเซียนโบราณอาจจะมีที่สำหรับเผ่าสวรรค์ของเราก็เป็นได้”

“พูดอีกอย่างก็คือเผ่าสวรรค์ของเราเดิมทีก็มาจากแดนเซียนโบราณอยู่แล้ว แต่เพราะคำสาปจึงทำให้ตบะบารมีของเหล่าบรรพบุรุษถดถอย จำต้องลงมาใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ บนโลกเล็ก ๆ อย่างสวรรค์บูรพาเช่นทุกวันนี้”

“ทว่าเมื่อเวลาผ่านมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็มีคนในเผ่าที่สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผู้สืบทอดหญิง แล้วจะยอมทิ้งโอกาสนี้ไปง่าย ๆ ได้เยี่ยงไรกัน ? ”

ตู๋กูชิงเฟิงชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “มิมีอันใดหรอก จู่ ๆ ข้าก็แค่ก็รู้สึกว่าเส้นทางการบำเพ็ญเพียรวิถีเซียนอันเนิ่นนานนั้น ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก”

เย่ฉางชิงพยักหน้าน้อย ๆ “หากเจ้าต้องการ พวกเราสามารถใช้ชีวิตเยี่ยงคู่สามีภรรยาทั่วไป และอยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ตลอดไป ทำไมถึงจะทำมิได้เล่า”

ตู๋กูชิงเฟิงมองเย่ฉางชิงด้วยความซาบซึ้ง พลางถามย้ำว่า “จริงหรือ ? ”

เย่ฉางชิงจึงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม

ตู๋กูชิงเฟิงกอดแขนของเย่ฉางชิงเอาไว้ ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พลางก้าวเข้าไปในเมืองที่มิใหญ่มากแห่งนี้

ทว่าเมื่อทั้งสองเข้าไปในเมือง ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว

ดังนั้นทั้งสองจึงหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อใช้พักผ่อนชั่วคราว แล้วตัดสินใจว่าพรุ่งนี้ค่อยไปซื้อเรือนสักหลัง และของใช้ในชีวิตประจำวัน

อีกทั้งเย่ฉางชิงและตู๋กูชิงเฟิงยังได้ปรึกษากันว่าพวกเขาจะทำการค้าเช่นเดิม และเปิดสถานศึกษาเพื่อสอนเด็กน้อยอีกด้วย

ต้องบอกว่านับตั้งแต่โลกเบื้องล่างจนขึ้นมายังสวรรค์บูรพา เย่ฉางชิงก็สัมผัสได้ถึงความน่าเบื่อหน่ายของการบำเพ็ญเพียร

และการได้มาเปิดสถานศึกษาในเมืองที่มิใหญ่มากแห่งนี้อีกครั้ง กลับดูน่าสนุกกว่าเป็นไหน ๆ

เพราะหลังจากระดับวิถีเซียนเพิ่มขึ้น เขาก็รู้สึกได้ว่าบางทีตัวตนที่แท้จริงของเขาอาจเป็นผู้ที่น่ากลัวยิ่งเช่นนั้นจริง ๆ ก็เป็นได้

เพราะการบำเพ็ญเพียรวิถีเซียนที่ผ่านมาล้วนเริ่มจากง่ายไปยาก

ทว่าสำหรับเขากลับตรงกันข้าม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้านี้ที่เขาสามารถบรรลุระดับตบะบารมีอย่างต่อเนื่อง โดยที่เขามิทันรู้ตัวแม้แต่น้อย

เช่นนี้แล้วมิเท่ากับว่าการบำเพ็ญเพียรต่อจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียนอย่างรวดเร็วหรอกหรือ

ถึงตอนนั้นคนที่อยู่ข้างกายย่อมจะต้องห่างหายไป และทิ้งให้เขาโดดเดี่ยวเพียงใด

ยิ่งไปกว่านั้นความโดดเดี่ยวและอ้างว้างเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะยาวนานเป็นนิรันดร์

ดังนั้นเมื่อตู๋กูชิงเฟิงเสนอความคิดนี้ขึ้นมา เขาจึงเต็มใจยอมรับด้วยความยินดี

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน