ตอนที่ 572 สวรรค์ช่างเล่นตลกจริง ๆ
รุ่งเช้าวันถัดไป
เมื่อเย่ฉางชิงและตู๋กูชิงเฟิงล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พากันออกมาจากโรงเตี๊ยม
เนื่องจากตอนที่ทั้งสองอยู่โลกเบื้องล่าง เคยเข้าออกเมืองน้อยใหญ่มามากมาย ย่อมเข้าใจกฎเกณฑ์ในเรื่องต่าง ๆ ของโลกมนุษย์เป็นอย่างดี
ดังนั้นทั้งสองจึงไปทำการแลกเปลี่ยนศิลาวิญญาณจำนวนหนึ่งที่หอการค้าก่อน จากนั้นก็ไหว้วานคนของหอการค้าให้ช่วยซื้อเรือนหลังเล็ก ๆ ที่มีทางเข้าออกสองทาง และอยู่ด้านทิศใต้ของเมืองที่ค่อนข้างห่างไกลหลังหนึ่งให้
เมื่อเดินมายังถนนอันเป็นที่ตั้งของเรือนแห่งนี้
เย่ฉางชิงก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
บนถนนทั้งเส้นมิได้มีจวนหรูหราอันใด ทุกหลังล้วนเป็นเรือนที่มีขนาดมิใหญ่มากเท่านั้น
สองข้างถนนทั้งเส้นเต็มไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ มากมายเรียงรายกันอยู่
และแม้บนถนนจะมิได้มีผู้คนคับคั่ง แต่ก็มิได้วังเวงอย่างที่คิดไม่
ทั้งหมดนี้เมืองเสี่ยวฉือล้วนมิอาจเทียบเคียงได้ อีกทั้งยังเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอีกด้วย
“ชิงเฟิง เจ้าพอใจกับที่นี่หรือไม่ ? ”
หลังจากยืนส่งผู้ดูแลหอการค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เย่ฉางชิงก็ถอนสายตากลับ พลางเอ่ยถามตู๋กูชิงเฟิง
ตู๋กูชิงเฟิงที่ใบหน้าแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน กวาดตามองไปรอบ ๆ “ทุกอย่างที่นี่มีความใกล้เคียงกับเมืองเสี่ยวฉือมากจริง ๆ ”
เย่ฉางชิงเองก็กวาดตาไปโดยรอบ ก่อนจะถอนหายใจออกมาน้อย ๆ “ใช่แล้ว แม้จะเต็มไปด้วยคนแปลกหน้า ทว่าการตกแต่งและความเงียบสงบนับว่าใกล้เคียงกับเมืองเสี่ยวฉืออยู่มิน้อย”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “จริงสิ ได้ยินว่าเรือนหลังนี้ว่างมาพักใหญ่แล้ว ดังนั้นเราคงต้องเก็บกวาดทำความสะอาดครั้งใหญ่แล้ว”
ตู๋กูชิงเฟิงตบที่หน้าอกตนเอง พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจว่า “เรื่องหยุมหยิมเหล่านี้ปล่อยให้ข้าเป็นคนจัดการเองเถอะ”
“ชิงเฟิง เจ้าคงมิคิดจะใช้อิทธิฤทธิ์จัดการเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้หรอกใช่หรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงกะพริบตาปริบ ๆ พลางเอ่ยถามขึ้น
“มิทำเช่นนั้นแล้วจะทำเช่นไรเล่า ? ”
ตู๋กูชิงเฟิงยักไหล่ พลางถามกลับไปอย่างสงสัย
“ข้าว่าเรามิควรทำเช่นนั้น”
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยอย่างแฝงความหมายว่า “ในเมื่อเรามาอยู่ที่นี่ในฐานะคนธรรมดา เช่นนั้นก็ควรทำทุกอย่างด้วยตนเอง ห้ามใช้พลังปราณใด ๆ มิเช่นนั้นการที่เราทำเช่นนี้จะมีความหมายอันใดกัน ? ”
ตู๋กูชิงเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก ก็เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “ฉางชิง ข้าเข้าใจแล้ว”
“อีกทั้งคำกล่าวของเจ้ายังทำให้ข้าได้เข้าใจว่า การทำทุกอย่างด้วยตนเองเช่นนี้คงมีประโยชน์เรื่องการฝึกจิตใจด้วยใช่หรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงปัดที่ปลายจมูกดื้อรั้นของตู๋กูชิงเฟิงเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า “ถูกต้อง”
ขณะที่เย่ฉางชิงและตู๋กูชิงเฟิงเตรียมผลักประตูเพื่อเข้าไปด้านในนั้น
หนุ่มสาวท่าทางอายุยังน้อยกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพวกเขาอย่างเร่งรีบ
“พี่ชาย อาซ้อ พวกท่านเป็นคนซื้อเรือนหลังนี้หรือขอรับ ? ”
หนุ่มน้อยที่เป็นผู้นำ ใบหน้าดำคล้ำ ดวงตากลมโต เอ่ยกับตู๋กูชิงเฟิงและเย่ฉางชิงเสียงดังฟังชัด
เย่ฉางชิงและตู๋กูชิงเฟิงหมุนกายกลับมากวาดตามองคนกลุ่มนั้น ก่อนจะส่งยิ้มให้
“น้อยชาย เจ้ามีเรื่องอันใดงั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยถามหนุ่มน้อยที่เป็นหัวหน้า ด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้มสง่างาม
น้องชายงั้นหรือ ?
หนุ่มน้อยชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าดำคล้ำเผยร่องรอยขัดเขินออกมาอย่างอดมิได้
โตมาขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกเขาเช่นนี้
อีกทั้งเมื่อเห็นบุรุษตรงหน้าผู้นี้ เขาก็รู้สึกเบาสบายราวกับสายลมยามวสันต์พัดผ่านเยี่ยงไรเยี่ยงนั้น
“ความจริงแล้วก็มิมีอันใดขอรับ”
หนุ่มน้อยนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะฉีกยิ้มยิงฟันขาวออกมา พลางเอ่ยว่า “ข้าเพียงต้องการจะบอกพวกท่านว่า”
“เรือนหลังนี้ว่างมานานแล้ว หลังคาจึงมีรอยรั่วหลายจุด หาก……หากพวกท่านต้องการล่ะก็ พวกเราสามารถช่วยท่านได้”
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน