เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 574

ตอนที่ 574 พี่ต้นไม้นางไร้ความรู้สึก

จนเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่า ๆ ราชันทมิฬก็พุ่งตัวออกมาจากหมอกพิษที่รุนแรง ท่ามกลางสายตาของผู้แข็งแกร่งจากสำนักเซียนใหญ่ต่าง ๆ

เพียงแต่ว่าเวลานี้ข้างกายของราชันทมิฬกลับมีสตรีชุดเขียว เรือนร่างอ้อนแอ้นนางหนึ่งตามออกมาด้วย

สตรีชุดเขียวนางนี้ดูมิธรรมดาอย่างยิ่ง

ด้านหน้ามีหมอกกลุ่มหนึ่งปกคลุมเอาไว้ และมีไอพลังชีวิตอันน่ากลัวแผ่ออกมาจากร่าง

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกมากที่สุดก็คือ เมื่อสุนัขดำที่มิหวั่นเกรงสิ่งใด ทั้งยังหน้าด้านและไร้ยางอายตัวนั้น ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีชุดเขียวนางนี้ กลับดูเคารพยำเกรงเป็นอย่างมาก

ทันใดนั้น ทุกคนก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาอีกครั้ง

“คิดมิถึงว่าเจ้าสุนัขหน้าด้านไร้ยางอายตัวนี้ จะสามารถออกจากวังโจวได้รวดเร็วเพียงนี้ นับว่าเป็นคนแรกเลยก็ว่าได้”

“ต้องยอมรับว่าเจ้าสุนัขไร้ยางอายตัวนี้มีอิทธิฤทธิ์ที่ลึกล้ำพอตัวจริง ๆ ”

“พวกเจ้าดูสิ ข้างกายของเขามีสตรีลึกลับนางหนึ่งตามออกมาด้วย”

“ก่อนหน้านี้มิเคยเห็นสตรีลึกลับนางนี้มาก่อน บัดนี้กลับมาปรากฏกายขึ้นที่นี่ หรือเป้าหมายในการมาครั้งนี้ของสุนัขดำก็เพื่อสตรีลึกลับนางนี้เยี่ยงนั้นหรือ ? ”

“จริงสิ สตรีลึกลับนางนี้ในเมื่อออกมาจากวังโจว เช่นนั้นนางจะต้องรู้อันใดเกี่ยวกับส่วนลึกของวังโจวอย่างแน่นอน”

“ทุกท่าน……”

“ตาเฒ่า เจ้าคงมิคิดที่จะสู้กับสตรีลึกลับนางนี้หรอกกระมัง ? ”

“ความสามารถในการหลบหนีของสุนัขดำตัวนี้ยอดเยี่ยมก็จริง ทว่าพลังที่แท้จริงของเขากลับมิได้แข็งแกร่งเท่าไรนัก อีกทั้งภายในวังโจวแท้จริงแล้วเป็นเช่นไรกันแน่ พวกเราต่างก็มิเคยรู้มาก่อน”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าว่าพวกเรามาร่วมมือกันจับสตรีลึกลับนางนี้เอาไว้ จากนั้นจะได้ถามเกี่ยวกับเรื่องภายในวังโจว มิแน่พวกเราอาจจะได้รับโอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่ก็เป็นได้”

“ถือว่าเป็นความคิดที่มิเลวจริง ๆ เยี่ยงไรซะวังโจวก็เป็นแคว้นที่พิสดารยิ่งนัก”

“เช่นนั้นจะมัวเอ่ยให้มากความอยู่ทำไม พวกเรามาลงมือพร้อมกันเถอะ จับตัวสตรีนางนี้เอาไว้”

“……”

“……”

อีกด้านหนึ่ง

หลังออกมาจากหมอกพิษอันหนาทึบ

ราชันทมิฬก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกในทันที

“พี่ต้นไม้ คิดมิถึงเจ้านั่นจะปล่อยท่านออกมาจริง ๆ ”

ราชันทมิฬฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคม ขณะเอ่ยกับเทพหลิว

“ความแข็งแกร่งของเขาหาใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถจินตนาการได้ ดังนั้นจึงมิแปลกที่เขาจะกล้าปล่อยข้าออกมา”

เทพหลิวพยักหน้าน้อย ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาต่อว่า “หลังจากที่ข้าผ่านประตูสวรรค์มา ก็บังเอิญมาโผล่ยังที่แห่งนี้ อีกทั้งยังถูกคนผู้นั้นจับขังเอาไว้อีกด้วย”

“บัดนี้แม้ว่าตบะบารมีของข้าจะก้าวเข้าสู่ระดับเซียนแล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับร่างจริงของเขา ก็ยังคงรู้สึกกดดันราวกับหายใจมิออก เกรงว่าหากประมือกับเขาจริง ๆ ข้าคงมิมีโอกาสที่จะเอาชนะได้เลย”

“ดังนั้นข้าจึงเดาว่า สิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวผู้นี้อาจจะมิได้มาจากสวรรค์บูรพา”

ราชันทมิฬโบกมือไปมาอย่างมิแยแส พลางหัวเราะเสียงเย็นและเอ่ยว่า “ต่อให้คนผู้นี้จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่อเจอกับนายท่านแล้วล่ะก็ ข้าเชื่อว่าเขาคงยืนหยัดได้มิเกินสองรอบก็ต้องดับสูญเป็นแน่”

เทพหลิวมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด เพียงเอ่ยเสียงเบาว่า “ความเก่งกาจของนายท่านเป็นสิ่งที่มิอาจสงสัยได้แม้แต่น้อย ทว่าสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับผู้นี้ก็หาใช่คนธรรมดาอย่างที่เจ้าคิดไม่”

“เจ้ายังมิรู้ว่าสิ่งมีชีวิตลึกลับผู้นี้บนกายของเขามีผนึกมากถึงสิบแปดผนึก และสิบสองข้อต้องห้าม มิว่าจะเป็นผนึกหรือข้อต้องห้ามล้วนแล้วแต่น่ากลัวและเก่าแก่อย่างยิ่ง”

“ทว่าต่อให้เขาจะมีผนึกและข้อต้องห้ามมากมายเช่นนี้บนกาย แต่อิทธิฤทธิ์ที่แสดงออกมาก็ยังทำให้ข้ารู้สึกหายใจมิออกอยู่ดี อีกทั้งเจ้ายังมิเคยเห็นนิมิตอันน่ากลัวตอนที่เขาปลดผนึกบางอย่างออก กับตาตนเอง”

“หากมิมีผนึกและข้อต้องห้ามที่สะกดเอาไว้ เกรงว่าทั่วทั้งสวรรค์บูรพาจะต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่เป็นแน่”

เมื่อได้ยินดังนั้น ราชันทมิฬก็ชะงักงันไปทันที แต่ก็ยังคงเอ่ยอย่างแน่วแน่ว่า “พี่ต้นไม้ มิว่าเยี่ยงไรข้าก็ยังเชื่อในพลังของนายท่านอยู่ดี”

เทพหลิวจึงมิเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาในทันที “พาข้าไปพบนายท่านเถอะ”

ทว่าในตอนนั้นเอง เหล่าผู้แข็งแกร่งของสำนักเซียนใหญ่ต่างก็แปลงกายเป็นเงาสีดำ และเหาะเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว

ราชันทมิฬเผยสีหน้าเกรี้ยวกราดออกมาทันที พลางเอ่ยข่มขู่ว่า “ตาเฒ่าทั้งหลาย เชื่อหรือไม่หากพวกเจ้าตายไปแล้ว กระดูกกลบฝังไปมินาน ข้าจะไปขุดสุสานของพวกเจ้าเองกับมือ ? ”

“พวกเราประมาทเกินไป สตรีลึกลับผู้นี้เยี่ยงไรซะก็มาจากวังโจว”

“เพราะที่นี่หาใช่ที่ธรรมดาไม่ คนจากวังโจวต้องเป็นผู้ที่มีสุดยอดอิทธิฤทธิ์ที่รู้แจ้งมหามรรคาในวิถีต่าง ๆ ระดับสูงสุดเป็นแน่”

“ทีนี้เราจะทำเช่นไรกันดี มิมีทางหนีได้แล้ว ! ”

“ยังจะทำอันใดได้อีก ก็ต้องร้องขอชีวิตน่ะสิ ! ”

“ผู้อาวุโสขอรับ เป็นเพราะตาเฒ่าแซ่ฟู่ผู้นั้นเป็นคนเป่าหู ผู้น้อยจึงได้บังเอิญล่วงเกินท่านเข้า ขอท่านได้โปรดให้อภัยผู้น้อยด้วยเถิดขอรับ”

“เจ้าคนแซ่เฉิน เจ้าเอ่ยบ้าอันใดของเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้าซะ”

“พี่ฟู่ เรื่องนี้ล้วนเป็นเพราะท่าน ท่านจงยอมรับซะเถอะ”

“ว่าไงนะ เมิ้งถัง พวกเราเป็นพันธมิตรกันมิใช่หรือ ! ”

“พี่ฟู่ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หากท่านยอมเสียสละ พวกเราก็คงมิต้องมาตายเป็นเพื่อนท่านที่นี่กระมัง”

“ดี เจ้าแซ่เมิ้ง ขอเพียงวันนี้ข้ารอดไปได้ สำนักของเราภายหน้าจะกลายเป็นศัตรูกันทันที”

“……”

“……”

ระหว่างที่ผู้แข็งแกร่งสำนักเซียนต่าง ๆ กำลังแตกคอกันอยู่นั้น

“ระดับของข้าในตอนนี้แม้จะมิต่างจากพวกเจ้ามากนัก แต่เพราะติดตามนายท่านมานาน ข้าจึงรู้แจ้งวิถีแห่งชีวิตขั้นสูงสุดมานานแล้ว”

เทพหลิวเอ่ยออกมาเรียบ ๆ “สิ่งที่เรียกว่าชีวิตเป็นเพียงการมอบให้ และช่วงชิงไปเท่านั้น”

“อีกอย่างพวกเจ้ามิจำเป็นต้องขอร้องอ้อนวอน และมิจำเป็นต้องแตกคอกัน ก่อนหน้านี้ข้าเคยเตือนแล้วว่า หากพวกเจ้ากล้าเข้ามาในรัศมีร้อยจั้งจะต้องตาย”

“นอกจากนี้ข้ายังเป็นเพียงร่างแปลงของต้นหลิวต้นหนึ่งเท่านั้น จึงไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ”

ราชันทมิฬดวงตาเป็นประกาย พลางเอ่ยเสริมด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันว่า “ใช่แล้ว พี่ต้นไม้นางไร้ความรู้สึก”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน