ตอนที่ 620 เมืองโลกวิญญาณ
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
ตุบ !
เกิดเสียงดังขึ้นโครมใหญ่
นั่นก็เพราะบุรุษชุดดำได้โยนศพของซ่งเกาเก๋อลงกับพื้นอย่างส่ง ๆ
มิมีร่องรอยของการมีชีวิตอยู่แม้แต่น้อย
นี่ก็หมายความว่าผู้แข็งแกร่งระดับเทพพิภพขั้นต้นผู้หนึ่งได้ดับสูญไปเรียบร้อยแล้ว
สูด !
วินาทีนี้ เหล่าตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ระดับเทพพิภพที่ยืนล้อมพวกเย่ฉางชิงเอาไว้ก็ได้สติขึ้นมาทันที ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ด้วยความหวาดหวั่นทันที
ซ่งเกาเก๋อมีพลังแข็งแกร่งเช่นไร พวกเขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคนผู้นี้ กลับมิมีแม้แต่โอกาสที่จะตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
แค่คิดก็รู้แล้วว่าพลังของคนผู้นี้ร้ายกาจเพียงใด !
น่ากลัว !
ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก !
“ทุกท่าน จะมัวยืนนิ่งอยู่อีกทำไม อยากตายอยู่ที่นี่กันหมดหรือเยี่ยงไร ? ”
ผู้เฒ่าสวมชุดผ้าป่านที่คิ้วมีรอยบากผู้หนึ่งตะโกนออกมา ก่อนจะรีบกระตุ้นพลังวิญญาณภายในกายอย่างบ้าคลั่ง เพื่อที่จะหนีไปจากที่นี่
คนที่เหลือได้ยินดังนั้นก็มิกล้ารีรออีกต่อไป
พลังปราณรอบกายพลันพลุ่งพล่าน ก่อนจะแปลงกายเป็นลำแสงมากมายพุ่งกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
แม้พวกเขาจะอยู่มาเนิ่นนาน และก็เคยประสบกับศึกนองเลือดที่อันตรายมามากมายนับมิถ้วน
แต่เวลานี้พวกเขาก็ยังมิอยากตายอยู่ดี ซึ่งการที่พวกเขายังอยู่ที่นี่ก็เพื่อต้องการขึ้นไปแดนเซียนโบราณให้สำเร็จ จึงได้สะสมทรัพยากรและเพิ่มพลังของตนเองอย่างต่อเนื่อง
บัดนี้เมื่อเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ที่ร้ายกาจเช่นนี้ พวกเขาย่อมมิยืนรอความตายอยู่เฉย ๆ เป็นแน่
ทว่าบุรุษชุดดำกลับกวาดสายตามองกลุ่มคนที่หนีไปอย่างมิแยแส จากนั้นจึงหมุนกายหันมาเอ่ยกับเย่ฉางชิงว่า “นายท่าน จะสังหารพวกเขาให้หมดหรือไม่ขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงลังเลอยู่สักพัก แล้วจึงโบกมือไปมา “ช่างเถอะ การบำเพ็ญเพียรนั้นมิง่าย มิจำเป็นต้องเข่นฆ่ากันถึงเพียงนั้น”
เพราะนับตั้งแต่เย่ฉางชิงบำเพ็ญเพียรมาก็มิเคยเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ และมิเคยเห็นการสังหารที่นองเลือดมาก่อน
เพียงแค่การตายของซ่งเกาเก๋อก็น่าจะเพียงพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงมิอยากเห็นการฆ่าฟันกันเกิดขึ้นอีก
‘ตอนนี้ดูเหมือนว่า ข้ายังมิคุ้นชินกับการเข่นฆ่าที่ดุเดือดเช่นนี้’
เย่ฉางชิงอดมิได้ที่จะลอบทอดถอนใจออกมา ‘บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าชีวิตเฉกเช่นที่เมืองเสี่ยวฉือ หรือเมืองเทียนซินยังจะดีเสียกว่า’
ทันทีที่สิ้นเสียง ราชันทมิฬก็ฉีกยิ้มออกมา แล้วรีบเดินไปอยู่ข้าง ๆ บุรุษชุดดำ พลางเอ่ยเสียงเบาพร้อมรอยยิ้มว่า “พี่ดำ แม้นายท่านจะบอกว่ามิจำเป็นต้องฆ่าแกงกันให้ตายไปข้าง แต่หากสิ่งที่ข้าคิดเอาไว้มิผิดแล้วล่ะก็ พวกเรายังต้องเดินทางผ่านเมืองโลกวิญญาณ”
“และตาเฒ่าเหล่านี้คงคอยดักปล้นคนมามิน้อย เช่นนั้นบนกายของพวกเขาจะต้องมีหินวิญญาณสะสมเอาไว้อย่างแน่นอน ดังนั้น……พวกเราควรจะชิงเอาหินวิญญาณมาจากพวกเขาสักหน่อยดีหรือไม่ ? ”
บุรุษชุดดำปรายตามองราชันทมิฬอย่างดูแคลน แต่ก็ยังพยักหน้าเห็นด้วย พลางเอ่ยว่า “ตอนนี้พวกมันติดอยู่ในกระดานหมากของข้า เจ้าเพียงแค่ไปดักปล้นพวกมันตามที่ต่าง ๆ ก็พอแล้ว”
“กระดานหมาก ? ”
ราชันทมิฬมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยความงุนงงว่า “พี่ดำ กระดานหมากอันใดหรือขอรับ ? ”
มุมปากของบุรุษชุดดำกระตุกขึ้นราวกับหมดความอดทน แล้วจึงเอ่ยออกมาเสียงเรียบว่า “ตบะบารมีของเจ้ายังตื้นเขินนัก รอเจ้าขึ้นมาถึงระดับเช่นข้าเมื่อใด ย่อมจะเข้าใจเอง”
ราชันทมิฬหัวเราะแหะ ๆ พร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นจึงเหาะไปยังทิศทางหนึ่ง
เย่ฉางชิงถอนหายใจออกมา ขณะชำเลืองมองร่างซ่งเกาเก๋อที่กองอยู่บนพื้น ก่อนจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้ก็สายมากแล้ว มิรู้ว่าเมืองโลกวิญญาณห่างจากที่นี่อีกไกลเพียงใด”
“พวกเรารีบออกเดินทางกันดีกว่า หวังว่าจะสามารถไปถึงเมืองโลกวิญญาณได้ก่อนฟ้ามืด”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยทันที
แต่เนื่องจากปทุมสูติของเย่ฉางชิงนั้นสะดุดตาเกินตา
หลังจากตรวจร่างกายดูแล้ว
บุรุษชุดดำก็นิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับเย่ฉางชิงว่า “นายท่าน สภาพแวดล้อมที่นี่ใกล้เคียงกับแดนเซียนโบราณ”
“และภายในแดนเซียนโบราณ จะมีพิษประหลาดที่ส่งผลต่อผู้บำเพ็ญเพียรอยู่มากมาย แม้จะใช้พลังวิญญาณก็มิช่วยอันใด ราชันทมิฬคงจะถูกพิษประหลาดชนิดนี้เข้าขอรับ”
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับรู้ พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ในเมื่อเป็นพิษ เช่นนั้นจะต้องมียาถอนพิษอยู่เป็นแน่”
“เมื่อถึงเมืองโลกวิญญาณแล้ว คงสามารถหายาถอนพิษได้ หรืออาจจะเจอคนที่สามารถถอนพิษได้”
บุรุษชุดดำจึงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นคงต้องสกัดจุดของราชันทมิฬเอาไว้ชั่วคราวก่อน เพื่อป้องกันพิษแพร่กระจายไปมากกว่านี้”
จนเวลาผ่านไปอีกประมาณครึ่งชั่วยาม
เวลานี้เบื้องล่างหาใช่พื้นดินราบเรียบอีกต่อไปไม่ แต่กลับเป็นภูเขาหินสูงตระหง่านลูกหนึ่ง ที่อบอวลไปด้วยเมฆหมอกตั้งอยู่
ขณะเดียวกัน แรงกดดันที่มองมิเห็นจากพลังบางอย่างก็ถาโถมเข้าใส่ทุกคนในทันที
ทันใดนั้น แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับเทพพิภพอย่างจ้าวปีศาจคิ้วแดงที่กลายร่างเป็นร่างเดิมแล้ว ก็ยังต้องฝืนบินอย่างช้า ๆ และต่ำลงจนอยู่ในระดับเดียวกับยอดเขา
แต่โชคดีที่ผ่านไปได้มินาน ในที่สุดก็เห็นว่ามีเมืองโบราณที่ลอยอยู่บนยอดเขาเมืองหนึ่งอยู่มิไกลแล้ว
เมื่อทอดมองออกไป เมืองโบราณแห่งนี้กลับรายล้อมไปด้วยกำแพงเมืองสีดำสนิทและขวางอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังมีไอหมอกสีเลือดล่องลอยออกมา เพิ่มความลึกลับให้กับเมืองโบราณแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
และในตอนนั้นเอง ในที่สุดพวกเย่ฉางชิงก็ได้พบกับผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ อีกครั้ง
บางคนก็เหาะอยู่กลางอากาศ ผมยาวสยาย ชายเสื้อโบกสะบัด ไอพลังแผ่ออกมา ดูสูงส่งยิ่งนัก
นอกจากนี้ยังมีรถม้าที่มีไอพลังชั่วร้ายแล่นผ่านเมฆหมอกด้วยความรวดเร็ว……
เย่ฉางชิงเห็นดังนั้นก็อดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมา “ข้าศึกบุกตะลุยราวกับเมฆดำทะมึนพัดผ่านมาทำลายเมือง เกราะทหารกล้าส่องแสงสีทองระยิบระยับใต้แสงตะวัน กลอนประโยคนี้ดูเข้ากับเมืองนี้มิน้อยเลยทีเดียว”
ถูสือซานชะงักไปเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างลังเลว่า “ท่านเย่ นั่นคือเมืองโลกวิญญาณหรือเจ้าคะ ? ”
ยังมิทันสิ้นเสียง น้ำเสียงราบเรียบที่แฝงความเย้ยหยันเอาไว้ในทีก็ดังขึ้น
“เมืองโลกวิญญาณยังมิรู้จัก พวกเจ้าคงมาใหม่กระมัง ? ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน