เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 629

ตอนที่ 629 ศัตรูที่สนิทใจ

ในตอนนั้นเอง เย่เหลียงสือที่เดิมทีมีความมั่นใจเป็นอย่างมากนั้น เวลานี้กลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

เขาคิดมิถึงเลยว่า เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับเทพพิภพขั้นกลางที่ตนพามาด้วย

จะตายด้วยน้ำมือของบุรุษชุดดำที่มิทราบนามผู้นี้ อย่างไร้หนทางตอบโต้

‘ฝีมือเด็ดขาดและฉับไวยิ่งนัก ! ’

‘อีกฝ่ายแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ ? ’

‘และที่สำคัญอีกฝ่ายก็หาใช่ผู้ที่สังหารเจ้าเจ็ดไม่ ! ’

‘บ่าวรับใช้งั้นหรือ ? ’

‘หากเป็นเพียงบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเหตุไฉนถึงได้น่ากลัวเพียงนี้ เช่นนั้นฆาตกรตัวจริงจะน่ากลัวเพียงใดกัน ? ’

‘น่าเหลือเชื่อ ! ’

‘ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ! ’

‘ครั้งนี้เจ้าเจ็ดไปล่วงเกินคนที่มิควรล่วงเกินเข้าให้แล้ว ! ’

‘แต่โชคดีที่มีทหารคอยดูแลความเรียบร้อยในเขตอ๋องเจี้ยนปรากฏกายขึ้นเสียก่อน และได้ศิษย์เอกของอ๋องเจี้ยนช่วยออกหน้า’

‘มิเช่นนั้น วันนี้ข้าคงจะต้องตายอยู่ที่นี่เป็นแน่’

คิดถึงตรงนี้ เย่เหลียงสือก็ถอนหายใจออกมาอย่างอดมิได้

ขณะเดียวกัน ภายในใจก็มีความคิดที่อยากจะหลบหนีขึ้นมา

ทว่าต่อให้จะมีทหารของอ๋องเจี้ยนที่มีพลังแข็งแกร่งหลายคนขวางอยู่

แต่บุรุษชุดดำจะปล่อยให้เขาหนีไปง่าย ๆ เยี่ยงนั้นหรือ ?

“หลีกไป ! ”

บุรุษชุดดำดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมา ข้างหนึ่งเปล่งประกายสีขาว อีกข้างหนึ่งเปล่งประกายสีดำออกมา

โดยเฉพาะพลังที่แผ่ออกมาจากกาย และบีบให้ทหารของอ๋องเจี้ยนที่สวมชุดสีดำ และมีหน้ากากเหล็กสีดำปิดบังใบหน้าเอาไว้ ด้านหลังสะพายกระบี่โบราณที่แตกต่างกัน ถอยหลังไปมิหยุด

ทหารอ๋องเจี้ยนที่ขวางหน้าบุรุษชุดดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ภายในเมืองโลกวิญญาณห้ามใช้กำลัง และโดยเฉพาะที่นี่ด้วย”

บุรุษชุดดำกวาดตามองเหล่าทหารของอ๋องเจี้ยน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “กล้าลอบสังหารนายท่าน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มิว่าใครก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้”

“อีกอย่างอย่าว่าแต่เมืองโลกวิญญาณเล็ก ๆ แห่งนี้เลย ต่อให้เป็นเมืองเทพเหนือสวรรค์แล้วจะเยี่ยงไรเล่า หากข้าต้องการจะสังหารแล้วล่ะก็ ผู้ใดก็ขวางข้ามิได้”

ทันทีที่สิ้นเสียง ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด

ในที่สุดเย่ฉางชิงก็ได้เอ่ยขึ้นมาว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ? ”

ท่าทีหยิ่งทะนงของบุรุษชุดดำพลันสงบลง ก่อนจะเอ่ยกับเย่ฉางชิงอย่างนอบน้อมว่า “นายท่าน เมื่อครู่มีคนต้องการที่จะลอบสังหารท่านขอรับ”

‘หืม ? ’

เย่ฉางชิงมีสีหน้าเปลี่ยนไป อดมิได้ที่จะชะงักไปเล็กน้อย

‘ผู้ใดกันที่คิดจะลอบสังหารข้า ? ’

‘ข้ามีศัตรูบนโลกบำเพ็ญแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ? ’

‘จริงสิ ! ’

‘เย่เหลียงเฉินผู้นั้นเป็นบุตรชายของอ๋องฉี หรือว่าจะเป็นอ๋องฉีที่ส่งคนมาลอบสังหารข้า ? ’

‘อืม ! ’

‘จะว่าไปแล้วการตายของเย่เหลียงเฉินก็เกี่ยวข้องกับข้าจริง ๆ ’

‘พวกเขาส่งคนมาลอบสังหาร ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว’

หลังจากนิ่งเงียบไปสักพัก เย่ฉางชิงก็ปรายตามองศพมากมายที่อยู่มิไกลนัก ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ยังมีคนที่รอดอีกหรือไม่ ? ”

แม้เย่ฉางชิงจะรู้สึกตื่นเต้นกับการถูกลอบสังหารเช่นนี้ แต่หากพลาดขึ้นมาก็อาจตายได้เช่นกัน

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะยุติความแค้นในครั้งนี้ลงซะ

แต่ควรจะทำเช่นไรดี ?

คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว !

นั่นก็คือประลองกับอ๋องฉีผู้นั้น

ให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าการตายของเย่เหลียงเฉิน หาใช่เขาเป็นคนฆ่าไม่ แต่เพราะถูกวิถีของตนเองครอบงำจนตายต่างหาก

ได้ยินดังนั้น บุรุษชุดดำก็สะบัดแขนหนึ่งครั้ง ทหารอ๋องเจี้ยนที่มีพลังแข็งแกร่งหลายนายก็กระเด็นไปไกลกว่าครึ่งจั้ง

เมื่อเห็นภาพเช่นนี้

มิเพียงทุกคนในที่นั้นจะมีสีหน้าเปลี่ยนไป และเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

แม้แต่บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่กลางอากาศผู้นั้น ก็ดวงตาเบิกโพลงขึ้นมาอย่างห้ามมิได้เช่นกัน

ทหารของอ๋องเจี้ยนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับระดับเทพพิภพขั้นกลาง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความแตกฉานในวิถีกระบี่ที่มิธรรมดาทั้งสิ้น

พลังของพวกเขาเป็นเช่นไร มิต้องบอกก็คงรู้กันดี

ทว่าบัดนี้บุรุษชุดดำกลับมิได้ออกแรงแม้แต่น้อย เพียงแค่สะบัดแขนก็ทำให้พวกเขากระเด็นไปไกลกว่าครึ่งจั้งได้แล้ว

เช่นนั้นบุรุษชุดดำผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ ?

น่ากลัว !

ดังนั้นหากอีกฝ่ายต้องการที่จะสังหารตน เกรงว่าเพียงแค่คิดก็สามารถทำได้แล้ว

ทว่ากับลวี่ฮวยเจี้ยนนั้นมิเหมือนกัน

เขารู้ดีว่าแท้จริงแล้วตนเองมีฐานะเช่นไร

ดังนั้นต่อให้เขาจะบุกข้ามสระสายฟ้าที่กั้นระหว่างเขตแดนทั้งสอง แต่เห็นแก่หน้าของท่านพ่อ ลวี่ฮวยเจี้ยนย่อมมิมีทางลงมือกับเขาง่าย ๆ อย่างแน่นอน

“ทำไม ? ”

บุรุษหนุ่มนามว่าลวี่ฮวยเจี้ยนแค่นยิ้มออกมา พลางเอ่ยว่า “ข้าจะทำอันใดเจ้าได้ ? ”

“เจ้าเป็นถึงบุตรชายคนโตของอ๋องฉี เป็นผู้ควบคุมกฎระเบียบทั่วทั้งดินแดนอ๋องฉี หากข้าสังหารเจ้าที่นี่ เช่นนั้นเมืองโลกวิญญาณคงเกิดความปั่นป่วนขึ้นเป็นแน่”

“ยิ่งไปกว่านั้นอ๋องฉียังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองโลกวิญญาณอีกด้วย”

เอ่ยถึงตรงนี้ ลวี่ฮวยเจี้ยนก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหมุนกายไปเอ่ยกับทุกคนว่า “ทุกท่าน พวกเจ้าจงจำหน้าเขาเอาไว้ให้ดี ท่านนี้ก็คือบุตรชายคนโตของอ๋องฉีนามว่า เย่เหลียงสือ”

“วันหน้าหากพบคนผู้นี้อีก ต้องรีบแจ้งให้จวนกระบี่ทราบ จวนกระบี่ของเราจะตบรางวัลให้ทุกท่านอย่างงาม”

สิ้นเสียง สายตานับมิถ้วนก็จ้องเขม็งไปที่เย่เหลียงสือ ราวกับกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดสำคัญไป

เยี่ยงไรซะเย่เหลียงสือ ก็เป็นถึงบุตรชายคนโตของอ๋องฉี !

ผู้ควบคุมเขตแดนของอ๋องฉีตัวจริง !

วันหน้าหากได้พบคนรู้จักที่ไปอยู่กับอ๋องฉี จะต้องคุยโม้เสียหน่อย

“พี่ชาย เจ้ายังมิเคยเห็นบุตรชายคนโตของอ๋องฉีมาก่อนงั้นหรือ ? ”

“คงมิใช่กระมัง เจ้ามิเคยเห็นจริง ๆ น่ะหรือ ? ”

“โทษที ข้าเคยเห็นมาแล้ว อีกทั้งตอนนั้นบุตรชายคนโตของอ๋องฉียังตกที่นั่งลำบาก……”

ทันใดนั้น ทุกคนต่างก็คิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา

แม้การขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของวิถีเซียนจะเป็นความใฝ่ฝันของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคน แต่การทำตัวเป็นผู้สูงส่งก็ถือว่าเป็นการฝึกขั้นพื้นฐานของผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน

เมื่อเห็นสายตาที่มีเลศนัยและแปลกไปของทุกคน

เย่เหลียงสือก็รู้สึกเหมือนโดนดูถูกเหยียดหยามก็มิปาน

ดวงตาของเขาวาวโรจน์ เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ พลางเอ่ยกับลวี่ฮวยเจี้ยนอย่างช้า ๆ ว่า “ลวี่ฮวยเจี้ยน ความอับอายในวันนี้ข้าจะจำเอาไว้”

“พี่เย่ จะกลับแล้วงั้นหรือ ? ”

ลวี่ฮวยเจี้ยนหัวเราะร่า พลางมองเย่เหลียงสือที่หมุนกายเตรียมจะจากไป แล้วเอ่ยต่ออีกว่า “ในเมื่อมาแล้วก็น่าจะอยู่ต่ออีกสองสามวันแล้วค่อยกลับสิ”

สิ้นเสียง ก็ร่างสองร่างปรากฏขึ้นข้างกายเย่เหลียงสือ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน