ตอนที่ 630 ฝืนใจ
ลวี่ฮวยเจี้ยนใบหน้าแฝงรอยยิ้มเรียบ ๆ มองดูเย่เหลียงสือถูกทหารของอ๋องเจี้ยนสองนายพาตัวไป
ถูกต้อง !
เย่เหลียงสือเป็นบุตรชายคนโตของอ๋องฉี และเป็นผู้ควบคุมเขตแดนของอ๋องฉี
ลวี่ฮวยเจี้ยนย่อมจึงมิกล้าสังหาร หรือทำลายตบะบารมีของเขา
แต่เย่เหลียงสือลักลอบข้ามสระสายฟ้าที่แบ่งแยกทั้งสองเขตแดนเข้ามา
ส่วนเขาที่เป็นศิษย์เอกของอ๋องเจี้ยน ก็พอนับได้ว่าเป็นผู้ควบคุมดูแลภายในเขตแดนของอ๋องเจี้ยนเช่นกัน
การจับเย่เหลียงสือขังเอาไว้ที่นี่สักสองสามวันแล้วค่อยปล่อยตัวไป ย่อมถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว
เชื่อว่ามิว่าจะเป็นอาจารย์หรืออ๋องฉี เมื่อทราบเรื่องนี้ก็คงจะทำเป็นมองมิเห็นและยอมปล่อยผ่านไปอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
ลวี่ฮวยเจี้ยนก็ถอนสายตากลับมา ก่อนจะหันไปมองทางพวกเย่ฉางชิง
สามารถทำให้เย่เหลียงสือยอมแหกกฎพาผู้แข็งแกร่งมากมายข้ามสระสายฟ้ามาลอบสังหารได้
แสดงว่าคนกลุ่มนี้และเย่เหลียงสือจะต้องมีความแค้นที่มิธรรมดาเป็นแน่
โดยเฉพาะบุรุษชุดดำผู้นั้นที่สามารถสังหารผู้แข็งแกร่งข้างกายของเย่เหลียงสือได้จนหมดอย่างมิอึกทึกครึกโครม
เห็นได้ชัดว่าพลังที่แท้จริงของเขานั้นน่ากลัวมากเพียงใด !
และที่สำคัญแม้บุรุษชุดดำจะมีฝีมือลึกล้ำสุดจะหยั่ง ทว่ากลับมิใช่เจ้านายตัวจริง
ตรงกันข้ามกลับเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางสุภาพอ่อนโยนและสง่างามผู้นั้นต่างหาก ที่เป็นบุคคลสำคัญของคนกลุ่มนี้
‘ข้างกายของคนผู้นั้นมีผู้แข็งแกร่งที่น่ากลัวเช่นนี้อยู่ด้วย อีกทั้งไอพลังของเขาก็ถูกสะกดเอาไว้จนหมด มิสามารถสัมผัสได้แม้แต่น้อย หรือจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถเทียบเคียงกับอาจารย์ได้เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘ทว่าผู้แข็งแกร่งที่น่ากลัวเช่นนี้ เหตุใดหลายปีมานี้จึงมิได้เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน หรือจะเป็นผู้แข็งแกร่งท่านใดท่านหนึ่งที่บำเพ็ญเพียรมาโดยตลอด ? ’
‘หรือจะเป็นคนใหม่ที่เพิ่งมาถึง ? ’
‘เป็นไปมิได้ เป็นไปมิได้เด็ดขาด ยุคนี้ยังจะมีคนที่น่ากลัวเช่นนี้ปรากฏขึ้นอีกเยี่ยงนั้นหรือ……’
ระหว่างที่ลวี่ฮวยเจี้ยนกำลังคาดเดาอยู่ภายในใจนั้น
กู่เจิงเฟิงที่เขาเรียกว่าศิษย์น้อง เวลานี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าพวกเย่ฉางชิงด้วยใบหน้าตื่นเต้นยินดี
“ท่าน……ท่านเย่ ? ”
จากนั้นกู่เจิงเฟิงก็หายตัวไปอีกครั้ง ก่อนจะปรากฏขึ้นทางด้านหลังของเย่ฉางชิงทันที พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันสั่นเทาอย่างห้ามมิได้
ได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็ลอบสบตากับหนิงซู่ซู่เล็กน้อย แล้วจึงหมุนกายไปทางกู่เจิงเฟิง
วินาทีต่อมา
ในวินาทีที่ทั้งสองประสานสายตากันนั้น
กู่เจิงเฟิงถึงกับชะงักไป ก่อนจะรีบคุกเข่าลงกับพื้น และโค้งคารวะให้แก่เย่ฉางชิง
“ผู้น้อยกู่เจิงเฟิงคารวะท่านเย่”
กู่เจิงเฟิงเอ่ยด้วยเสียงดังกังวาน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความนอบน้อมและศรัทธา
ทว่าเมื่อผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนนับมิถ้วนเห็นภาพนี้ กลับแตกตื่นเป็นอย่างมาก
ผู้มาใหม่นามว่ากู่เจิงเฟิงผู้นี้สามารถรู้แจ้งป้ายกระบี่ได้สำเร็จ
ก็หมายความว่าต่อให้เวลานี้เขาจะยังมิได้เข้าพบอ๋องเจี้ยน และยังมิได้เป็นศิษย์สายสืบทอดของอ๋องเจี้ยนอย่างเป็นทางการ
แต่ภายในเขตแดนแห่งนี้ เขาก็นับว่าเป็นรองเพียงอ๋องเจี้ยนเท่านั้น ต่อให้เขาจะเดินวางมาดเยี่ยงไรก็มิมีผู้ใดกล้าขวางทางเขาอย่างแน่นอน
ทว่าบัดนี้เขากลับกราบกรานบุรุษหนุ่มผู้นี้
บุรุษหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลาและสง่างาม เช่นนั้นคนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ ?
หรือจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถเทียบเคียงกับอ๋องเจี้ยนเยี่ยงนั้นหรือ ?
เป็นไปมิได้ !
เป็นไปมิได้เด็ดขาด !
หากมีผู้ที่น่ากลัวเช่นนั้นจริง เหตุใดถึงมิเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน ?
จริงสิ !
ศิษย์สายสืบทอดคนใหม่ของอ๋องเจี้ยนเป็นผู้ที่มาใหม่
เช่นนั้นท่านเย่ที่เขาเรียกขานผู้นี้ก็คงเป็นผู้มาใหม่ด้วยเยี่ยงนั้นหรือ ?
แต่บุรุษชุดดำที่อยู่ข้างกายท่านเย่ผู้ลึกลับท่านนี้ดูมิธรรมดาเลย
มิว่าจะเป็นการสังหารคนเหล่านั้น หรือว่าเพียงยกมือก็สามารถซัดทหารของอ๋องเจี้ยนกระเด็นได้
เอ่ยเพียงเท่านั้น ลวี่ฮวยเจี้ยนก็หันไปมองเย่ฉางชิงที่มีท่าทางสงบนิ่งอีกครั้ง ก่อนจะถามออกมาอย่างมิแยแสว่า “ข้า ลวี่ฮวยเจี้ยน ตั้งแต่บำเพ็ญเพียรมาจนถึงบัดนี้ ก็บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มาตลอด อีกทั้งในวิถีกระบี่นั้นก็คิดว่าตนเองยังมิใช่คู่ต่อสู้ของอาจารย์”
“ในเมื่อท่านมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ แสดงว่าคงจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่กระมัง ? ”
ใบหน้าของเย่ฉางชิงแม้จะมิได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา ทว่าภายในใจกลับรู้สึกมิพอใจศิษย์เอกของอ๋องเจี้ยนผู้นี้เอาซะเลย
‘วางอำนาจ ! ’
‘เจ้าเด็กคนนี้เป็นจอมวางอำนาจอีกคนแล้วสินะ ! ’
‘และกล้ามาวางอำนาจต่อหน้าข้าเช่นนี้ ข้าคงต้องขอดูหน่อยสิว่าเจ้าจะมีความสามารถพอหรือไม่’
‘ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่อีกด้วย’
‘ทางที่ดีก็อย่าให้ข้าตบหน้าเจ้าได้ก็แล้วกัน’
คิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็หัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า “ช่างเถอะ ที่ข้ามาในครั้งนี้เดิมทีก็เพื่อต้องการประลองกระบี่กับอ๋องเจี้ยน”
“ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์เอกของอ๋องเจี้ยน เช่นนั้นข้าก็ยอมฝืนใจประลองกับเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน”
ลวี่ฮวยเจี้ยนมีท่าทางเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที มุมปากกระตุกขึ้นมาอย่างอดมิได้
“อยากจะประลองกระบี่กับอาจารย์ ทางที่ดีเจ้าควรเอาชนะข้าให้ได้ภายในกระบวนท่าเดียวเสียก่อน”
ลวี่ฮวยเจี้ยนมองเย่ฉางชิงด้วยสายตาเย็นชา พลางเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “มิเช่นนั้นเจ้าก็มิมีคุณสมบัติพอที่จะประลองกับอาจารย์ด้วยซ้ำ”
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ลวี่ฮวยเจี้ยนได้ยินคำกล่าวที่จองหองเช่นนี้
เพราะแม้แต่อ๋องฉีที่ประสบความสำเร็จมานาน ก็ยังมิกล้าท้าทายอาจารย์เขาง่าย ๆ
ต่อมาเมื่อเขาได้รับวาสนาอันพลิกฟ้ามาจากแดนอันตรายแห่งหนึ่ง จึงได้ขอประลองกับอาจารย์อยู่หลายวัน ก่อนจะเอาชนะไปได้อย่างเฉียดฉิว
ส่วนคนผู้นี้แม้จะมิสามารถคาดเดาฝีมือที่แท้จริงได้ แต่ชื่อเสียงมิมีปรากฏ กลับกล้าบุ่มบ่ามมาขอประลอง
จองหอง !
ช่างจองหองยิ่งนัก !
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก ลวี่ฮวยเจี้ยนก็หลับตาทั้งสองข้างลง ผมยาวสยายปลิวไสว ชายเสื้อโบกสะบัด ไอพลังบนกายปะทุขึ้นทันที
จากนั้นก็มีแสงของกระบี่สายหนึ่งทะยานขึ้นฟ้า ทำให้เกิดคลื่นแสงเป็นชั้น ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ราวกับกระบี่เซียนไร้เทียมทานเล่มหนึ่งตั้งตระหง่านกั้นกลางระหว่างฟ้าดิน และพร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งบนโลกใบนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน