ตอนที่ 632 อ๋องเจี้ยน
ต้องบอกว่ากระบี่นี้ของลวี่ฮวยเจี้ยนแม้จะทรงพลังอย่างมิอาจเทียบได้ อีกทั้งยังเป็นเคล็ดโจมตีที่เกิดจากต้นกำเนิดวิถีกระบี่อีกด้วย
แต่เยี่ยงไรซะเขาก็ยังมีตบะบารมีมิพอ ความแตกฉานในวิถีกระบี่ก็ยังมิถึงระดับสูงสุด
ดังนั้นกระบี่นี้ต่อให้จะสามารถทำให้ศัตรูบาดเจ็บสาหัส แต่ตัวเขาเองก็จะต้องประสบกับการครอบงำอันน่ากลัวด้วยเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นคำประกาศิตของเย่ฉางชิง ยังได้ทำลายกระบี่โบราณที่เขากลั่นมาด้วยเลือดลงอย่างง่ายดาย
แค่คิดก็รู้แล้วว่าการครอบงำครั้งนี้จะร้ายแรงเพียงใด !
ตอนนั้นเอง เมื่อเห็นว่าลวี่ฮวยเจี้ยนที่ลมหายใจรวยริน มีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด
เย่ฉางชิงก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบว่า “เจ้ามิเป็นอันใดใช่หรือไม่ ? ”
แม้ว่าก่อนหน้านี้ลวี่ฮวยเจี้ยนจะทำท่าทางหยิ่งทะนงต่อหน้าเขา แต่ขณะที่เขาถอดกระบวนท่าของลวี่ฮวยเจี้ยน กลับเป็นการเปิดประตูบำเพ็ญเพียรบานใหม่ให้กับเขา
‘เมื่อความแตกฉานในวิถีกระบี่ของตนถึงระดับสูงสุดแล้ว ก็จะสามารถสั่งการด้วยความคิด และบัญชาการด้วยคำกล่าว เพื่อหยุดยั้งการโจมตีของอีกฝ่ายได้’
‘ดังนั้นต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้’
‘ขอเพียงความแตกฉานในวิถีกระบี่เหนือกว่าอีกฝ่าย ก็เท่ากับว่าจะมิมีทางพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด’
‘เป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ ? ’
‘อืม ! ’
‘ข้าเป็นผู้ไร้พ่ายจริง ๆ ! ’
ขณะที่เย่ฉางชิงลอบดีใจอยู่นั้น
ลวี่ฮวยเจี้ยนก็ยังคงก้มหน้าหลุบสายตา พลางเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโส ก่อนหน้านี้ผู้น้อยมุทะลุเกินไป ขอได้โปรดอภัยให้ด้วยขอรับ”
ลวี่ฮวยเจี้ยนในเวลานี้รู้สึกชื่นชมเย่ฉางชิงด้วยใจจริง
เพราะอาจารย์ก็เคยสัมผัสแล้วว่ากระบี่นี้ของเขามีพลานุภาพเช่นไร
ทว่าตอนนั้นด้วยพลานุภาพอันทรงพลัง ทำให้แม้แต่อ๋องเจี้ยนยังต้องออกกระบี่ต้าน
แต่ผู้อาวุโสตรงหน้าท่านนี้กลับเก่งกาจยิ่งนัก เพียงแค่เอ่ยคำประกาศิตออกมา ก็สามารถหยุดยั้งการโจมตีทั้งหมดของเขาลงได้ภายในพริบตา
ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถทำลายกระบี่เซียนที่กลั่นด้วยเลือดของเขาได้อีกด้วย
ความแตกฉานในวิถีกระบี่ของทั้งสองคน แท้จริงแล้วใครสูงส่งกว่ากัน มิต้องบอกก็รู้แล้ว
เพราะเหตุนี้เขาจึงเชื่อในคำกล่าวก่อนหน้านี้ของเย่ฉางชิง
และหากเขาคาดเดามิผิดแล้วล่ะก็
ภายในเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ อีกมินานจะต้องมีอ๋องคนที่ห้าปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน
เย่ฉางชิงปัดมือเบา ๆ จากนั้นจึงเอ่ยว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะพาข้าไปพบอาจารย์เจ้าหรือว่าเจี้ยนอ๋องสักครั้ง”
ลวี่ฮวยเจี้ยนนิ่งงัน ก่อนจะพยักหน้ารับกับเย่ฉางชิง
วินาทีต่อมา
เย่ฉางชิงก็เพ่งสมาธิ ใช้อิทธิฤทธิ์หายตัวได้ดังใจนึกอีกครั้ง
พร้อมกับพาลวี่ฮวยเจี้ยนไปปรากฏกายขึ้นทางด้านนอกจัตุรัสอีกด้วย
แต่เมื่อเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่เห็นเย่ฉางชิงที่ยังคงมีท่าทางคล่องแคล่ว หาได้บาดเจ็บแม้แต่น้อยไม่ ต่างกับลวี่ฮวยเจี้ยนที่มีใบหน้าซีดเซียวแล้ว
ทันใดนั้น ทุกคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“นี่มัน ? ? ? ”
“นี่มัน ! ! ! ”
“แม้เมื่อครู่จะเห็นเพียงพี่ลวี่ที่ออกกระบี่ และหาได้เห็นพี่ชายท่านนั้นออกกระบี่ไม่ แต่กลับสามารถทำลายกระบี่ของพี่ลวี่ลงได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ? ”
“จริงด้วย ! เกิดอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดพี่ลวี่ถึงได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ได้ ? ”
“น่าเหลือเชื่อ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ! ”
“หรือว่าพี่ชาย……มิใช่สิ ผู้อาวุโสท่านนี้จะเป็นยอดฝีมือลึกลับจริง ๆ ? ”
“คงจะเป็นเช่นนั้น มิใช่สิ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ หากเดามิผิดแล้วล่ะก็ ผู้อาวุโสท่านนี้คงจะได้รับโอกาสและวาสนาอันพลิกฟ้าจากเส้นทางโบราณมาเป็นแน่ ถึงยังมิได้มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่กลับมีฝีมือร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้”
ที่นี่มีอาคารสูงตระหง่านมากมายตั้งอยู่เรียงราย พร้อมแผ่กลิ่นอายโบราณออกมา
และในส่วนลึกของแดนต้องห้ามอันกว้างใหญ่แห่งนี้
มีบุรุษสวมชุดสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลัง สายตาจับจ้องไปบนภาพอักษรพู่กันภาพหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะยาว
ซึ่งบนภาพอักษรพู่กันนั้นมีตัวอักษรยึกยือเขียนเอาไว้ว่า
กระบี่จงมา !
“ยากจัง ! ”
บุรุษที่สวมชุดสีขาวราวกับหิมะถอนหายใจยาวออกมาอย่างอดมิได้ “ผู้อาวุโสท่านนี้มีความแตกฉานในวิถีกระบี่ระดับใดกันแน่ ข้าใช้ต้นกำเนิดวิถีกระบี่เป็นตัวนำ เพื่อเลียนแบบตัวอักษรบนป้ายกระบี่ แต่มิว่าเยี่ยงไรก็มิสามารถสัมผัสถึงระดับจิตใจของวิถีกระบี่ระดับนั้นได้…….”
ทว่าระหว่างที่บุรุษชุดขาวกำลังทอดถอนใจอยู่นั้น
เขาก็เหมือนสัมผัสได้ถึงอันใดบางอย่าง จึงรีบหันไปมองยังทิศทางที่ป้ายกระบี่นั้นตั้งอยู่
“ฮวยเจี้ยนถึงกับใช้ท่ากระบี่นั้นเชียวหรือ ? ”
บุรุษชุดขาวขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางถอนหายใจออกมา “กระบวนท่ากระบี่นั้นของเขาแม้ว่าจะทรงพลังไร้ที่เปรียบ แต่หากปล่อยออกไปจะต้องถูกต้นกำเนิดของวิถีกระบี่อันน่ากลัวครอบงำ และพลังในครั้งนี้รุนแรงยิ่งนัก อย่างน้อยคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายอีกเป็นร้อยปีเลยทีเดียว”
“อีกอย่างข้าเคยเตือนเขาแล้วว่าวิถีกระบี่นั้นมิมีทางลัดให้เดิน พลังแห่งต้นกำเนิดยิ่งมิใช่สิ่งที่เขาจะสามารถควบคุมได้ในเวลานี้”
“แต่ศิษย์ผู้นี้ของข้านับว่ามีพรสวรรค์สูงส่งจริง ๆ แม้ตบะบารมีในตอนนี้จะยังมิสามารถควบคุมพลังแห่งต้นกำเนิดได้ แต่กลับใช้วิธีให้กระบี่ที่หลอมจากเลือดรับพลังแห่งต้นกำเนิดแทน จากนั้นก็ใช้รอยตรากระบี่เป็นตัวนำเพื่อทำการโจมตี”
เอ่ยถึงตรงนี้ บุรุษชุดขาวก็ถอนสายตากลับมา แล้วหันไปพิจารณาตัวอักษรพู่กันบนโต๊ะยาวอีกครั้ง
“คุณสมบัติวิถีกระบี่ของฮวยเจี้ยนนั้นเหนือยิ่งกว่าข้าเสียอีก มิรู้ว่าเมื่อเขาขึ้นมาถึงระดับของข้าตอนนี้แล้ว จะสามารถรู้แจ้งถึงระดับจิตใจวิถีกระบี่ที่อยู่ในตัวอักษรบนป้ายกระบี่นี้ได้หรือไม่ ? ”
บุรุษชุดขาวอดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป
จู่ ๆ บุรุษชุดขาวก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“เกือบลืมไปเลย”
บุรุษชุดขาวตบที่หน้าผากตนเองเบา ๆ พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “คนผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ถึงบีบให้ฮวยเจี้ยนใช้กระบวนท่ากระบี่นี้ได้ ? ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน